“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” คืออะไร? เข้าใจความเสี่ยงก่อนลงทุน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา “หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์” หรือ Perpetual Bond (Perp) กลายเป็นตราสารหนี้ที่ถูกพูดถึงบ่อยขึ้น เพราะให้ดอกเบี้ยสูงเป็นที่สนใจของนักลงทุน แต่ในความจริงแล้ว หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ เป็นตราสารหนี้ที่มีความซับซ้อนและมีระดับความเสี่ยงสูงกว่าหุ้นกู้ทั่วไปค่อนข้างมาก ก่อนตัดสินใจลงทุนจึงควรทำความเข้าใจลักษณะ ข้อดี และความเสี่ยงให้รอบด้าน


หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์คืออะไร
?

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ หรือ Perpetual Bond มีชื่อทางการว่า "หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน" โดยมีลักษณะพิเศษแตกต่างจากหุ้นกู้ทั่วไป คือ ไม่มีกำหนดวันไถ่ถอนที่แน่นอน บริษัทผู้ออกจะไถ่ถอนก็ต่อเมื่อเลิกกิจการเท่านั้น ดังนั้นเพื่อเพิ่มความน่าสนใจและชดเชยความเสี่ยง ผู้ออกจึงมักให้ผลตอบแทน (อัตราดอกเบี้ย) ที่สูง


ลักษณะสำคัญ

1) ไถ่ถอนเมื่อเลิกบริษัท

ตราสารหนี้ทั่วไปจะกำหนดเวลาไถ่ถอนชัดเจน แต่หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์จะไม่ได้กำหนดวันไถ่ถอนไว้ ดังนั้นอาจใช้ระยะเวลา 10-20 ปี หรือนานเป็น 100 ปีจนกว่าจะเลิกกิจการก็ได้ และหากต้องเลิกกิจการ ผู้ออกอาจมีเงินไม่เพียงพอกับการไถ่ถอน ทำให้นักลงทุนมีความเสี่ยงที่จะได้รับเงินต้นคืนช้า หรือไม่ครบจำนวน  ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่มีความใกล้เคียงกับทุน


2) ผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนก่อนกำหนด (Call Option)

เพื่อให้ตราสารหนี้น่าสนใจมากขึ้น จึงกำหนดให้ผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด (Call option) เช่น วันครบกำหนด 5 ปี หรือวันชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้แต่ละครั้ง ภายหลังปีที่ 5 โดยเหตุผลที่บริษัทมักใช้สิทธิ Call option เมื่อครบ 5 ปี ได้แก่

  • เพื่อไม่ให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น Debt to equity (D/E ratio) เพิ่มขึ้น

  • เพื่อหลีกเลี่ยงอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น (เพราะหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์หลายรุ่นมี step-up rate)

  • เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดได้ต่อสถานะทางการเงินของบริษัท


อย่างไรก็ตาม บริษัทไม่มีภาระผูกพันว่าจะต้องไถ่ถอนคืนก่อนกำหนด นักลงทุนจึงอาจต้องถือนานกว่าที่คาดไว้


3) สามารถเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยโดยไม่มีเงื่อนไข

นี่คือความเสี่ยงสำคัญของหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ปกติตราสารหนี้ทั่วไปจะต้องจ่ายดอกเบี้ยตรงเวลาที่กำหนดไว้เสมอ แต่หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ ผู้ออกสามารถเลื่อนการจ่ายดอกเบี้ยออกไปได้แม้บริษัทจะมีกำไร ทำให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่นักลงทุนได้รับอาจลดลง


อย่างไรก็ตาม หากผู้ออกเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยจะไม่สามารถจ่ายปันผลให้ผู้ถือหุ้นได้ แต่การเลื่อนจ่ายดอกเบี้ยอาจทำให้บริษัทเสียชื่อเสียงได้ ดังนั้นถ้าไม่มีปัญหาจริงๆ บริษัทส่วนใหญ่จะจ่ายดอกเบี้ยตามเวลาที่กำหนดไว้


4) เป็นตราสารหนี้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond)

กรณีบริษัทล้มละลาย ผู้ถือตราสารหนี้ด้อยสิทธิจะได้รับเงินคืนเป็นลำดับที่ 3 ต่อจาก

  1. ผู้ถือตราสารหนี้มีประกัน (Secured Bond)

  2. ผู้ถือตราสารหนี้ไม่ด้อยสิทธิ (Senior Bond)


จึงมีโอกาสที่จะได้รับเงินคืนบางส่วน หรือไม่ได้เงินคืนเลยหากบริษัทไม่มีทรัพย์สินเหลือ ผู้ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์จึงมีความเสี่ยงที่อาจไม่ได้รับเงินคืนสูงกว่าตราสารหนี้ทั่วไป


5) ไม่มีเงื่อนไขการผิดนัดไขว้ (Cross-default)

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ไม่มีเงื่อนไข Cross-default เหมือนหุ้นกู้ทั่วไป หมายความว่า หากบริษัทผิดนัดชำระหนี้รุ่นอื่น นักลงทุนที่ถือหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ไม่สามารถเรียกเงินต้นหรือดอกเบี้ยคืนได้ทันที ทำให้เสี่ยงเสียเปรียบเจ้าหนี้รายอื่น และอาจเจอทั้งการเลื่อนดอกเบี้ย หรือ ไม่ได้รับเงินต้นครบ หากบริษัทมีปัญหาหนักหรือเลิกกิจการ


ทำไมบริษัทถึงออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินของบริษัทใหญ่ เพราะมีประโยชน์หลายอย่าง เช่น

  • เงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สามารถนับเป็นทุน (Equity) ตามมาตรฐานบัญชี

    ช่วยเสริมฐานทุนของบริษัท

  • ไม่เพิ่มหนี้สินมากเกินไป เมื่อเทียบกับการออกหุ้นกู้ทั่วไป

  • เป็นทางเลือกที่ดีกว่าการเพิ่มทุน เพราะไม่ทำให้ผู้ถือหุ้นเดิมถูก Dilution


เหมาะกับใคร

  • นักลงทุนที่มีเงินลงทุนค่อนข้างสูงและต้องการกระจายความเสี่ยง

  • นักลงทุนที่มีเงินเย็น ไม่มีเป้าหมายใช้เงินในระยะเวลาอันใกล้

  • นักลงทุนที่เข้าใจและยอมรับความเสี่ยงที่อาจได้รับเงินต้นคืนช้าหรือไม่เต็มจำนวน

  • นักลงทุนที่มีความรู้ในการประเมินความเสี่ยงและอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของผู้ออก


สำหรับนักลงทุนที่สนใจหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ควรศึกษาข้อมูลผู้ออกอย่างถี่ถ้วน เช่น ตรวจสอบอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ทั้งของบริษัทและตัวหุ้นกู้เองที่มักต่ำกว่าผู้ออก 1-2 ระดับ ฐานะการเงินแข็งแกร่งแค่ไหน สามารถอยู่รอดในวงจรเศรษฐกิจระยะยาวได้หรือไม่


นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาความคุ้มค่าของอัตราดอกเบี้ยที่ได้รับว่าสอดคล้องกับความเสี่ยงที่มากขึ้นไหม และสุดท้ายอย่าลงทุนกระจุกตัวในสินทรัพย์เดียว ควรกระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์อื่นๆ หรือทำ Asset Allocation อย่างเหมาะสม


สรุป

หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ แม้ให้ผลตอบแทนสูง แต่ความเสี่ยงก็สูงตาม เพราะมีโครงสร้างที่ใกล้เคียง “ทุน” มากกว่าหนี้ จึงเหมาะสำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ และมีเงินเย็นพร้อมถือระยะยาว หากเข้าใจเงื่อนไขทั้งหมดอย่างรอบด้าน หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์สามารถเป็นตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยเพิ่มผลตอบแทนในพอร์ตการลงทุนได้ แต่ต้องควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงเสมอ


Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 22 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 2 hours ago
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
Updated 1 hour ago
Stock of the Day
SpaceX ฉีกธรรมเนียม IPO เคาะราคาขาย 135 ดอลลาร์ล่วงหน้า จำนวน 555.5 ล้านหุ้น ก่อนโรดโชว์ ตลาดจับตาราคาไฟนอล 11 มิ.ย. นี้
Updated 28 minutes ago
Follow Us