Official Update :

เจาะลึก Real-World Decarbonization เทรนด์ยั่งยืนที่เปลี่ยนโลกได้จริง

โดย: บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การลงทุนด้านความยั่งยืน (Sustainable Investing) มักถูกประเมินผ่านตัวเลขในพอร์ตการลงทุน (Portfolio Metrics) เช่น ระดับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือค่า Carbon Intensity ที่สะท้อนความเข้มข้นของการปล่อยคาร์บอนเมื่อเทียบกับมูลค่าเงินลงทุน  อย่างไรก็ตาม เมื่อก้าวเข้าสู่ปี 2026 แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกท้าทาย และค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านไปสู่มุมมองใหม่ที่ให้ความสำคัญกับ “ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง” มากขึ้น หรือที่เรียกว่า Real-World Decarbonization ซึ่งมุ่งเน้นการลดการปล่อยคาร์บอนที่เกิดขึ้นจริงในภาคเศรษฐกิจ ไม่ใช่เพียงการปรับภาพตัวเลขให้ดูดีบนพอร์ตการลงทุนเท่านั้น

 

Real-World Decarbonization คืออะไร?

            Real-World Decarbonization คือ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจริงในระบบเศรษฐกิจ ผ่านการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในภาคการผลิต การใช้พลังงาน และการดำเนินธุรกิจ เช่น การลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลของโรงงานอุตสาหกรรม การเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคธุรกิจ การเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิตเพื่อลดการใช้พลังงาน การลงทุนในเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำหรือโครงสร้างพื้นฐานสีเขียว

 

              นั่นเพราะว่านักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับวิธีการเดิมๆ ว่า แค่ทำให้ตัวเลขในพอร์ตดูดีจากการลดคาร์บอนสูง ๆ แบบนี้เพียงพอแล้วหรือยังเนื่องจากการลดคาร์บอนในพอร์ต เช่น การลดค่า Carbon Intensity (ความเข้มข้นการปล่อยคาร์บอน ซึ่งใช้วัดว่าพอร์ตลงทุนปล่อยคาร์บอนมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับมูลค่าการลงทุน) หรือการที่กองทุนลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นบริษัทพลังงานฟอสซิล แล้วหันไปเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในบริษัทพลังงานสะอาด แม้การดำเนินการเหล่านี้จะช่วยให้พอร์ตมีภาพลักษณ์ด้านความยั่งยืนที่ดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่ง คาร์บอนที่เคยอยู่ในพอร์ตไม่ได้ “หายไป” จากระบบเศรษฐกิจ หากเพียงถูกโอนย้ายไปยังผู้ถือครองรายอื่น

              แนวคิดนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า การลงทุนในยุคใหม่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การ “เลือกสินทรัพย์ที่ดูดี” แต่ต้องพิจารณาว่าการลงทุนนั้นสามารถมีส่วนช่วยให้ภาคธุรกิจลดคาร์บอนได้จริงหรือไม่ และที่สำคัญนักลงทุนสามารถมีบทบาทในการผลักดันการเปลี่ยนแปลงนี้ได้จริงเพียงใด

 

(ที่มา: SAPณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2026 และ LinkedInณ วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2026)

 

จาก “ผู้ถือหุ้น” สู่ “ผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลง”

              หนึ่งในกลไกสำคัญที่สนับสนุนการขับเคลื่อน 
Real-World Decarbonization ให้เกิดขึ้นจริง คือ “การมีส่วนร่วม” (Engagement) ของนักลงทุนกับบริษัทที่ลงทุนในกระบวนการต่างๆ มากกว่าการพิจารณาเพียงตัวเลขในรายงาน ESG เพียงอย่างเดียว การมีส่วนร่วมดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การสื่อสารเชิงรุกกับผู้บริหารและคณะกรรมการบริษัท เพื่อส่งเสริมการเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใส การกำหนดเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ชัดเจนและวัดผลได้ และการวางแผนเปลี่ยนผ่านไปสู่ธุรกิจคาร์บอนต่ำอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งแนวทางนี้สะท้อนบทบาทของนักลงทุนที่เปลี่ยนจาก “ผู้ถือครองสินทรัพย์” ไปสู่ “ผู้มีอิทธิพลต่อทิศทางธุรกิจ” อย่างแท้จริง

               นอกเหนือจาก Engagement แล้ว การจัดสรรเงินทุนไปยังภาคเศรษฐกิจจริงถือเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญ โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดแรก (Primary Market) ซึ่งเงินลงทุนจะถูกส่งตรงไปยังบริษัทเพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการใหม่ เช่น การลงทุนเพื่อก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาด และการสนับสนุนเทคโนโลยีลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งตรงกันข้ามกับการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดรอง (Secondary Market) ซึ่งแม้จะมีบทบาทต่อสภาพคล่องในตลาดทุน แต่ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อการลดการปล่อยคาร์บอนในระบบเศรษฐกิจ

 

              ในอีกมิติหนึ่ง นักลงทุนยังสามารถมีบทบาทสำคัญในระดับมหภาค ผ่านการสนับสนุนนโยบายและกฎระเบียบที่เอื้อต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็น กรอบการกำกับดูแลด้าน ESG ที่ชัดเจน  มาตรการสนับสนุนพลังงานสะอาด และกลไกราคาและภาษีคาร์บอน นโยบายเหล่านี้ช่วยเร่งให้ทั้งระบบเศรษฐกิจเคลื่อนตัวไปในทิศทางเดียวกัน

(ที่มา: SAPณ วันที่ 4 พฤษภาคม 2026)

 

จาก “ผู้ถือหุ้น” สู่ “ผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลง”

              ในปัจจุบัน องค์กรชั้นนำระดับโลกจำนวนมากได้ยกระดับความยั่งยืน จากนโยบายไปสู่การปฏิบัติจริง และบูรณาการเข้าสู่กลยุทธ์หลักของธุรกิจ ซึ่งสะท้อนแนวคิด Real-World Decarbonization อย่างชัดเจนตัวอย่างเช่น

 

1. Microsoft
              
Microsoft ตั้งเป้าหมายไกลกว่าการปล่อยคาร์บอนเท่ากับศูนย์ (Carbon Neutral) โดยต้องการเป็นบริษัทที่ปล่อยคาร์บอนติดลบ (Carbon Negative) ภายในปี 2030 ซึ่งหมายความว่า ต้องลดปริมาณคาร์บอนออกจากโลกมากกว่าที่ปล่อย และในระยะยาวมุ่งลบคาร์บอนสะสมที่เคยปล่อยออกไปตั้งแต่วันก่อตั้งบริษัทอีกด้วย

          

               แนวทางของ Microsoft คือทำ 2 แกนหลักควบคู่กัน ได้แก่ ลดการปล่อยคาร์บอนภายในองค์กรอย่างจริงจัง ผ่านการใช้พลังงานสะอาด และลงทุนซื้อคาร์บอนเครดิตประเภทดึงคาร์บอนออกจากอากาศ (Carbon Removal) ในปริมาณมาก จุดเด่นสำคัญคือความโปร่งใส โดยการเปิดเผยการคัดเลือกโครงการและรายละเอียดการลงทุนต่อสาธารณะ ทำให้นักลงทุนสามารถประเมินผลกระทบ และลดความเสี่ยงด้าน Greenwashing ได้

 

2. Swiss Re
              
Swiss Re ใช้วิธีที่ตรงไปตรงมา ผ่านการกำหนด ราคาคาร์บอนภายในองค์กร (Internal Carbon Pricing) หรือการตีมูลค่าทางการเงินให้กับการปล่อยคาร์บอน โดยอยู่ที่ประมาณ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

 

              แนวคิดนี้ทำให้ทุกหน่วยงานต้อง “รับผิดชอบต้นทุน” จากการปล่อยคาร์บอนของตนเอง โดยเงินส่วนนี้จะถูกนำไปลงทุนต่อในโครงการสิ่งแวดล้อม เช่น การฟื้นฟูป่าชายเลน การอนุรักษ์ป่า และการส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน

 

              แนวคิดนี้ช่วยให้เรื่องคาร์บอนไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมขององค์กร แต่กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการตัดสินใจทางธุรกิจ ทั้งด้านต้นทุน การลงทุน และการดำเนินงานที่ต้องบริหารจริงจัง

 

3. Airbnb

              Airbnb ยกระดับแนวคิดการลดคาร์บอนด้วยการมุ่งสู่ ความเป็นกลางทางคาร์บอนในระดับผลิตภัณฑ์ (Product-Level Carbon Neutrality) โดยตั้งเป้าให้ทุกการเข้าพักบนแพลตฟอร์มทั่วโลก “ไม่เพิ่ม” การปล่อยคาร์บอนโดยสุทธิ

 

              ในทางปฏิบัติ บริษัทเริ่มจากการคำนวณ Carbon Footprint ของแต่ละทริป อย่างละเอียด ครอบคลุมกิจกรรมตลอดการเข้าพัก จากนั้นบริษัทจะลงทุนในโครงการสิ่งแวดล้อมเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนให้สมดุล

 

              จุดเด่นสำคัญคือการผนวกแนวคิดความยั่งยืนมาเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์ใช้งาน (User Experience) ทำให้ทั้งผู้เข้าพักและเจ้าของที่พักสามารถมีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนได้ง่าย สิ่งนี้ช่วยสะท้อนให้นักลงทุนเห็นว่า การลดคาร์บอนไม่ใช่แค่เรื่องภาพลักษณ์ แต่สามารถผสานเข้ากับโมเดลธุรกิจ สร้างคุณค่าเชิงพาณิชย์และเชื่อมโยงกับการเติบโตในระยะยาวได้จริง

(ที่มา: OneStop ESG ณ วันที่ 30 เมษายน 2026)

จาก “ผู้ถือหุ้น” สู่ “ผู้ผลักดันการเปลี่ยนแปลง”

              นอกเหนือจากการสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อม การลงทุนในธุรกิจที่มุ่งบริหารจัดการคาร์บอนยังเป็นกลยุทธ์ที่สร้างมูลค่าในระยะยาว โดยเฉพาะในยุคที่ “ต้นทุนคาร์บอน” กำลังกลายเป็นหนึ่งในความเสี่ยงทางการเงินที่สำคัญของภาคธุรกิจ  บริษัทที่สามารถเปลี่ยนภาระดังกล่าวให้เป็นความได้เปรียบในการแข่งขันย่อมมีศักยภาพในการเติบโตที่เหนือกว่าในระยะยาว ทำให้ธีม Real-World Decarbonization กลายเป็นหนึ่งในเมกะเทรนด์สำคัญที่นักลงทุนไม่ควรมองข้าม

 

              สำหรับการสร้างพอร์ตการลงทุนที่ยั่งยืน การผสานแนวคิด ESG เข้ากับการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานด้านเครดิต (Credit Fundamentals) มีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะการคัดเลือกผู้ออกตราสารหนี้ที่มีแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) ที่ชัดเจน การบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม บริษัทลักษณะนี้มีแนวโน้มรับมือกับกฎระเบียบและแรงกดดันด้าน ESG ได้ดีกว่า ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงและเสริมเสถียรภาพของผลตอบแทนในระยะยาว

 

              ภายใต้แนวคิดดังกล่าว กองทุนเปิด ยูไนเต็ด สมาร์ท เครดิต อินคัม ฟันด์ (USI) ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการลงทุนในธีมความยั่งยืนผ่านตราสารหนี้คุณภาพทั่วโลก โดยคำนึงถึงโอกาสในการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม สอดคล้องกับเทรนด์โลกที่เปลี่ยนจากการมุ่งเน้นผลตอบแทนระยะสั้น ไปสู่การการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

กองทุน USI มีความเสี่ยงระดับ 5 (เสี่ยงปานกลางค่อนข้างสูง) โดยลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ Robeco Credit Income I USD (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียว ซึ่งเป็นกองทุนที่จัดตั้งและบริหารจัดการโดย Robeco Institutional Asset Management B.V. โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ กองทุนหลักมีวัตถุประสงค์การลงทุนเพื่อเน้นการสร้างรายได้อย่างสม่ำเสมอผ่านการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความหลากหลายในกลุ่มอุตสาหกรรม และดำเนินกลยุทธ์เพิ่มประสิทธิภาพของรายได้

 

           ผลตอบแทนของกองทุนมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ปรับลดลงหรือปัจจัยพื้นฐานด้านเครดิตที่ปรับตัวไปในทิศทางที่ดีขึ้นของอุตสาหกรรมหรือผู้ออกหลักทรัพย์ อีกทั้งกองทุนหลักจะลงทุนอย่างน้อย 2 ใน 3 ของสินทรัพย์ทั้งหมด โดยจะลงทุนในตราสารหนี้ที่มีความหลากหลายในกลุ่มอุตสาหกรรม ซึ่งจะมีอายุของตราสารที่แตกต่างกัน (ซึ่งจะเป็นตราสารหนี้ที่มีระยะเวลาครบกําหนดที่แตกต่างกัน) โดยจะเป็นตราสารหนี้ที่ออกโดยภาครัฐ และ/หรือ ภาคเอกชน และกองทุนหลักจะพิจารณาลงทุนในบริษัทที่ผู้ออกหลักทรัพย์มีส่วนร่วมในหลักการ UN Sustainable Development Goals (SDGs) (เป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่จัดทําขึ้นโดยองค์การ สหประชาชาติ)

             

(ที่มา: UOBAM ณ วันที่ 31 มีนาคม 2026)