Official Update :

เปิด 5 ช่องทางลงทุนต่างประเทศ กระจายพอร์ต สร้างโอกาสเติบโต

การลงทุนต่างประเทศไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นโอกาสที่หลายคนยังมองข้าม โดยเหตุผลสำคัญที่ควรพิจารณาคือ การกระจายความเสี่ยง เพราะเมื่อเศรษฐกิจไทยชะลอตัว การมีพอร์ตลงทุนที่กระจายไปยังตลาดต่างประเทศจะช่วยลดผลกระทบและสร้างโอกาสเติบโตใหม่ๆ ได้


นอกจากนี้ตลาดต่างประเทศยังมีความหลากหลายของสินทรัพย์มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นหุ้นบริษัทเทคโนโลยีระดับโลก หรือสินค้าโภคภัณฑ์ที่ไม่มีในไทย การเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่เหล่านี้จึงเปิดโอกาสให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันก็มีช่องทางการลงทุนต่างประเทศให้เลือกหลายรูปแบบ และวันนี้ Wealthy Thai จะพาไปรู้จักกับ 5 ช่องทางที่เข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะเป็นมือใหม่หรือมือโปรก็เริ่มต้นได้


1.เงินฝากต่างประเทศ

การเปิดบัญชีเงินฝากสกุลเงินต่างประเทศ หรือ Foreign Currency Deposit (FCD) สามารถทำได้ผ่านธนาคารพาณิชย์ไทยบางแห่ง โดยบัญชี FCD จะมีสกุลเงินต่างประเทศให้เลือกหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ดอลลาร์สหรัฐ ยูโร หยวน หรือเยน เป็นต้น เหมาะสำหรับคนที่ต้องการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน คนที่ต้องโอนเงินไปต่างประเทศบ่อยๆ หรือคนที่อยากเก็บเงินเป็นสกุลต่างประเทศเผื่อลงทุนในอนาคต


2.กองทุน FIF (Foreign Investment Fund)

กองทุน FIF เป็นกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ โดยมีนโยบายการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์อื่นๆ ข้อดีคือมีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพคอยดูแลและสามารถเริ่มต้นด้วยเงินไม่มาก แต่กองทุนประเภทนี้มักมีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นการลงทุนในต่างประเทศที่อาจได้รับความเสี่ยง ทั้งจากความผันผวนของราคาสินทรัพย์และความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน


3.DR (Derivative Warrants)

DR คือ ตราสารแสดงสิทธิการฝากหลักทรัพย์ต่างประเทศ เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้น / ETF / REIT และ Infrastructure Trust ในต่างประเทศผ่านตลาดหุ้นไทยได้เหมือนการซื้อขายหุ้นทั่วไป โดยใช้บัญชีซื้อขายเดียวกับหุ้นและใช้เงินบาท


ทั้งนี้ Board Lot ของ DR จะซื้อขายได้สะดวกกว่าหุ้นทั่วไป เพราะ DR ซื้อขายได้ตั้งแต่ 1 หน่วย ขณะที่หุ้นทั่วไปจะซื้อขายกันขั้นต่ำที่ Board Lot ละ 100 หุ้น โดยนักลงทุนที่ถือ DR จะได้สิทธิประโยชน์และเงินปันผลจากหลักทรัพย์อ้างอิง ยกตัวอย่าง DR ที่มีการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยซึ่งอ้างอิงกับหุ้นต่างประเทศ เช่น NVIDIA, TESLA, Alibaba และ BYD เป็นต้น


4.ETF (Exchange Traded Fund)

ETF คือกองทุนรวมที่ซื้อขายได้เหมือนหุ้นแบบ Real-Time โดยมีเป้าหมายสร้างผลตอบแทนใกล้เคียงกับดัชนีหรือสินทรัพย์อ้างอิง เช่น S&P 500 หรือ Nasdaq 100 เป็นต้น ข้อดีของ ETF คือช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าการลงทุนในหุ้นตัวเดียว ค่าธรรมเนียมต่ำ และสามารถซื้อขายได้ง่ายผ่านโบรกเกอร์ไทย ปัจจุบันมี ETF ต่างประเทศให้เลือกหลากหลาย ครอบคลุมทุกภูมิภาคและอุตสาหกรรม ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงตลาดโลกได้อย่างง่ายดาย


5.การซื้อหุ้นต่างประเทศผ่านโบรกเกอร์

สำหรับนักลงทุนที่ต้องการควบคุมการลงทุนด้วยตนเอง การเปิดบัญชีกับโบรกเกอร์ที่มีบริการซื้อขายหุ้นต่างประเทศเป็นทางเลือกที่น่าสนใจ ปัจจุบันมีโบรกเกอร์หลายรายที่เปิดบริการนี้ เช่น InnovestX, Phillip Capital, Pi Financial, Liberator, Dime! และ Webull เป็นต้น


โดยข้อดีคือเป็นเจ้าของหุ้นจริง รับเงินปันผลและสิทธิต่างๆ ได้เต็มจำนวน แต่ต้องพิจารณาค่าธรรมเนียมการซื้อขาย อัตราแลกเปลี่ยน และระบบภาษีของแต่ละประเทศอย่างรอบคอบ อย่างไรก็ตาม การลงทุนผ่านโบรกเกอร์เหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีความรู้พื้นฐาน อยากมีอิสระในการเลือกหุ้น และพร้อมศึกษาตลาดต่างประเทศอย่างจริงจัง


การลงทุนต่างประเทศไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องเริ่มต้นด้วยความรู้และการวางแผนที่ดี Wealthy Thai ขอแนะนำนักลงทุนมือใหม่ที่สนใจลงทุนต่างประเทศให้เริ่มจากช่องทางที่เข้าใจง่าย เช่น กองทุน FIF  DR หรือ ETF ก่อนที่จะขยายไปยังการลงทุนโดยตรง โดยสิ่งสำคัญคือต้องศึกษาข้อมูลอย่างรอบคอบ เข้าใจความเสี่ยง และไม่ลงทุนเกินกำลัง