“เทคนิคการวางแผนภาษี” ให้ได้ประโยชน์สูงสุด...สำหรับ ‘มนุษย์เงินเดือน-ผู้มีอาชีพอิสระ-ผู้ประกอบการ’
“….in this world nothing can be said to be certain, except death and taxes”— Benjamin Franklinหรือแปลได้ว่า “….ในโลกนี้ ไม่มีสิ่งใดที่แน่นอน นอกจากความตาย และภาษี”
กรณีการจัดเก็บภาษีโดยรัฐสำหรับประเทศไทยนั้น ผู้มีหน้าที่เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ไม่เพียงแต่จะจัดเก็บจากบุคคลธรรมดาผู้ที่มีรายได้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ถึงแก่ความตายระหว่างปีภาษี, กองมรดกที่ยังไม่ได้แบ่งอีกด้วย (หมายเหตุ : การจัดเก็บภาษีสำหรับผู้มีรายได้ จะไม่คำนึงถึงอายุของผู้มีเงินได้ เนื่องจากคำว่าสภาพบุคคล ในทางประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ย่อมเริ่มแต่เมื่อคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารกและสิ้นสุดลงเมื่อตาย)
บ่อยครั้งเรามักได้รับคำถามจากบุคคลที่มีรายได้ประจำว่า มีวิธีการอย่างไรที่สามารถประหยัดภาษีได้ หรือกรณีมีงบประมาณการออมที่จำกัด จะเลือกใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีด้วยทางเลือกใดจะเหมาะสม สำหรับบทความนี้ผู้เขียนมีเทคนิคการวางแผนภาษีมาแบ่งปันให้สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำ ดังนี้ค่ะ
1) เทคนิคการวางแผนภาษี...สำหรับ “มนุษย์เงินเดือน”
สำหรับผู้ที่มีรายได้ประจำนั้น การจะวางแผนภาษีได้ดี หรือ มีแนวทางใดที่จะประหยัดภาษีได้นั้น ก่อนอื่นควรจะต้องเข้าใจหลักการจัดเก็บภาษีบุคคลธรรมดาก่อน กล่าวคือ
ภาษีบุคคล = เงินได้สุทธิ คูณ อัตราภาษี (แบบก้าวหน้า ตั้งแต่ร้อยละ 0 – 35 สำหรับปัจจุบัน)
(เงินได้สุทธิ = เงินได้พึงประเมินหักค่าใช้จ่าย หัก ค่าลดหย่อน)
โดยเมื่อจ่ายเงินได้ บริษัทผู้จ่ายเงินได้ จะทำการ ‘หักภาษี ณ ที่จ่าย’ และผู้มีเงินได้ สามารถนำภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายแล้ว ไปหักออกจากจำนวนภาษีเงินได้สิ้นปีที่ต้องเสีย และยื่นแบบแสดงรายการและชำระภาษีภายในเดือนมีนาคมของปีถัดจากปีที่มีเงินได้ ทั้งนี้ “มนุษย์เงินเดือน” สามารถพิจารณาวางแผนภาษี ได้ดังนี้
-
พิจารณาถึงทางเลือกการหักค่าใช้จ่าย เช่น สำหรับเงินได้พึงประเมิน ประเภท 40(5) เช่น ค่าเช่าคอนโด ผู้มีเงินได้สามารถหักค่าใช้จ่ายเป็นการเหมาได้ร้อยละ 30 หรืออาจเลือกหักค่าใช้จ่ายตามจำเป็นและสมควร (ทั้งนี้จะต้องมีเอกสารประกอบการหักค่าใช้จ่ายตามจริงดังกล่าว) เป็นต้น
-
พิจารณาว่าการใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วน เช่น การลดหย่อนบุตรและบุพการี ดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเพื่อซื้อที่อยู่อาศัย, เบี้ยประกันชีวิต, ประกันชีวิตแบบบำนาญ, เบี้ยประกันสุขภาพบุพการี, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
“ทั้งนี้ควรพิจาณา ‘กระแสเงินสดคงเหลือ’ ที่สามารถออมได้จริง กล่าวคือ มีกระแสเงินสดคงเหลือรายปี (รายรับ – รายจ่าย) เพียงพอสำหรับการออม”
-
กรณีที่กระแสเงินสดเหลือไม่พอสำหรับการออม ผู้มีเงินได้ “ไม่ควรไปกู้” ผ่านสินเชื่อส่วนบุคคลต่างๆ เพื่อมาออม เพราะอัตราดอกเบี้ยของสินเชื่อส่วนบุคคล อาจสูงกว่าอัตราภาษีที่ผู้มีเงินได้จะต้องชำระ
-
ควรศึกษา “เงื่อนไขของการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี” ของผลิตภัณฑ์การลดหย่อนภาษี กรณีผิดเงื่อนไข ผู้มีเงินได้จะหมดสิทธิได้รับยกเว้นภาษี และยังต้องเสียภาษีสำหรับเงินได้ที่ได้รับยกเว้นภาษีมาแล้วด้วย
-
“บริหารภาษี” ให้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนการเงิน เพื่อเป้าหมายต่างๆ กล่าวคือกรณีที่ผู้มีเงินได้ ต้องการออมปีละ 600,000 บาทต่อปี สามารถออมผ่านการซื้อ SSF, RMF หรือประกัน นอกจากผู้มีเงินได้จะสามารถมีเงินออมเพื่อวางแผนเกษียณยังสามารถนำเงินภาษีคืนไปลงทุนต่อได้ด้วย
-
กรณีเงินได้ประเภทเงินปันผล โดยได้ถูกหักภาษีหัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 10 ไปแล้ว ผู้ได้รับเงินปันผลมีสิทธิเลือกเสียภาษี คือ จะไม่นำเงินปันผลมารวมกับเงินได้อื่นเพื่อคำนวณเสียภาษีเงินได้บุคคลประจำปี หรือใช้วิธี ‘เครดิตภาษีเงินปันผล’ (นำเงินปันผลมารวมคำนวณกับเงินได้อื่นเพื่อเสียภาษีสำหรับปีและขอเครดิตภาษีเงินปันผล) ทั้งนี้ ผู้ได้รับเงินปันผลควรคำนวณเพื่อเลือกใช้วิธีที่มีภาระภาษีต่ำกว่า
เช่น กรณีผู้เสียภาษีมีเงินเดือนรวม 1,000,000 บาท และมีรายได้เงินปันผลที่จ่ายจากกำไรจากบริษัทจดทะเบียนที่ได้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ กรณีรายได้เงินปันผลที่ได้รับน้อยกว่า 2,600,000 บาทผู้เสียภาษีควรเลือกใช้วิธีเครดิตภาษีเงินปันผล ซึ่งจะทำให้เสียภาษีน้อยกว่า เนื่องจาก กรณีไม่นำเงินปันผลมารวมคำนวณ จะต้องเสียภาษีรวม 341,200บาท (คำนวณจากภาษีจากเงินเดือน 81,200[1] + ภาษีถูกหักณ ที่จ่าย 10%เท่ากับ 260,000บาท) แต่ถ้านำเงินปันผลมารวมและใช้เครดิตภาษี จะมีภาษีรวมเพียง 339,300บาทเท่านั้น
-
แจ้งรายละเอียดกับฝ่ายบุคคลของบริษัทผู้จ่ายเงินได้ สำหรับรายการหักลดหย่อนต่างๆ เพื่อลดจำนวนภาษีที่ถูกหัก ณ ที่จ่ายเมื่อได้รับเงินได้
-
กรณีที่ผู้มีเงินได้ถูกหักภาษีไว้เป็นจำนวนที่มากกว่า ภาษีเงินได้ที่ต้องชำระสำหรับปีนั้น ซึ่งผู้มีเงินได้สามารถขอคืนภาษีจากทางกรมสรรพากรได้ ผู้มีเงินได้สามารถรวบรวมเอกสารเพื่อยื่นภาษีโดยเร็ว เพื่อนำเงินภาษีที่ได้รับคืน มาลงทุนต่อให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มเติม

2) เทคนิคการวางแผนภาษี...สำหรับ “ผู้มีอาชีพอิสระ”
2.1 ทำประมาณการเงินได้สุทธิและประมาณการกระแสเงินสดรับจ่าย ทั้งนี้เพื่อบริหารกระแสเงินสดให้มีสภาพคล่องที่เหมาะสมในระหว่างปี รวมถึงคำนวณเงินที่จะใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีได้เหมาะสม
2.2 สำรองเงินกรณีที่มีภาษีที่ต้องชำระสำหรับปีภาษี มากกว่าจำนวนถูกหัก ณ ที่จ่ายไว้ เพื่อหลีกเลี่ยงการกู้ยืมเพื่อมาชำระภาษี
2.3 พิจารณารูปแบบการประกอบธุรกิจ เช่น กรณีที่เงินได้สุทธิเกิน 5 ล้านบาท อาจพิจารณาจดทะเบียนเป็นบริษัท ซึ่งอัตราภาษีอยู่ที่ร้อยละ 20 และกรณีมีรายรับจากการให้บริการเกิน 1,800,000 บาท จะต้องยื่นคำขอจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการภาษีมูลค่าเพิ่ม
3) เทคนิคการวางแผนภาษี...สำหรับ “ผู้ประกอบการ”
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการสามารถพิจารณาวางแผนภาษีและการบริหารการเงิน ได้ดังนี้
3.1 พิจารณาว่าเข้าเงื่อนไขที่จะได้รับการส่งเสริมการลงทุนหรือไม่ หากเข้าเป็นกิจการเป้าหมาย สามารถยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก “สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน”
3.2 พิจารณาการหักค่าใช้จ่ายที่สามารถหักค่าใช้จ่ายได้มากกว่าปกติ เช่น รายจ่ายการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม การจ้างผู้สูงอายุ จ้างคนพิการ จ้างนักศึกษาทำบัญชี เป็นต้น
3.3 การซื้อทรัพย์สิน หรือการเช่าทรัพย์สิน เนื่องจากการซื้อทรัพย์สิน บริษัทจะสามารถหักค่าใช้จ่ายได้ในรูปค่าเสื่อมราคา เช่น ตัดเป็นรายจ่าย 5ปี เป็นต้น ทางบริษัทสามารถพิจารณาเปรียบเทียบระหว่างการหักค่าใช้จ่ายในรูปค่าเสื่อมราคาทรัพย์สิน หรือ ค่าเช่า กรณีเช่าทรัพย์สิน เป็นต้น
3.4 การตั้งเงินเดือนกรรมการในระดับที่เหมาะสม จากการให้คำปรึกษาทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการ บ่อยครั้งที่พบว่า มีการตั้งเงินเดือนสำหรับกรรมการในอัตราที่ไม่เหมาะสม เช่น ตั้งเงินเดือนกรรมการต่ำเกินไป ส่งผลให้เสียภาษีเงินได้นิติบุคคลของบริษัทมากขึ้น เป็นต้น
“กรณีเงินเดือนกรรมการ บริษัทสามารถหักเป็นค่าใช้จ่ายบริษัทได้ ในขณะที่กรรมการ สามารถนำเงินได้นั้นมาเสียภาษีบุคคลธรรมดา โดยใช้สิทธิ์ลดหย่อนภาษีต่างๆ ได้ ดังนั้น ทางผู้ประกอบการจึงควรพิจารณากำหนดระดับเงินเดือนที่เหมาะสม”
3.5 การแยก “บัญชีส่วนตัวกรรมการ” ออกจาก “บัญชีของบริษัท” บ่อยครั้งที่พบว่าจากการที่บริษัทไม่ตั้งเงินเดือนกรรมการ หรือตั้งในระดับที่ต่ำเกินไป ทำให้กรรมการดึงเงินจากบริษัทออกไป โดยที่ไม่มีเอกสารประกอบการจ่ายที่เหมาะสม ดังนั้น กรณีที่ไม่มีเอกสารประกอบการจ่าย รายจ่ายดังกล่าวไม่สามารถถือเป็นรายจ่ายทางภาษี ส่งผลให้บริษัทต้องเสียภาษีมากขึ้น
“การแยกบัญชีกรรมการออกจากบัญชีบริษัทแล้ว นอกจากจะไม่ทำให้เกิดปัญหาทางด้านบัญชีและภาษีสรรพากรแล้ว ทางผู้ประกอบการ สามารถนำเงินเดือนและค่าตอบแทนจากบริษัท มาวางแผนการเงินส่วนบุคคลสำหรับเป้าหมายสำหรับตนเองและครอบครัวได้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
โดยสรุป “ภาษี” ถือเป็นส่วนหนึ่งของรายจ่าย ไม่ว่าเราจะเป็นมนุษย์เงินเดือน ผู้ประกอบอาชีพอิสระ หรือผู้ประกอบการ หากว่าเรามี “การวางแผนภาษี” ด้วยวิธีการที่ถูกต้องเหมาะสมและถูกกฎหมาย เพื่อให้ประหยัดภาษีได้สูงสุด เราก็จะมีเงินออมมากขึ้น เมื่อมีเงินออมมากขึ้น ก็สามารถนำเงินออมมาบริหารลงทุนให้ได้ดอกผลเพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้เราสามารถบรรลุวัตถุประสงค์ของเป้าหมายทางการเงินได้เร็วขึ้นนั่นเอง
ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand,สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpageและ www.tfpa.or.th
[1]หมายเหตุ : การคำนวณภาษีสำหรับเงินเดือน 1,000,000บาท มีการหักค่าใช้จ่ายส่วนตัวตามกฎหมาย 100,000บาท ค่าลดหย่อนส่วนตัว 60,000บาท และเงินสมทบประกันสังคม 9,000บาท
