เปิดโผหุ้น 3 ธีมตัวตึง รับเม็ดเงินหมุนสู่ความมั่นคง
ก้าวเข้าสู่ช่วงครึ่งปีหลังของปี 2569 ตลาดการเงินโลกกำลังเผชิญปัจจัยใหม่ที่อาจนำไปสู่การเปลี่ยนทิศทางของเม็ดเงินลงทุน ทั้งความคาดหวังต่อ IPO ขนาดใหญ่ระดับโลก แนวโน้มดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก และการเปลี่ยนแปลงของค่าเงินสำคัญ ซึ่งอาจทำให้เม็ดเงินบางส่วนทยอยไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยงไปสู่สินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยก็มีแนวโน้มได้รับอิทธิพลจากกระแสดังกล่าวเช่นกัน โดยเฉพาะหุ้นบางกลุ่มที่มีคุณสมบัติสอดรับกับธีมการลงทุนในช่วงที่ตลาดให้ความสำคัญกับความมั่นคงและผลตอบแทนที่สม่ำเสมอมากขึ้น
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ระบุในบทวิเคราะห์ ตลาดหุ้นโลกในเดือน มิ.ย.69 กำลังเผชิญ 3 ปัจจัยสำคัญที่อาจทำให้เม็ดเงินลงทุนเกิดการหมุนตัวจากสินทรัพย์เติบโตสูงและสินทรัพย์เก็งกำไร ไปสู่สินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพและให้ผลตอบแทนในรูปแบบ Yield มากขึ้น ได้แก่
1.IPO HYPE: SPACEX IPO อาจดึงสภาพคล่องออกจากหุ้น Growth
กระแสการเข้าจดทะเบียนของ SpaceX หรือ Ticker: SPCX ซึ่งคาดว่าจะระดมทุนราว 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ และมีมูลค่าตลาดราว 1.75 ล้านล้านดอลลาร์ ทำให้ SpaceX อาจกลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่อันดับ 7 ของตลาดหุ้นสหรัฐทันทีหลัง IPO
ประเด็นนี้อาจทำให้กองทุนต่างประเทศจำเป็นต้องเตรียมสภาพคล่องและปรับพอร์ตเพื่อรองรับ IPO ขนาดใหญ่ ส่งผลให้แรงซื้อในหุ้นขนาดใหญ่บางส่วนชะลอลง โดยเฉพาะกลุ่ม Magnificent 7 ที่ย่อตัวลงราว -3.3% MTD รวมถึงหุ้นธีมอวกาศที่ปรับฐานแรง เช่น RKLB -20% MTD และ PL -16% MTD ขณะที่ S&P 500 ปรับลงเพียง -0.3% MTD
ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าเม็ดเงินบางส่วนอาจเริ่มลดน้ำหนักจากหุ้นธีม Growth / High Beta ที่ปรับขึ้นแรงก่อนหน้า เพื่อรอจังหวะจัดสรรเงินเข้าสู่ IPO ขนาดใหญ่
2.HIGHER YIELD: ความเสี่ยงดอกเบี้ยขาขึ้นจาก ECB และ BOJ
อีกปัจจัยสำคัญคือความเสี่ยงที่ธนาคารกลางหลักนอกสหรัฐฯ จะกลับมาใช้นโยบายการเงินที่ตึงตัวมากขึ้น โดยตลาดเริ่มจับตาการประชุม ECB วันที่ 11 มิ.ย. และ BOJ วันที่ 16 มิ.ย. ซึ่งมีโอกาสเห็นการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 2.25% และ 1.00% ตามลำดับ
หากเกิดขึ้นจริง จะเป็นสัญญาณว่าอัตราดอกเบี้ยโลกอาจไม่ได้ผ่อนคลายเร็วอย่างที่ตลาดเคยคาด และจะทำให้สินทรัพย์ที่ไม่มี Yield เช่น ทองคำและ Bitcoin เผชิญแรงกดดันมากขึ้น ซึ่งล่าสุดทั้งสองสินทรัพย์เริ่มย่อตัวลงใกล้บริเวณจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
สำหรับ ECB หากมีการขึ้นดอกเบี้ยในรอบนี้ จะถือเป็นการกลับมาขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรกในรอบราว 33 เดือน ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อสินทรัพย์เสี่ยงได้ คล้ายกับกรณี BOJ ที่กลับมาขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมีนาคม 2567
หลังจากนั้น 1 เดือน S&P 500 ปรับตัวลงราว -6% และ SET Index ลดลงราว -3.6% สะท้อนภาพเม็ดเงินที่เริ่มหมุนออกจากสินทรัพย์เสี่ยงบางส่วน และหันไปหาสินทรัพย์ที่ให้ Yield สูงขึ้น
3.DOLLAR WEAKNESS: ดอลลาร์อาจอ่อนค่าตามแรงหนุนจากดอกเบี้ยประเทศอื่น
ในระยะถัดไป ค่าเงินดอลลาร์มีโอกาสเผชิญแรงกดดันด้านการอ่อนค่า หากธนาคารกลางอื่น ๆ โดยเฉพาะ ECB และ BOJ ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม เพราะจะทำให้ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศหลักอื่น ๆ แคบลง
ประเด็นนี้มีนัยสำคัญต่อ Dollar Index เนื่องจากตะกร้า DXY มีน้ำหนักของเงินยูโรสูงถึงราว 57% และเงินเยนราว 14% ดังนั้น หากยูโรและเยนแข็งค่าขึ้นจากทิศทางดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ย่อมมีโอกาสกดดันให้ Dollar Index อ่อนค่าลงได้
สรุป ภาพรวมในเดือน มิ.ย.69 จึงอาจเป็นช่วงที่ตลาดโลกเข้าสู่โหมด Fund Flow Rotation จากธีม Growth, High Beta และสินทรัพย์ที่ไม่มี Yield ไปสู่สินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น เช่น หุ้น Defensive ได้แก่ BDMS, BH, BGRIM และ GULF หุ้นปันผล ได้แก่ BBL, KTB, KBANK, SCB และ ADVANC รวมถึงหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่อยู่ในระดับสูง ได้แก่ BLA และ TLI

