เทคนิคการซื้อขาย “กองทุนรวม” แบบ DCA
Wealth EZ: “DCA” ตัวย่อของคำเต็ม ๆ ว่า “Dollar-Cost Averaging” คือ “การลงทุนแบบถัวเฉลี่ย” โดยจะลงทุนด้วยเงินลงทุนจำนวนเท่า ๆ กัน ในแต่ละงวด โดยไม่คำนึงถึงราคาของสินทรัพย์ลงทุน ณ ขณะนั้น ซึ่งเป็นการตัดปัจจัยทางด้านอารมณ์ความรู้สึกออกไป ทำให้นักลงทุนได้ลงทุนสม่ำเสมอเพื่อสร้างความมั่งคั่งในระยะยาว เพราะในความเป็นจริงแล้วเมื่อกองทุนรวมมีผลการดำเนินงานปรับลดลงก็ไม่สามารถทำนายได้ว่าวันไหนจะลงต่ำสุด เช่นเดียวกัน เมื่อกองทุนรวมเป็นขาขึ้นก็อาจพลาดในการได้ซื้อในราคาที่ดี
ตัวอย่าง
คุณ A : เมื่อวานนี้ตัดสินใจซื้อกองทุน XYZ เต็มที่ เพราะเห็นราคาปรับลดลงมา แต่วันนี้ราคากองทุนปรับลดลงต่อสัปดาห์ถัดไปราคากองทุนก็ยังคงปรับลดลงต่อ
คุณ B : เมื่อวานนี้ตัดสินใจซื้อกองทุน XYZ ด้วยการแบ่งเงินซื้อครึ่งหนึ่ง และบอกตัวเองว่าเดือนหน้า หากราคากองทุนปรับลดลงอีกก็จะแบ่งเงินเพื่อซื้อเพิ่ม
คุณ C : เมื่อวานนี้เห็นราคากองทุน XYZ ปรับลดลง แต่ประเมินว่าราคาน่าจะยังคงปรับลดลงต่อได้อีก จึงยังไม่ซื้อ และอีก 1 เดือนต่อมา ราคาเริ่มปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง สุดท้ายจึงไม่ได้ซื้อ
มาถึงจุดนี้ หลายคนตัดสินใจต้องการลงทุนกองทุนแบบ DCA จึงเกิดคำถามว่า
-
ควร DCA บ่อยแค่ไหน รายปี รายเดือน หรือรายสัปดาห์
-
ควร DCA วันไหนของสัปดาห์ โดยวันที่เลือกตัดบัญชีมีผลกับอัตราผลตอบแทนจากการลงทุนแบบ DCA จริงหรือ
-
เมื่อ DCA ไปแล้ว กองทุนติดลบ สามารถเปลี่ยนกองได้หรือไม่ หรือควรทำอย่างไร

ก่อนตอบคำถามเหล่านี้ ควรทำการทดสอบแบบ Backtest โดยใช้หลักการทางสถิติมาช่วยในการตัดสินใจ (ทั้งนี้ข้อมูลในอดีต ไม่สามารถการันตีผลตอบแทนในอนาคต) โดยขอยกตัวอย่างการทำแบบทดสอบ ดังนี้
1.ทดสอบกับกองทุนรวม SSF ที่ลงทุนในตราสารทุนไทย จำนวน 3 กองทุน จาก 3 บลจ. โดยมีเงื่อนไขในการเลือก ดังนี้
-
เริ่มจัดตั้งกองทุนตั้งแต่เดือนเมษายน ปี 2563 ทำให้สามารถเริ่มเก็บข้อมูล NAV ได้พร้อม ๆ กัน คือ ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน ปี 2563
-
มีวิธีการบริหารกองทุนแบบ Active Fund โดยมีเป้าหมายในการลงทุน คือ เพื่อสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนีอ้างอิง (Benchmark) หรือการพยายามเอาชนะตลาด
-
กองทุนรวม SSF-A และ SSF-B มีนโยบายไม่จ่ายเงินปันผล โดยเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่คล้ายกันมาก คือ ลงทุนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET) และ/หรือตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) เฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV ส่วนกองทุน SSF-C มีนโยบายจ่ายเงินปันผล โดยเป็นกองทุนที่มีนโยบายการลงทุนที่เน้นลงทุนหุ้นในดัชนี SET50 จึงบริหารแบบ Active Fund เหมือนกับ 2 กองทุนแรก
2.ระยะเวลาการทำ Backtest ตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน 2563 – 31 พฤษภาคม 2565 (เริ่มตั้งแต่ช่วงที่มีการจัดตั้งกองทุน SSF ซึ่งปีนั้นเป็นปีที่ตลาดหุ้นไทยเปิดทำการในวันสงกรานต์) การทำ Backtest ประมาณ 2 ปี ทำให้การลงทุนแบบรายปี มีเพียง 2 ครั้งเท่านั้น
3.การวัดผล เป็นการวัดแบบตรง ๆ โดยดูว่า มูลค่าของพอร์ตลงทุน ณ ราคา NAV ของวันที่ 1 มิถุนายน 2565 คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของเงินลงทุนทั้งหมด (ไม่ได้วัดผลแบบ IRR) หมายความว่า มูลค่าของพอร์ตลงทุนเปลี่ยนแปลงเพิ่มขึ้นหรือลดลงกี่เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับเงินลงทุนทั้งหมด ซึ่งเป็น Total Return ที่รวมทั้ง Capital Gain + Dividend ไม่ใช่ผลตอบแทนต่อปีทั้งนี้ตามกฎการถือครองกองทุนรวม SSF คือ ต้องถือไม่ต่ำกว่า 10 ปีนับจากวันที่ซื้อ จึงจะขายได้โดยไม่ผิดเงื่อนไขและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (ผลการทดสอบนี้เป็นเพียงการดูผลประกอบการของกองทุนในช่วงประมาณ 2 ปีที่ผ่านมาเท่านั้น)
สำหรับจำนวนเงินลงทุนเพื่อการทดสอบ มีดังนี้
-
DCA รายเดือน โดยลงทุนเดือนละ 10,100 บาท เท่า ๆ กัน จำนวน 26 ครั้ง เท่ากับ 262,600 บาท
-
DCA รายไตรมาส โดยลงทุนไตรมาสละ 32,825 บาท เท่า ๆ กัน จำนวน 8 ครั้ง เท่ากับ262,600 บาท
-
DCA รายปี โดยลงทุนปีละ 131,300 บาท เท่า ๆ กัน จำนวน 2 ครั้ง เท่ากับ262,600 บาท
กองทุนรวมที่ทดสอบการลงทุนแบบ DCA
-
กองทุน SSF-A แบบ Active Fund ไม่มีเงินปันผล
-
กองทุน SSF-B แบบ Active Fund ไม่มีเงินปันผล
-
กองทุน SSF-C แบบ Active Fund มีเงินปันผล (นำเงินปันผลเข้าไปรวมอยู่ในอัตราผลตอบแทน)
ผลการทดสอบ




“อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดด้านระยะเวลา Backtest เพียง 2 ปีของกองทุนรวม SSF (ตัวอย่างข้างบน) จึงได้ลองทดสอบกับกองทุนรวม RMF ที่เป็น Index Fund เพิ่มมาอีก 1 กองทุน ระยะเวลา Backtest 10 ปี ผลลัพธ์ที่ได้ คือ การ DCA รายสัปดาห์ ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด แต่สูงกว่าการ DCA รายเดือนไม่ถึง 1%”
หมายเหตุ : ผลทดสอบการลงทุนแบบ DCA อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามประเภทกองทุนรวม นโยบายการลงทุน ความสม่ำเสมอ และระยะเวลาในการลงทุน
สรุป
-
การลงทุนแบบ DCA ไม่ใช่การทำเพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงที่สุด แต่เป็นการ “ลดความเสี่ยง” เพราะได้ราคาแบบถัวเฉลี่ย
-
การลงทุนแบบ DCA ด้วยจำนวนครั้งที่มากกว่า เช่น DCA แบบรายเดือน ดีกว่าการ DCA แบบรายปี
-
การลงทุนแบบ DCA รายสัปดาห์ในวันจันทร์กับวันพุธ ให้ผลตอบแทนดีที่สุด แต่จะ DCA วันไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับวันที่มีเงิน หมายความว่า ควรวางแผน DCA ให้เหมาะกับกระแสเงินสดรับ-จ่ายของตัวเอง
เมื่อ DCA ไปแล้ว “กองทุนรวมติดลบ” ทางเลือกมีดังนี้
-
ลงทุนต่อไปเพราะเป็นวิธีที่ไม่ใช้อารมณ์มาตัดสิน
-
จัดสัดส่วนการลงทุนแบบ DCA กองทุนแต่ละกองใหม่เพื่อถัวเฉลี่ยความเสี่ยง คือ การจัดพอร์ตการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน
-
ย้ายเงินลงทุนบางส่วน (หรือทั้งหมด) ไปกองทุนใหม่ และเริ่มต้น DCA กองทุนใหม่ดังกล่าว
หมายเหตุ : บทความนี้เพื่อใช้สำหรับศึกษาเบื้องต้นเท่านั้น มิได้มีเจตนาในการชี้นำการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมก่อนตัดสินใจลงทุน
ที่มา: www.setinvestnow.com, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th
