ทองคำดิ่งหลุด 4,000 ดอลลาร์ ร่วงกว่า 30% จากราคาสูงสุด เดือนม.ค. ถึงเวลาเก็บหรือยังลงได้อีก?
ราคาทองคำโลกปรับตัวลงแรงจนหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
โดยสัญญาทองคำล่วงหน้าสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนธันวาคม ปิดที่ 3,898.90 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์ ลดลง 3.3% ในวันเดียว และเป็นราคาปิดต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 2 ตุลาคม 2025 ขณะที่ราคาทองคำ Spot ร่วงลง 3.5% มาอยู่ที่ 3,880.97 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 1 ปี
เมื่อมองตลอดเดือนตุลาคม ราคาทองคำล่วงหน้าปรับตัวลงเกือบ 7% และถ้าเทียบกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประมาณ 5,595 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม ราคาทองคำได้ลดลงมาแล้วราว 30% สะท้อนว่าแรงขายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การปรับฐานในวันเดียว แต่เป็นการถอยลงอย่างมีนัยสำคัญจากจุดสูงสุดเมื่อต้นปี
ทำไมทองคำถึงร่วง?
การร่วงลงครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลโดยรวมของตลาดในหลายเรื่อง เช่น
1.น้ำมันแพงขึ้น ทำให้ตลาดกังวลเรื่องเงินเฟ้อ
เมื่อราคาน้ำมันสูงขึ้น ต้นทุนสินค้าและการขนส่งก็มีโอกาสเพิ่มตาม ทำให้เงินเฟ้ออาจลดลงช้ากว่าที่คาด ซึ่ง Fed ต้องรักษาดอกเบี้ยให้อยู่ในระดับสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทองคำจะเสียเปรียบ เพราะเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนประจำ
2.ดอลลาร์แข็งค่าและผลตอบแทนพันธบัตรกดดันราคา
เมื่อดอลลาร์แข็งค่า ทองคำที่ซื้อขายเป็นเงินดอลลาร์จะแพงขึ้นสำหรับผู้ถือเงินสกุลอื่น ขณะเดียวกัน ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นทำให้นักลงทุนมีทางเลือกในการรับผลตอบแทนมากขึ้น จึงอาจลดความน่าสนใจของทองคำ
3.แรงขายเร่งตัวเมื่อราคาหลุดแนวสำคัญ
เมื่อราคาหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ นักลงทุนบางส่วนอาจเร่งขายเพื่อลดความเสี่ยง ขณะที่การขาดทุนในตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยี อาจทำให้นักลงทุนบางรายขายสินทรัพย์อื่นเพื่อนำเงินไปชดเชยผลขาดทุน ส่งผลให้ทองคำถูกขายตามไปด้วย
ด้านนักวิเคราะห์มีมุมมองที่แตกต่างกัน โดยบางแห่งมองว่าเป็นจังหวะทยอยสะสม ขณะที่บางแห่งเตือนว่าราคาอาจยังไม่ผ่านจุดต่ำสุด
1.UBS: มองเป็นโอกาสซื้อ หากราคาย่อตัว
UBS มองว่าทองคำยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นในระยะยาว แม้ระยะสั้นจะเผชิญแรงกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น
ในบทวิเคราะห์วันที่ 25 มิถุนายน 2026 UBS คาดว่าราคาทองคำจะขยับขึ้นไปใกล้ 5,200 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า และมองว่าระดับราคาปัจจุบันในเวลานั้นเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ยังถือทองคำน้อยกว่าที่ต้องการจะทยอยเพิ่มสัดส่วนการลงทุน
โดยปัจจัยสนับสนุนสำคัญ ได้แก่ การซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะ และแนวโน้มที่ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงในระยะยาว
2.Bank of America: มองระยะสั้นยังมีความเสี่ยงขาลง
Bank of America (BofA) มีมุมมองระมัดระวังมากกว่า โดยประเมินว่าราคาทองคำอาจยืนเหนือ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ยากในช่วง 3 เดือนข้างหน้า
โดยธนาคารคาดการณ์ว่าราคาทองคำจะเฉลี่ยอยู่ที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในไตรมาส 4 ปี 2026 ก่อนเพิ่มขึ้นเป็น 4,813 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในปี 2027
เหตุผลสำคัญคือความต้องการซื้อทองคำจริง เช่น ทองคำแท่งและทองรูปพรรณ ยังอ่อนแอ ขณะที่เงินเฟ้อ ผลตอบแทนพันธบัตรที่สูง และดอลลาร์ที่แข็งค่ากำลังกดดันราคา
BofA ยังเตือนด้วยว่า หากราคาลดลงต่อเนื่อง นักลงทุนที่ถือกองทุน ETF ทองคำอาจเริ่มขายหน่วยลงทุน ซึ่งจะเพิ่มแรงขายในตลาดได้อีก
3.Natixis: ราคามีโอกาสลงถึง 3,500 ดอลลาร์ หากสถานการณ์เลวร้ายลง
Natixis ธนาคารเพื่อการลงทุนจากฝรั่งเศส มองว่าทิศทางราคาทองคำจะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน และนโยบายดอกเบี้ยของ Fed เป็นสำคัญ
ในบทวิเคราะห์วันที่ 29 กันยายน Natixis ประเมิน 3 สถานการณ์ ได้แก่
-
กรณีฐาน: ราคาทองคำอาจลดลงไปใกล้ 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ภายในสิ้นปี 2026
-
กรณีเลวร้าย: หากความขัดแย้งทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ราคาน้ำมันอาจพุ่งขึ้น เงินเฟ้อสูงต่อ และดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูงนานขึ้น ส่งผลให้ทองคำอาจลดลงถึง 3,500 ดอลลาร์
-
กรณีเชิงบวก: หากสถานการณ์คลี่คลาย ราคาน้ำมันลดลงและเงินเฟ้อชะลอตัวจน Fed สามารถผ่อนคลายนโยบายการเงินได้ ราคาทองคำอาจขยับขึ้นไปอยู่เหนือ 5,250 ดอลลาร์
แล้วนักลงทุนควรจับตาอะไรต่อ?
แม้ทองคำจะเผชิญแรงกดดันในระยะสั้น แต่ไม่ได้หมายความว่าปัจจัยสนับสนุนในระยะยาวจะหายไปทั้งหมด เนื่องจากความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความกังวลเกี่ยวกับหนี้ภาครัฐ และการกระจายเงินสำรองของธนาคารกลางยังเป็นปัจจัยที่อาจช่วยพยุงราคาได้
อย่างไรก็ตาม ก่อนตัดสินใจซื้อ นักลงทุนควรติดตาม 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
-
ราคาน้ำมันและเงินเฟ้อ: หากราคาพลังงานยังสูง เงินเฟ้ออาจลดลงช้าและทำให้ดอกเบี้ยอยู่สูงนานขึ้น
-
ทิศทาง Fed และดอลลาร์: หากตลาดคาดว่า Fed จะขึ้นดอกเบี้ยต่อ ทองคำอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม
-
แรงซื้อทองคำ: ติดตามการซื้อของธนาคารกลาง กองทุน ETF และความต้องการทองคำจริงจากผู้บริโภค
และสำหรับนักลงทุนไทย อย่าลืมว่าราคาทองคำในประเทศไม่ได้ขึ้นลงตามราคาทองคำโลกเพียงอย่างเดียว แต่ยังได้รับผลจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทต่อดอลลาร์ด้วย
โดยสรุปแล้ว การร่วงลงของทองคำอาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนระยะยาว แต่ยังมีความเสี่ยงที่ราคาจะลงต่อ หากเงินเฟ้อและดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับสูง การทยอยลงทุนตามแผนและรักษาเงินสำรองไว้จึงอาจเหมาะกว่าการรีบเข้าซื้อทั้งหมดในครั้งเดียว
ที่มา: Reuters, MarketWatch, UBS, Bank of America, Natixis, Kitco
