รู้จักค่า Beta ของหุ้น ช่วยเลือกหุ้นได้ตรงใจ
การลงทุนในหุ้นต้องการข้อมูลและการวิเคราะห์ที่รอบคอบเพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างมั่นใจ หนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยให้นักลงทุนเลือกหุ้นได้อย่างตรงใจมากขึ้น คือ "ค่า Beta" ซึ่งสามารถช่วยประเมินความเสี่ยงและผลตอบแทนของหุ้นเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดโดยรวมได้ โดยในบทความนี้ Wealthy Thai จะพาคุณมาทำความรู้จักกับค่า Beta และวิธีใช้ประโยชน์ในการเลือกหุ้นที่เหมาะสมกับเป้าหมายการลงทุนของคุณ
ค่า Beta คืออะไร?
ค่า Beta เป็นตัวชี้วัดความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นตัวหนึ่งกับการเคลื่อนไหวของตลาดโดยรวม โดยค่าดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงระดับความผันผวนของหุ้นเมื่อเทียบกับตลาด โดย SET Investnow ระบุว่า สามารถใช้ค่า Beta แบ่งหุ้นเป็น 2 ประเภท คือ
1.หุ้นที่เคลื่อนไหวในทิศทางเดียวกับตลาด
หุ้นประเภทนี้ เมื่อตลาดมีทิศทางบวก หุ้นก็จะปรับตัวเป็นบวก แต่ในทางตรงกันข้าม หากตลาดปรับตัวลง หุ้นก็จะปรับตัวลงเช่นเดียวกัน แต่จะปรับมากกว่าหรือน้อยกว่าตลาด ให้ดูที่ค่า Beta ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มย่อย ดังนี้
-
Beta > 1 หุ้นที่ราคาปรับตัวมากกว่าตลาด เช่น หุ้น AAA (Beta = 1.40%) หากตลาดปรับขึ้น 1% หุ้นจะปรับขึ้น 1.40% มักเป็นหุ้นที่นักลงทุนคาดหวังการเติบโตสูง
-
Beta = 1 หุ้นที่ราคาปรับตัวเท่ากับตลาด เช่น หุ้น BBB (Beta = 1.00%) หากตลาดปรับขึ้น 1% หุ้นจะปรับขึ้นในอัตราเดียวกัน
-
0 < Beta < 1 หุ้นที่ราคาปรับตัวน้อยกว่าตลาด เช่น หุ้น CCC (Beta = 0.44%) หากตลาดปรับขึ้น 1% หุ้นจะปรับขึ้นเพียง 0.44% มักเป็นหุ้นปันผลหรือมีความคาดหวังการเติบโตต่ำ
2.หุ้นที่ไม่มีความสัมพันธ์หรือเคลื่อนไหวสวนทางกับตลาด
หุ้นประเภทนี้จะเคลื่อนไหวคนละทิศทางหรือไม่มีความสัมพันธ์กับตลาดหุ้น ซึ่งเป็นกลุ่มที่หาได้ค่อนข้างยาก โดยสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
-
Beta = 0 หุ้นหรือสินทรัพย์ที่ไม่เคลื่อนไหวตามตลาด มักเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีความเสี่ยง เช่น พันธบัตรรัฐบาล เป็นต้น
-
Beta < 0 หุ้นที่ราคาสวนทางกับตลาด เช่น หุ้น PPP (Beta = -0.14%) หากตลาดปรับขึ้น 1% ราคาหุ้นจะปรับลง 0.14%
ค่า Beta ช่วยเลือกหุ้นได้อย่างไร?
1. วิเคราะห์ความเสี่ยง นักลงทุนสามารถใช้ค่า Beta เพื่อประเมินความเสี่ยงของหุ้น เช่น หากคุณเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ อาจเลือกหุ้นที่มี Beta ต่ำ โดยคาดหวังว่าเมื่อตลาดหุ้นปรับตัวลง หุ้นที่ถือจะลงน้อยกว่า
2. สร้างพอร์ตการลงทุนที่เหมาะสม นักลงทุนที่ต้องการพอร์ตการลงทุนที่มีผลตอบแทนสูง อาจเลือกหุ้นที่มี Beta สูง (>1) เนื่องจากมีโอกาสสร้างผลตอบแทนได้มากกว่าตลาดในช่วงที่ตลาดเป็นขาขึ้น แต่ควรระวังว่าหุ้นเหล่านี้จะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นในช่วงตลาดขาลง
3. จับคู่กับเป้าหมายการลงทุน ค่า Beta ช่วยให้นักลงทุนเลือกหุ้นที่สอดคล้องกับเป้าหมาย เช่น นักลงทุนที่เน้นการปกป้องเงินต้นและรับความเสี่ยงต่ำ อาจเลือกหุ้นในกลุ่ม Defensive (Beta ต่ำ) ขณะที่นักลงทุนที่มองหาการเติบโตอย่างรวดเร็วอาจเลือกหุ้นในกลุ่ม Growth (Beta สูง)
4. ประเมินผลกระทบของตลาด การรู้ค่า Beta ช่วยให้นักลงทุนคาดการณ์ได้ว่าในกรณีที่ตลาดเกิดความผันผวน หุ้นในพอร์ตของคุณจะตอบสนองอย่างไร เช่น หุ้นที่มี Beta สูงอาจได้รับผลกระทบมากจากความผันผวนของตลาด
แม้ค่า Beta จะช่วยให้นักลงทุนสามารถเลือกหุ้นได้ดียิ่งขึ้น แต่ก็มีข้อควรระวังในการใช้เช่นกัน เนื่องจากค่า Beta เป็นข้อมูลย้อนหลัง (Historical Data) ซึ่งอาจไม่สะท้อนถึงสภาพตลาดในอนาคต นอกจากนี้การพิจารณาค่า Beta เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ เช่น พื้นฐานของบริษัท อุตสาหกรรม และแนวโน้มเศรษฐกิจ ประกอบด้วย
อย่างไรก็ตาม ค่า Beta เป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์ความเสี่ยงและการตอบสนองของหุ้นต่อการเปลี่ยนแปลงของตลาด ช่วยให้นักลงทุนสามารถสร้างพอร์ตการลงทุนที่สอดคล้องกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนควรพิจารณาค่า Beta ควบคู่ไปกับข้อมูลอื่น ๆ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับคุณ

