Official Update :

คู่มือนักลงทุน 3 ปัจจัยสำคัญที่กำหนดผลตอบแทน

การลงทุนให้ได้ผลตอบแทนดีไม่ได้ขึ้นอยู่กับโชคเพียงอย่างเดียว แต่มีปัจจัยหลายอย่างที่นักลงทุนควรเข้าใจ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีให้กับพอร์ต สำหรับนักลงทุนมือใหม่ที่เพิ่งเริ่มต้น วันนี้ Wealthy Thai มี 3 ปัจจัยที่ช่วยกำหนดผลตอบแทนจากการลงทุนที่ควรรู้มาฝาก


1.ขนาดของเงินลงทุน

ขนาดของเงินลงทุนมีผลต่อผลตอบแทนทั้งในด้านการกระจายความเสี่ยงและการเข้าถึงสินทรัพย์ ยิ่งมีจำนวนเงินลงทุนมากเท่าไหร่ จะยิ่งเพิ่มโอกาสในการกระจายความเสี่ยง และสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในระยะยาวมากขึ้น ดังนี้

การกระจายความเสี่ยง เงินลงทุนที่มากจะช่วยกระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท ทำให้ลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาสินทรัพย์เดียว และทำให้ผลตอบแทนมีเสถียรภาพมากขึ้น


เข้าถึงสินทรัพย์เฉพาะ นักลงทุนที่มีเงินลงทุนสูงสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ที่มีศักยภาพให้ผลตอบแทนสูง เช่น อสังหาริมทรัพย์หรือกองทุนเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง


ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ต เงินลงทุนมากให้ความยืดหยุ่นในการปรับพอร์ตได้ตามภาวะตลาด ซึ่งช่วยเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนในช่วงที่เศรษฐกิจเปลี่ยนแปลง


2.ประเภทสินทรัพย์

สินทรัพย์การลงทุนมีให้เลือกหลายประเภท เช่น หุ้น พันธบัตร กองทุนรวม ทองคำ และอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งแต่ละประเภทมีลักษณะเฉพาะตัวในแง่ของผลตอบแทนและความเสี่ยง ทำให้นักลงทุนต้องพิจารณาเลือกลงทุนตามเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ ตัวอย่างของสินทรัพย์ที่ส่งผลต่อผลตอบแทน เช่น

ตราสารทุน (หุ้น)

หุ้นมักให้ผลตอบแทนสูง แต่มีความเสี่ยงสูงเช่นกัน ราคาหุ้นจะเปลี่ยนแปลงตามปัจจัยภายใน เช่น ผลประกอบการของบริษัท และปัจจัยภายนอก เช่น ภาวะเศรษฐกิจ โดยหุ้นบางประเภท เช่น หุ้นเติบโต (Growth Stocks) อาจมีการปรับตัวขึ้นสูงเมื่อเศรษฐกิจเติบโต ขณะที่หุ้นมูลค่า (Value Stocks) มักให้ผลตอบแทนที่มั่นคงในช่วงเศรษฐกิจไม่แน่นอน


ตราสารหนี้ (พันธบัตร)

พันธบัตรให้ผลตอบแทนคงที่จากดอกเบี้ยที่ได้รับ ทำให้มีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้น แต่มักให้ผลตอบแทนที่ต่ำกว่า จึงเหมาะกับการลดความผันผวนในพอร์ตการลงทุนและให้กระแสเงินสดที่สม่ำเสมอ


การเลือกลงทุนในสินทรัพย์แต่ละประเภทจะส่งผลต่อผลตอบแทนและความเสี่ยงของพอร์ตการลงทุนโดยรวม การกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญในการสร้างผลตอบแทนให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่เหมาะสมของนักลงทุน


3.ระยะเวลาการลงทุน

นอกจากจำนวนเงินและประเภทสินทรัพย์แล้ว ระยะเวลาการลงทุนก็มีผลอย่างมากต่อผลตอบแทน และเป็นปัจจัยที่นักลงทุนควรพิจารณาให้ดีในการวางแผนการลงทุน เพราะระยะเวลาการลงทุนส่งผลต่อการเลือกกลยุทธ์ การจัดสรรสินทรัพย์ และความสามารถในการรับมือกับความผันผวน โดยแบ่งเป็น 3 ช่วงเวลา คือ

1) ระยะยาว

การลงทุนระยะยาวมักช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดได้ดี โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่มีความผันผวนสูง เช่น หุ้น เนื่องจากมีโอกาสเติบโตและปรับตัวในระยะยาวได้ ตัวอย่างเช่น การถือหุ้นระยะยาวอาจได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยทบต้นและการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น เนื่องจากตลาดหุ้นมักมีแนวโน้มขาขึ้นในระยะยาว


2) ระยะกลาง

การลงทุนในระยะกลาง เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มองหาความสมดุลระหว่างการเติบโตของทุนและความเสี่ยงปานกลาง นักลงทุนกลุ่มนี้มักเลือกสินทรัพย์ที่มีความผันผวนปานกลาง เช่น พันธบัตรระยะกลาง หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี หรือกองทุนผสมที่มีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์


3) ระยะสั้น

การลงทุนในระยะสั้น เป็นการลงทุนเพื่อคาดหวังผลตอบแทนที่รวดเร็วทันใจ แต่มีความเสี่ยงสูง เนื่องจากมูลค่าสินทรัพย์อาจเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว จึงเหมาะกับนักลงทุนที่มีความเข้าใจในการลงทุนและตลาดเป็นอย่างดี สามารถยอมรับความเสี่ยงได้สูง และมีเวลาติดตามข่าวสารข้อมูลการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ


ช่วงระยะเวลาการลงทุนมีผลต่อความเสี่ยงและผลตอบแทนของพอร์ตโดยตรง ดังนั้นการกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนจะช่วยให้เลือกสินทรัพย์ที่เหมาะสม และปรับกลยุทธ์การลงทุนเพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการเงินของนักลงทุนได้


ก่อนเริ่มต้นลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยเหล่านี้ประกอบ น่าจะช่วยให้การตัดสินใจมีเป้าหมายและลดความเสี่ยงได้ อีกทั้งการเริ่มต้นลงทุนเร็วจะช่วยให้นักลงทุนสามารถใช้ประโยชน์จากการเติบโตของสินทรัพย์ได้มากขึ้น โดยเฉพาะการใช้ดอกเบี้ยทบต้นและการสะสมผลตอบแทนในระยะยาว ดังนั้นควรวางแผนและเลือกกลยุทธ์ที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดจากการลงทุน