WHAT IF…? – รู้อะไรก็ไม่สู้ “รู้งี้” ขาย BTC ไปตั้งแต่ 125k ซะก็ดี!!! ถอดบทเรียน การ Take Profit “ที่ลงทุนไว้ราคาขึ้น จะขายเมื่อไรดี” จะได้ไม่ต้องมารู้งี้..บ่อยๆ

หนึ่งในเรื่องที่นักลงทุนทั้งหน้าเก่าหน้าใหม่ถกเถียงกันอย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั่นก็คือ ถ้ามีกำไรแล้วควรจะขายเมื่อไร ที่ราคาไหน
ขายเร็วไปก็กลายเป็น ขายหมู หรือก็คือขายไปเสร็จแล้วราคาวิ่งต่อไปอีก


แต่ถ้าช้า ก็กลายเป็นเข้าข่าย ลุกช้าจ่ายรอบวง โดยเฉพาะคนที่เข้าลงทุนในตอนที่ราคาไปไกลแล้ว ถ้าขายออกช้า อาจจะกลายเป็น ติดดอย ไปแทนที่จะมีกำไร


ช่วงเดือนที่ผ่านมาสินทรัพย์ที่มาแรงแข่งกันไปทำ New High คงหนีไม่พ้น ทองคำ และ Bitcoin (เราจะขอไม่พูดถึงตลาดหุ้นไทยกันในโพสต์นี้…) แต่แตะ New High ได้ไม่ทันไร BTC ก็ย่อลงมาอย่างแรง ชนิดที่เข้าช้า เข้าผิดรอบ ถ้าไม่ขาดกำไรก็อาจจะมีดอยกันไปแล้วบางส่วน


“รู้งี้ 12x แล้วขายซะก็ดี ไม่น่าถือต่อเลย” เป็นประโยคที่อาจจะได้ยินจากเพื่อนๆที่ขายไม่ทัน หรือขายไม่หมดร่วงซะก่อน
แต่จะรู้ได้อย่างไรว่าควรขายที่ราคาเท่าไร แล้วคนถือทองคำควรขายทำกำไรได้หรือยัง หรือควร Let profit run อย่างที่กูรูหลายๆท่านบอกกล่าว


วันนี้ Wealthy Thai จะพาไปรู้จักกับ วิธีการหาจุดทำกำไร (Take Profit) จะได้ไม่ต้องบ่นอีกว่า รู้อะไรไม่สู้ รู้งี้ กับการขายเร็วไปหรือขายไม่ทัน


⚠️ คำเตือน : จุดขายทำกำไร เป็นเรื่องของใครของมัน เพราะสุขภาพพอร์ต (กำไรขาดทุน) เป็นความรับผิดชอบของผู้ลงทุนเอง Wealthy Thai มีหน้าที่ในการนำเสนอมุมมองเพื่อประกอบการพิจารณาการตัดสินใจต่อการลงทุนเท่านั้น


จุดขายทำกำไรนั้น ไม่มีตัวเลขกำหนดที่ตายตัว แต่มีหลักการที่นิยมใช้ในการพิจารณาหาจุดขายอยู่หลายวิธีการ วันนี้ Wealthy Thai จะขอพูดถึงสามวิธีการที่ได้ยินกันแพร่หลาย แต่หลายๆคนก็อาจจะยังใช้ผิดกันอยู่ดี


📌 1. จุดขายที่ประเมินจาก Technical Analysis ที่เรียกกันว่า จุดขายทางเทคนิค คือจุดที่ “สัญญาณทางเทคนิค” บ่งชี้ว่า ราคาสินทรัพย์น่าจะไปต่อได้อีกไม่มากแล้ว หรือที่ภาษาแวดวงนักลงทุนมักจะใช้คำว่า ชนแนวต้าน (resistance) นั่นเอง โดยเครื่องมือทางเทคนิคที่ใช้กันก็มีหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น MACD (Moving Average Convergence Divergence) , Fibonacci Retracement , หรือการคำนวณหาจุด Breakout


วิธีการนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากนักลงทุนสายเทคนิค (หรือบางคนจะเรียกว่า สายกราฟ) โดยมักจะใช้มากกว่าหนึ่งเครื่องมือในการประเมิณหาจุดทำกำไร หรือที่เรียกว่า การตั้ง ราคาเป้าหมาย (Target Price) และเมื่อถึงราคาเป้าหมายนั่นก็คือจุดที่จะทำการ ขาย นั่นเอง


ข้อด้อยของวิธีการนี้ คือเครื่องมือทางเทคนิคนั้นมีมากมาย แต่ละเครื่องมืออาจให้เป้า Target Price ไม่เท่ากัน อาจทำให้เกิดความสับสนว่าควรใช้เครื่องมือใดเป็นหลัก ซึ่งเป็นเรื่องความถนัดและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล


📌 2. การทำ Trailing Stop หรือการ ขายเมื่อราคาย่อตัวลงมา แต่ “ขยับจุดขายขึ้นไปเรื่อยๆในเวลาที่ราคาขึ้น” วิธีนี้คือการถือยาว ปล่อยให้ราคาขึ้นไปเรื่อยๆ แต่ ตั้งจุดขายไว้เวลาที่ราคามีการย่อตัวอย่างมีนัยยะสำคัญ เช่น ถ้าราคาย่อลงมา 15% จากราคาสูงสุดในรอบการขึ้นที่ผ่านมา จะขายเพื่อทำกำไร แต่ถ้าราคาย่อมาไม่ถึงจุดที่ตั้งไว้ว่าจะขาย แล้วกลับตัวไปต่อ ก็จะถือต่อไป ถ้าราคาขึ้นสูงไปทำ New High ก็จะขยับจุดขายขึ้นไปตามจุดสูงสุดใหม่ ไปจนกว่าจะย่อลงมาถึงจุดที่กำหนดไว้ถึงจะทำการขาย


วิธีการนี้ได้รับความนิยมเนื่องจากความง่ายในการทำความเข้าใจ และเหมือนจะช่วนให้ปรับเป้าหมายในการขายขึ้นไปได้เรื่อยๆ แต่จะมีข้อด้อยตรงที่การกำหนดจุดตัดที่จะทำการขาย ถ้า sensitive เกินไปก็อาจจะพลาดโอกาสทำให้รีบขายเวลามีการย่อตัวเพียงเล็กน้อย หรือถ้าตั้งจุดขายไว้ต่ำเกินไปกว่าจะขายก็อาจจะทำให้กำไรที่ได้เหลือไม่มาก ซึ่งวิธีนี้จะมักไม่นิยมใช้กับสินทรัพย์ที่มีการเคลื่อนของราคาขึ้นลงอย่างรุนแรง (High volatility)


📌 3. การกำหนดระดับความเสี่ยงของ Portfolio นั่นคือ มีการกำหนดไว้แต่แรกว่า ความเสี่ยง ของ portfolio ควรเป็นเท่าไร เช่นการกำหนดแบบง่าย ให้ 50% ของเงินลงทุนอยู่ในสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ (เพื่อเน้นรักษาเงินต้น คาดหวังผลตอบแทนน้อย) อีก 50% อยู่ในสินทรัพย์ความเสี่ยงสูง (ควาดหวังผลตอบแทนสูง ที่มาพร้อมความเสี่ยงความผันผวนของราคา) เมื่อราคาสินทรัพย์ความเสี่ยงสูงเพิ่มมากขึ้นจากการปรับราคาขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็จะมีการทำการ Rebalance โดยการขายทำกำไรเพียงบางส่วนออกมา เพื่อให้สัดส่วนความเสี่ยงคงอยู่ที่ประมาณ 50:50 เท่าที่กำหนดไว้


วิธีการนี้มีข้อดีในเรื่องการรักษาระดับความเสี่ยงให้อยู่ในระดับที่ตั้งใจไว้อยู่เสมอ แต่ก็ต้องการความรวดเร็วในการคอย Rebalance อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาระดับความเสี่ยงให้ไม่เพิ่มหรือลดจากที่ตั้งไว้เกินไป


ทั้งสามวิธีการยังมีรายละเอียดอีกมาก รวมถึงยังมีวิธีอื่นๆในการหาจุด ขายทำกำไร แต่ไม่ว่าอย่างไรขายแล้ว “มีกำไร” จะมากจะน้อย ก็ยังดีกว่าขาดทุน!!!


ชาว Wealthy Thai ใช้วิธีการไหนในการขายทำกำไร แบ่งปันประสบการณ์กันได้ใน comment นะคะ
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 19 hours ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 15 hours ago
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
Updated 1 day ago
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
Updated 1 day ago
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
Updated 1 day ago
Follow Us