Official Update :

ลงทุนตราสารหนี้เอง หรือ ผ่านกองทุน ทางเลือกไหนตอบโจทย์พอร์ตของคุณ

ท่ามกลางดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับจูงใจ ตราสารหนี้ถูกยกกลับมาเป็นหนึ่งในเครื่องมือบริหารความมั่งคั่งที่หลายพอร์ตให้ความสำคัญอีกครั้ง แต่คำถามสำคัญสำหรับนักลงทุนไม่ใช่เพียงเรื่องผลตอบแทน หากคือรูปแบบการลงทุนที่เหมาะสม ระหว่างการซื้อตราสารหนี้โดยตรงกับการลงทุนผ่านกองทุนตราสารหนี้ ซึ่งแต่ละทางเลือกมีโครงสร้างความเสี่ยง ต้นทุน และความยืดหยุ่นแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ


โดยการลงทุนในตราสารหนี้ด้วยตนเอง คือ การที่นักลงทุนซื้อพันธบัตร หุ้นกู้ โดยตรงในนามของตนเอง ไม่ได้ผ่านกองทุนรวม และเป็นผู้ตัดสินใจเลือกตราสาร อายุคงเหลือ ระดับความเสี่ยง และผู้ออกตราสารด้วยตัวเองทั้งหมด ซึ่งนักลงทุนจะได้รับดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนด และหากถือจนครบกำหนดจะได้รับเงินต้นคืนตามสัญญา ผลตอบแทนจึงค่อนข้างชัดเจนตั้งแต่วันเข้าลงทุน ทั้งนี้ มูลค่าตราสารอาจผันผวนตามภาวะดอกเบี้ยในตลาด แต่หากไม่ขายก่อนครบอายุ ความผันผวนดังกล่าวจะไม่กระทบเงินต้นที่จะได้รับคืนตามเงื่อนไขตราสาร


ข้อดีของการลงทุนในตราสารหนี้ด้วยตนเอง

1.เลือกตราสารได้เองตามต้องการ

นักลงทุนสามารถกำหนดได้ว่าจะลงทุนในตราสารใด โดยมักเลือกตราสารที่มีสภาพคล่องสูง ความน่าเชื่อถือดี และผู้ออกมีชื่อเสียง



2.กำหนดอายุให้สอดคล้องแผนการเงิน

สามารถเลือกอายุคงเหลือของตราสารให้ตรงกับเป้าหมายทางการเงินหรือกระแสเงินสดที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ


3.ลดผลกระทบจากดอกเบี้ยขาขึ้น หากถือจนครบกำหนด

หากถือจนครบอายุ จะได้รับเงินต้นคืนตามสัญญา ทำให้ได้รับผลกระทบจากราคาตลาดที่ผันผวนต่ำกว่าการลงทุนผ่านกองทุน


4.ไม่ผันผวนตาม NAV เหมือนกองทุนรวม

กองทุนรวมมีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิที่ปรับขึ้นลงตามราคาตลาดของตราสารที่ถืออยู่ เมื่อดอกเบี้ยปรับขึ้น ราคาตราสารลดลง NAV (Net asset value/NAV) ก็ลดลง ผู้ขายหน่วยลงทุนอาจได้รับราคาต่อหน่วยต่ำลง ขณะที่การถือครองตราสารโดยตรงจนถึงวันครบกำหนดไม่ต้องเผชิญแรงกดดันจาก NAV ในลักษณะเดียวกัน


การลงทุนในตราสารหนี้ด้วยตนเอง เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการควบคุมการลงทุนด้วยตนเอง เลือกผู้ออกตราสารและกำหนดอายุให้ตรงกับแผนการเงิน

  • ผู้ที่ต้องการความชัดเจนของกระแสเงินสด และตั้งใจถือจนครบกำหนดเพื่อรับเงินต้นคืน

  • ผู้ที่รับความเสี่ยงจากการกระจุกตัวได้ และสามารถประเมินความน่าเชื่อถือของผู้ออกตราสารเอง

  • ผู้ที่มีเงินลงทุนเพียงพอสำหรับกระจายการลงทุนหลายรุ่นตราสารด้วยตนเอง

  • ผู้ที่ไม่ต้องการให้มูลค่าการลงทุนผันผวนตาม NAV แบบกองทุนรวม เมื่อยังไม่มีแผนขายก่อนครบอายุ


ขณะที่การลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุน คือ การนำเงินไปซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้ โดยมีบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนและผู้จัดการกองทุนมืออาชีพทำหน้าที่คัดเลือก กระจาย และบริหารพอร์ตตราสารหนี้แทนนักลงทุน โดยผู้ลงทุนไม่ได้ถือครองตราสารหนี้โดยตรง แต่ถือหน่วยลงทุนของกองทุน ซึ่งมูลค่าการลงทุนจะเปลี่ยนแปลงตามมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนที่สะท้อนราคาตลาดของตราสารหนี้ ดอกเบี้ยรับ และผลกำไรหรือขาดทุนจากการซื้อขายภายในพอร์ต ทั้งนี้ กองทุนมีการกระจายการลงทุนในตราสารหลายประเภท หลายอายุ และหลายผู้ออก เพื่อลดความเสี่ยงและบริหารผลตอบแทนตามสภาวะตลาด


ข้อดีของการลงทุนผ่านกองทุนรวมตราสารหนี้

1.มีผู้จัดการกองทุนมืออาชีพดูแล

มีทีมงานที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ด้านตราสารหนี้ ทำหน้าที่วิเคราะห์ คัดเลือก และบริหารพอร์ตแทนนักลงทุน


2.อำนาจต่อรองสูงกว่า

กองทุนมีเงินลงทุนขนาดใหญ่ จึงมีอำนาจต่อรองในการซื้อขายตราสารหนี้ได้ดีกว่านักลงทุนรายบุคคล


3.ลดภาระการติดตามตลาด

นักลงทุนไม่ต้องติดตามภาวะดอกเบี้ยหรือความเคลื่อนไหวของผู้ออกตราสารด้วยตนเอง เพราะผู้จัดการกองทุนดำเนินการให้ทั้งหมด


4.กระจายความเสี่ยงได้ดีกว่า

กองทุนลงทุนในตราสารหนี้หลายประเภท หลายอายุคงเหลือ และหลายผู้ออก ช่วยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัว


5.ลดความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระ

ด้วยการกระจายการลงทุน ความเสี่ยงจากผู้ออกตราสารรายใดรายหนึ่งผิดนัดชำระหนี้จึงต่ำกว่าการลงทุนเพียงไม่กี่ตัวด้วยตนเอง


การลงทุนในตราสารหนี้ผ่านกองทุน เหมาะกับใคร

  • ผู้ที่ต้องการให้มืออาชีพบริหารพอร์ตและติดตามภาวะดอกเบี้ยแทน

  • ผู้ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงในตราสารหลายประเภท หลายผู้ออก แม้มีเงินลงทุนไม่สูง

  • ผู้ที่ไม่มีเวลาวิเคราะห์เครดิตผู้ออกตราสารหรือจับตาตลาดด้วยตนเอง

  • ผู้ที่ต้องการสภาพคล่อง สามารถซื้อขายหน่วยลงทุนได้ตามรอบที่กำหนด

  • ผู้ที่ยอมรับความผันผวนของมูลค่าหน่วยลงทุนตาม NAV เพื่อแลกกับความสะดวกและการบริหารแบบมืออาชีพ


ไม่ว่าจะลงทุนตราสารหนี้ด้วยตนเองหรือผ่านกองทุน ผู้ลงทุนต้องตระหนักว่ามีทั้งความเสี่ยงด้านเครดิต อัตราดอกเบี้ย และสภาพคล่อง การถือเองแม้ลดผลกระทบหากถือจนครบกำหนด แต่เสี่ยงกระจุกตัว ขณะที่กองทุนกระจายความเสี่ยงได้ดีกว่าแต่ NAV ผันผวนตามตลาด ดังนั้นควรเลือกให้สอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลา และความสามารถในการรับความเสี่ยงของตนเองเป็นหลัก