“ภาษี” ที่เกี่ยวข้องกับ “กองมรดก” !!!

Wealth EZ: ปัจจุบันยังมีความเข้าใจว่าเมื่อมีทรัพย์สมบัติไม่มาก หรือมีไม่ถึงเกณฑ์ต้องเสีย “ภาษีการรับมรดก” (Inheritance Tax) การส่งต่อมรดกจึงไม่จำเป็นต้องวางแผน เนื่องจากสามารถจัดการได้โดยผ่านกระบวนการของศาลตามที่กฎหมายกำหนด


ความจริงแล้วหลังจากที่เจ้ามรดกเสียชีวิต นอกจากเรื่องการแบ่งกองมรดกให้ทายาทโดยชอบธรรมตามลำดับแล้ว ยังมีเรื่องค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก โดยเฉพาะเรื่องภาษีที่เกี่ยวข้องกับกองมรดกซึ่งในประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้มีรายได้เกิน 60,000 บาทต่อปี จะต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดา เรื่องด้วยเหตุนี้ภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวกับมรดกจึงเป็นเรื่องใกล้ตัวของเจ้ามรดกและผู้รับมรดกมาก­­­­ ดังสำนวนของ Benjamin Franklin ที่กล่าวว่า “ในโลกนี้ ไม่มีอะไรแน่นอน นอกจากความตายและการจ่ายภาษี”


“ดังนั้น การเตรียมการ วางแผนมรดกโดยการทำพินัยกรรมให้กับทายาท และการคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ไว้ล่วงหน้าของเจ้ามรดกจะเป็นช่วยให้การส่งมอบทรัพย์สินให้กับทายาท ที่มีความชัดเจนและตรงตามจุดประสงค์ของเจ้ามรดกมากที่สุด และยังช่วยลดความเข้าใจผิด ความขัดแย้ง และเพิ่มความปรองดองระหว่างทายาทด้วยกันเอง”


นอกจากนี้เจ้ามรดกต้องเตรียมการแต่งตั้งผู้จัดการมรดกที่ไว้วางใจให้ทำหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับกองมรดกให้มีประสิทธิภาพและประหยัดเงินมากขึ้นด้วย โดยในที่นี้จะกล่าวถึง “ภาษีที่เกี่ยวข้องกับกองมรดก” 3 หัวข้อสำคัญ ดังนี้


1.ภาษีบุคคลธรรมดา (Personal Income Tax) เมื่อเจ้าทรัพย์เสียชีวิตระหว่างปีภาษี ผู้จัดการมรดกจะต้องมีหน้าที่ยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาในปีภาษีถัดไป และถ้าหากในปีต่อๆ ไป ยังไม่ได้มีการแบ่งกองมรดกให้กับทายาท ผู้จัดการมรดกจำเป็นต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาของกองมรดกทุกๆ ปีจนกว่าจะมีการแบ่งกองมรดกและโอนให้ทายาท




“เช่น เจ้าทรัพย์ได้เสียชีวิตในเดือนมิถุนายน 2565 ผู้จัดการมรดกต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาของเจ้ามรดกในปี 2566 โดยคิดจากรายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นเต็มปีในปี 2565 และหากว่าภายในปี 2566 กองมรดกยังไม่ได้มีการแบ่งให้กับทายาท ผู้จัดการมรดกยังคงต้องยื่นแบบภาษีบุคคลธรรมดาในนามกองมรดกให้กับกรมสรรพากรภายในปี2567 และต้องยื่นต่อไปทุกๆ ปี จนกว่าการโอนทรัพย์สินในกองมรดกให้ทายาทได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์”


2.ภาษีของทรัพย์สินในกองมรดกเอง ภาษีที่เกิดขึ้นย่อมขึ้นอยู่กับประเภทของทรัพย์สินในกองมรดกด้วย โดยเฉพาะทรัพย์สินประเภทที่ดินและอาคารต่างๆ การชำระภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง (Land and Building Tax) ของโฉนดแต่ละฉบับนั้นก็เป็นเรื่องที่สำคัญ


เนื่องจากการไม่ชำระภาษีในระยะเวลาที่กำหนด จะทำให้เกิดยอดค้างการชำระภาษี มีค่าปรับและค่าเงินเพิ่มในแต่ละเดือน หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างนั้นอาจถูกยึดได้ ทำให้กองมรดกมีมูลค่าลดลงอย่างเห็นได้ชัด และสุดท้ายทรัพย์สมบัติอาจตกเป็นของแผ่นดินได้ แทนที่ทายาทจะได้รับอย่างที่เจ้ามรดกตั้งใจมอบให้”


3.ภาษีการรับมรดก (Inheritance Tax) ซึ่งเป็นภาระของทายาทผู้รับมรดกในกรณีที่มูลค่าทรัพย์สินที่ได้รับเกิน 100 ล้านบาท ในอัตรา 5% หรือ 10% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทของทายาท โดยทายาทที่เป็นบุพการีและผู้สืบสันดานจะเสียภาษีในอัตรา 5% ส่วนทายาทที่มิใช่บุพการีและผู้สืบสันดาน จะต้องเสียภาษีในอัตรา 10% ซึ่งการรับทรัพย์สินมรดกในกรณีนี้ ผู้รับมรดกจะต้องยื่นภาษีที่ถูกต้องภายใน 150 วัน นับตั้งแต่ได้รับมรดก


ถึงแม้ว่าภาษีส่วนนี้เป็นของผู้รับมรดก มิใช่เป็นของเจ้าทรัพย์ผู้เสียชีวิต แต่ถ้าผู้รับมรดกไม่สามารถชำระภาษีส่วนนี้ อาจทำให้ผู้รับมรดกมีหนี้สินจากกองมรดกและอาจได้รับโทษทั้งทางแพ่งและอาญาได้ การส่งต่อทรัพย์สินจะยังคงไม่สมบูรณ์ และหากกองมรดกยังคงมีทรัพย์สินค้างอยู่ก็ย่อมจะมีค่าใช้จ่ายต่างๆ เกิดขึ้น ซึ่งจะเป็นเหตุให้มูลค่าของทรัพย์สินในกองมรดกลดลงในอนาคตอีกด้วย”


จะเห็นได้ว่า “กองมรดก” ที่มีมูลค่าไม่ว่า “มาก” หรือ “น้อย” นั้นย่อมมีค่าใช้จ่ายและมีภาษีหลายประเภทที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น “การวางแผนการจัดการมรดกที่ดี” จึงจำเป็นต้องมีการทำพินัยกรรมที่จัดการทุกอย่างอย่างรอบคอบ เพราะนอกจากจะเป็นการส่งต่อทรัพย์สินให้กับทายาทผู้รับได้ตามที่เจ้ามรดกต้องการอย่างแท้จริงแล้ว ยังช่วยให้ผู้จัดการมรดกได้ทำหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยลดปัญหา ลดความขัดแย้งและประหยัดค่าใช้จ่าย


“นอกจากนี้เจ้าทรัพย์ยังเป็นบุคคลตัวอย่างในด้านวางแผนมรดกที่ดี ช่วยทำให้ทายาทมีความปรองดองกัน และเป็นแนวทางให้ทายาทสามารถส่งต่อทรัพย์สินให้กับทายาทในรุ่นต่อๆ ไปได้เป็นอย่างดีอีกด้วย”


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

บุณยนุช ยุทธ์ประทุม

นักวางแผนการเงิน CFP®