Transition Finance โอกาสลงทุนระลอกใหม่จากธุรกิจ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด

เมื่อพูดถึงการลงทุนด้านพลังงาน ในอดีตผู้ลงทุนมักแบ่งโลกออกเป็นสองขั้วอย่างชัดเจน ระหว่าง “พลังงานสะอาด” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และ “พลังงานฟอสซิล” ซึ่งมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ในความเป็นจริงแล้ว การเปลี่ยนผ่านจากระบบพลังงานเดิมไปสู่ระบบพลังงานสะอาดไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในทันที ทำให้ในปัจจุบันจึงเกิดแนวคิด “การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน” (Transition Finance) กลไกสำคัญที่จะช่วยเร่งให้ภาคธุรกิจก้าวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ ซึ่งเป็นระบบเศรษฐกิจที่มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์) ให้เหลือต่ำที่สุดในทุกกิจกรรม และปรับตัวไปสู่ความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม


สำหรับผู้ลงทุน การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุนความยั่งยืนเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสการลงทุนระลอกใหม่ในการเข้าถึงบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีศักยภาพในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และปรับตัวให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจโลกที่มุ่งสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)


การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (
Transition Finance) คืออะไร ?

การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) คือ หนึ่งในเครื่องมือทางการเงินที่ออกแบบมาเพื่อช่วยสนับสนุนกลุ่มธุรกิจที่กำลังปรับตัว และพยายามเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง ไปสู่ธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำลง ผ่านการจัดสรรเงินทุนเพื่อช่วยเหลือ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก (Hard-to-Abate Sectors) เช่น อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ เหล็ก เคมีภัณฑ์ การขนส่ง หรือการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล  รวมถึงธุรกิจในประเทศกำลังพัฒนาและตลาดเกิดใหม่ที่ยังต้องการเงินทุนในการยกระดับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน เงินทุนภายใต้กรอบ Transition Finance สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลงทุนในกระบวนการผลิตคาร์บอนต่ำ หรือขยายสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ


ซึ่งแตกต่างจากการลงทุนยั่งยืนแบบดั้งเดิม (Green Finance) ที่มักเน้นจัดสรรเงินทุนให้เฉพาะธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ Transition Finance จะสนับสนุนทางการเงินให้ตั้งแต่ช่วงที่ธุรกิจยังไม่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม แต่มีแผนลดการปล่อยคาร์บอนอย่างชัดเจน เปรียบเสมือนเป็นฟันเฟืองที่ช่วยจุดประกายก้าวเล็ก ๆ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างเป็นรูปธรรม


อย่างไรก็ตาม การเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) นั้นมีเงื่อนไขสำคัญ คือ บริษัทที่ขอรับเงินทุนต้องจัดทำ แผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plan) ที่มีเป้าหมายระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว พร้อมกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPIs) และกลไกการติดตามผลอย่างชัดเจนและตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เป็นเพียงการสร้างภาพทางการตลาด

(ที่มา: International Energy Agency)


ทำไมโลกยุคใหม่ถึงให้ความสำคัญกับการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (
Transition Finance)

ท่ามกลางความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังมุ่งหน้าไปให้ถึงภายในไม่กี่ทศวรรษข้างหน้า แนวคิดเรื่องการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) กำลังได้รับความสนใจมากขึ้นในฐานะกลไกสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจโลกสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรม


หนึ่งในแนวโน้มสำคัญของการลงทุนอย่างยั่งยืนในปี 2026 คือ การขยายขอบเขตจากการลงทุนในธุรกิจสีเขียวโดยตรง ไปสู่การสนับสนุน "กิจกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน” (Transition Activities) ของธุรกิจที่แม้ปัจจุบันยังมีการปล่อยคาร์บอนในระดับสูง แต่มีแผนและความมุ่งมั่นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่องและวัดผลได้


แนวคิดดังกล่าวกำลังถูกบูรณาการเข้ากับเกณฑ์ที่ใช้จำแนกว่ากิจกรรมทางธุรกิจใดเข้าข่ายยั่งยืน (Taxonomy) หรือกรอบการจำแนกกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนของหลายประเทศและภูมิภาคทั่วโลก เนื่องจากเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเชื่อมโยงเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับการจัดสรรเงินทุนในระบบเศรษฐกิจ ทั้งบริษัท ผู้ลงทุน และตลาดทุนในหลายด้าน ดังนี้


1. เป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจโลกยุคใหม่

ปัจจุบัน หน่วยงานกำกับดูแลในระดับภูมิภาคและประเทศ เช่น เอเชีย และระดับประเทศ เช่น อินเดีย สหราชอาณาจักร และออสเตรเลีย เริ่มนำกิจกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Activities) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกณฑ์ที่ใช้จำแนกว่ากิจกรรมทางธุรกิจใดเข้าข่ายยั่งยืน (Taxonomy) เพราะมองว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน


2.ปลดล็อกขีดจำกัดของ
Green Finance และขยายโอกาสการลงทุน

แม้ว่าการลงทุนสีเขียว (Green Finance) จะมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนธุรกิจที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ เงินทุนจำนวนมากยังไม่สามารถเข้าถึงอุตสาหกรรมที่ลดการปล่อยคาร์บอนได้ยาก รวมถึงกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนา (Emerging Markets and Developing Economies: EMDEs) ที่ยังต้องการเงินลงทุนจำนวนมหาศาลในการยกระดับเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน


การนำกิจกรรมในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้ามาอยู่ในกรอบที่ใช้จำแนกว่ากิจกรรมทางธุรกิจใดเข้าข่ายยั่งยืน (Taxonomy) จึงช่วยเติมเต็มพื้นที่ “ตรงกลาง” ระหว่างธุรกิจที่มีความยั่งยืนอยู่แล้ว กับธุรกิจที่ยังปล่อยคาร์บอนสูงแต่มีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก


แนวทางนี้ช่วยให้ธุรกิจที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น และเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนเข้าถึงการเติบโตจากบริษัทที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งอาจกลายเป็นผู้นำในเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในอนาคต จากมุมมองการลงทุน นี่จึงถือเป็นโอกาสในการสร้างผลตอบแทนควบคู่ไปกับการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศของโลก


3.เน้นความยืดหยุ่นตามสภาพ (
Dynamic Nature)

อีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของแนวคิดการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) คือ การยอมรับว่าเส้นทางสู่ความยั่งยืนของแต่ละประเทศย่อมแตกต่างกัน แต่ละประเทศมีโครงสร้างเศรษฐกิจ แหล่งพลังงาน ระดับการพัฒนา และข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ไม่เหมือนกัน การกำหนดมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกประเทศอาจไม่สามารถสะท้อนความเป็นจริงได้อย่างเหมาะสม ด้วยเหตุนี้ เกณฑ์ที่ใช้จำแนกว่ากิจกรรมทางธุรกิจใดเข้าข่ายยั่งยืน (Taxonomy) ยุคใหม่จึงให้ความสำคัญกับลักษณะการเปลี่ยนผ่านอย่างเป็นลำดับขั้น (Dynamic Transition) โดยพิจารณาจาก "แผนการเปลี่ยนผ่าน (Transition Plans)" ที่ชัดเจน และผลการดำเนินงานที่สามารถติดตามและวัดผลได้ มากกว่าการบังคับใช้มาตรฐานเดียวทั่วโลกเพียงอย่างเดียว

(ที่มา: International Energy Agency)


5 ขั้นตอนประเมินบริษัทที่กำลังมุ่งสู่เป้าหมายลดคาร์บอน: มุมมองสำคัญของ
Transition Finance

หัวใจสำคัญของการลงทุนภายใต้แนวคิดการเงินเพื่อการเปลี่ยนผ่าน (Transition Finance) ไม่ได้อยู่ที่การคัดเลือกบริษัทที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำที่สุด แต่คือการมองหาบริษัทที่มีความมุ่งมั่นและมีศักยภาพในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเป็นรูปธรรมในอนาคต ดังนั้น การประเมินบริษัทที่อยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านจึงต้องก้าวข้ามการพิจารณาเพียงภาพลักษณ์หรือคำประกาศด้านความยั่งยืน  และหันมาให้ความสำคัญกับคุณภาพของข้อมูล ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย แผนการดำเนินงาน  และความเป็นไปได้ทางธุรกิจผ่าน 5 ขั้นตอนหลัก ดังนี้


ขั้นตอนที่ 1 ตรวจสอบฐานข้อมูลคาร์บอน

จุดเริ่มต้นของการประเมินคือการตรวจสอบคุณภาพและความครบถ้วนของข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ซึ่งเปรียบเสมือนจุดตั้งต้นของการเดินทางสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions)


บริษัทควรมีการจัดทำบัญชีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ที่ครอบคลุมทั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรงจากการดำเนินงาน (Scope 1)  การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมา (Scope 2) และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่ธุรกิจ (Scope 3) พร้อมทั้งระบุปีฐานที่ชัดเจนและอ้างอิงตามมาตรฐานสากล


นอกจากนี้ ความน่าเชื่อถือของข้อมูลจะเพิ่มขึ้นเมื่อได้รับการทวนสอบโดยหน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการรายงานข้อมูลที่คลาดเคลื่อนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ลงทุน


ขั้นตอนที่ 2 วิเคราะห์ความน่าเชื่อถือของเป้าหมาย

หลังจากทราบจุดเริ่มต้นแล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการประเมินว่าเป้าหมายลดคาร์บอนของบริษัทมีความท้าทายและมีโอกาสทำได้จริงมากน้อยเพียงใด โดยพิจารณาว่าได้รับการรับรองจากองค์กรรระดับสากล เช่น Science Based Targets initiative (SBTi) ซึ่งเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่กำหนดเกณฑ์ ตรวจสอบ และรับรองเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกของบริษัทเอกชน รวมถึงพิจารณาว่าเป้าหมายดังกล่าวสอดคล้องกับข้อตกลงปารีสที่เป็นข้อตกลงภูมิอากาศระดับโลกที่มุ่งควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้ร้อนขึ้นเกิน 1.5°C นอกจากนี้ ต้องดูว่าบริษัทมีเป้าหมายระยะสั้นและระยะกลาง (เช่น ปี 2030) ที่ชัดเจนเพื่อรองรับเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในระยะยาว รวมถึงให้ความสำคัญกับกระบวนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากกว่าการพึ่งพาการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนเป็นหลัก เนื่องจากสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืนกว่าในระยะยาว


ขั้นตอนที่
3 ประเมินมาตรการและเทคโนโลยีที่ใช้ในการลดคาร์บอน

เป้าหมายที่ดีต้องมาพร้อมแผนปฏิบัติที่สามารถดำเนินการได้จริง


ในขั้นตอนนี้ ผู้ประเมินจะวิเคราะห์ว่าบริษัทมีมาตรการรองรับเป้าหมายการลดคาร์บอนอย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่ ตั้งแต่การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การพัฒนาเทคโนโลยีสะอาด การปรับปรุงกระบวนการผลิต ตลอดจนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการจัดซื้อวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ


ขณะเดียวกัน หากบริษัทมีการใช้คาร์บอนเครดิต ควรเป็นทางเลือกสำหรับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกส่วนที่ไม่สามารถลดได้แล้วจริง ๆ และต้องมาจากโครงการที่ได้รับการรับรองมาตรฐานอย่างน่าเชื่อถือ เพื่อให้มั่นใจว่าการลดคาร์บอนที่รายงานนั้นสะท้อนผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจริง


ขั้นตอนที่
4 ตรวจสอบการจัดสรรเงินทุนและการกำกับดูแล

ความจริงจังขององค์กรสามารถสะท้อนผ่านการตัดสินใจด้านการลงทุนและระบบกำกับดูแลภายใน


บริษัทที่มีศักยภาพในการเปลี่ยนผ่านควรมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับโครงการลดคาร์บอนและเทคโนโลยีสะอาดอย่างชัดเจน รวมถึงมีแผนบริหารจัดการสินทรัพย์หรือธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนสูง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนผ่านในระยะยาว


นอกจากนี้ ผู้ลงทุนยังให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลในระดับคณะกรรมการและผู้บริหาร โดยเฉพาะการนำเป้าหมายด้านการลดคาร์บอน และการเตรียมความพร้อมรับมือกับมาตรการการค้าระหว่างประเทศมาเชื่อมโยงกับตัวชี้วัดผลการดำเนินงาน (KPI) และค่าตอบแทนผู้บริหาร ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศได้รับการบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์องค์กรอย่างแท้จริง


ขั้นตอนที่ 5 ติดตามความโปร่งใสและการเปิดเผยข้อมูล

การเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกระบวนการที่ต้องติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงควรมีระบบติดตามผลการดำเนินงานที่สามารถวัดความคืบหน้าเทียบกับเป้าหมายและปีฐานได้อย่างแม่นยำ โดยอาศัยข้อมูลและเครื่องมือดิจิทัลที่ทันสมัย รวมถึงมีการเปิดเผยผลการดำเนินงานทั้งในส่วนของความสำเร็จ ความท้าทาย และอุปสรรคที่พบระหว่างทางอย่างโปร่งใส ตามกรอบรายงานมาตรฐานสากล เพื่อให้แน่ใจว่ากระบวนการเปลี่ยนผ่านเป็นไปอย่างแท้จริงและตรวจสอบได้


การรายงานข้อมูลตามมาตรฐานสากลจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถติดตามความคืบหน้าและประเมินความน่าเชื่อถือของแผนการเปลี่ยนผ่านได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมลดความเสี่ยงจากการสื่อสารที่เกินจริงหรือ Greenwashing

(ที่มา: Banpu Next , ณ วันที่ 9 มิถุนายน 2025)


ต่อยอดโอกาสการลงทุนยั่งยืนกับ บลจ. ยูโอบี

จากบทบาทที่เพิ่มขึ้นของ Transition Finance และการขยายตัวของเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในปี 2026 สะท้อนให้เห็นว่า โอกาสการลงทุนอย่างยั่งยืนไม่ได้จำกัดอยู่เพียงบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ หรือกลุ่ม Pure-Play Green Companies เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงกลุ่มธุรกิจที่มีแผนการเปลี่ยนผ่านด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนและสามารถสร้างผลลัพธ์ได้จริง ดังนั้น การเลือกลงทุนผ่านกองทุนรวมที่มีกระบวนการคัดสรรหุ้นยั่งยืนอย่างรอบด้าน จึงเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ผู้ลงทุนเข้าถึงโอกาสการเติบโตในระยะยาวได้อย่างมีประสิทธิภาพ


สำหรับผู้ลงทุนที่มองหาโอกาสเติบโตไปกับเทรนด์ความยั่งยืนระดับโลก กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ซัสเทนเนเบิล อิควิตี้ โซลูชัน ฟันด์ – หน่วยลงทุนชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป (USUS) ความเสี่ยงระดับ 6 เสี่ยงสูง ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศชื่อ Allianz Global Investors Fund – Allianz Global Sustainability Share Class PT (USD) (กองทุนหลัก) เพียงกองทุนเดียวโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งกองทุนหลักบริหารจัดการโดย Allianz Global Investors GmbH และมีนโยบายลงทุนอย่างน้อยร้อยละ 70 ในตราสารทุนทั่วโลก ซึ่งเป็นตราสารทุนที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกตามหลักการคุณลักษณะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (E/S characteristics) ที่มีการพิจารณาปัจจัยการดําเนินนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม สังคม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาล ควบคู่ไปกับปัจจัยพื้นฐานอื่น ๆ ของบริษัท


กองทุน USUS จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการสร้างโอกาสรับผลตอบแทนจากการเติบโตของบริษัทคุณภาพทั่วโลก ควบคู่ไปกับการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไปสู่ความยั่งยืนในอนาคต

(ที่มา: UOBAM  ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2026)


บทความโดย บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด

ติดตามข้อมูลการลงทุนอย่างยั่งยืนได้ที่ https://www.uobam.co.th/th/Sustainability

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมและขอรับหนังสือชี้ชวนได้ที่ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) จำกัด โทร. 0-2786-2222

หรือ www.uobam.co.th


คำเตือน

  • ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทน และความเสี่ยง ก่อนตัดสินใจลงทุน และการลงทุนในกองทุนรวมไม่ใช่การฝากเงินและไม่สามารถรับรองผลตอบแทนได้

  • การลงทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในต่างประเทศมีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งอาจทำให้ได้รับเงินคืนต่ำกว่าเงินลงทุนเริ่มแรก และมีความเสี่ยงที่ทางการของต่างประเทศอาจออกมาตรการในภาวะที่เกิดวิกฤติการณ์ที่ไม่ปกติ ทำให้กองทุนไม่สามารถนำเงินกลับเข้ามาในประเทศ ซึ่งอาจส่งผลให้ผู้ลงทุนไม่ได้รับเงินคืนตามระยะเวลาที่กำหนด

  • กองทุนมีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน (dynamic hedging) (0%-105% ของมูลค่าความเสี่ยง)

  • ผลการดำเนินงานในอดีต/ผลการเปรียบเทียบผลการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ตลาดทุนมิได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลการดำเนินงานในอนาคต

  • กองทุน ESG นี้มิได้อยู่ภายใต้ข้อกำหนดว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืนของกองทุนรวม การบริหารจัดการ กองทุนรวม และการจัดทำรายงานของกองทุนรวมเช่นเดียวกับ SRI Fund


ฉบับที่ 4/2026 เดือนพฤศจิกายน 2026


แหล่งข้อมูลอ้างอิง

Most Viewed
Stock of the Day
ONSENS คงเป้ารายได้ปี 69 โต 10-15% ดัน KLAI จับมือแบรนด์เครื่องหอม SAN เสริมประสบการณ์ลูกค้า หนุนธุรกิจสปา
Updated 22 hours ago
Fun of Funds
ส่อง 6 ธีมเด่น “โค้งสุดท้ายปี26”... ชูธีม “AI” ยังเป็น Megatrend ที่โดดเด่น !!!
Updated 23 hours ago
Stock of the Day
จับตา THAI กำไร Q3/69 ยังหดแรง แต่โบรกฯ เชื่อผ่านจุดต่ำสุด ลุ้นสงครามสงบ-ผู้บริหารชุดใหม่ หนุนหุ้นฟื้น
Updated 1 day ago
News Highlight
ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็นต่อการปรับปรุงหลักเกณฑ์ “การส่งเสริมการขาย” ของผู้ประกอบธุรกิจหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า
Updated 23 hours ago
Where to put your money
ทองคำดิ่งหลุด 4,000 ดอลลาร์ ร่วงกว่า 30% จากราคาสูงสุด เดือนม.ค. ถึงเวลาเก็บหรือยังลงได้อีก?
Updated 1 day ago
Follow Us