จับตา TISA เครื่องยนต์ใหม่ ลุ้นชัดเจนไตรมาส 3/69 หวังดึงเงินลงทุนระยะยาวเข้าประเทศ ชูหุ้นปันผลสูง-ESG เด่น รับอานิสงส์
ธนาคารโลก (WORLD BANK) ส่งสัญญาณเตือนเศรษฐกิจโลกกำลังเติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่โควิด-19 โดยอยู่ที่ระดับเพียง 2.5% ขณะที่ประเทศไทยก็ถูกปรับลดประมาณการ GDP ปี 2569–2570 ลงเหลือ 1.7% และ 2.1% ตามลำดับ ท่ามกลางแรงกดดันจากความขัดแย้งระหว่างอิหร่าน-สหรัฐฯ ที่ยังไม่มีข้อสรุป
อย่างไรก็ดี ยังมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตา เมื่อสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) และกระทรวงการคลังเตรียมเดินหน้าโครงการ TISA เพื่อดึงเม็ดเงินระยะยาวกลับสู่ตลาดหุ้นไทย แล้วหุ้นกลุ่มใดจะได้รับอานิสงส์มากที่สุด?
นักวิเคราะห์จากบล.เอเซีย พลัส ระบุว่า WORLD BANK ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญภาวะเติบโตต่ำสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19 อยู่ที่ 2.5% โดยมีปัจจัยกดดันหลักจากปัญหาสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เช่นเดียวกับไทยที่ WORLD BANK ได้ปรับลด ประมาณการ GDP ปี 2569-2570 ลงมาอยู่ที่ระดับ 1.7% และ 2.1% ตามลำดับ จากประมาณเดิมเดือน ม.ค.69 อยู่ที่1.8% และ 2.5% ตามลำดับ ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มเศรษฐกิจที่เผชิญกับความท้าทายและมีความผันผวนสูง
ดังนั้น เพื่อเป็นการรับมือกับปัจจัยลบภายนอก FETCO ได้หารือร่วมกับ กระทรวงการคลัง และเห็นพ้องในการเดินหน้าจัดตั้งโครงการ "TISA" ซึ่งจะเป็นเครื่องมือส่งเสริมการออมและการลงทุนระยะยาวแบบถาวร โดยจะเปิดกว้างในหลายสินทรัพย์แต่เน้นหนักไปที่การลงทุนในประเทศไทย คาดว่าจะมีความชัดเจนภายในไตรมาสที่ 3/69 หากเกิดขึ้นจริงคาดว่าโครงการ TISA จะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการ ช่วยระดมทุนเพื่อขับเคลื่อนโครงสร้างพื้นฐานและอุตสาหกรรมใหม่ของรัฐบาล
สรุป ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจไทยที่เติบโตต่ำและมีความผันผวนสูงจากปัจจัยภายนอก กลยุทธ์การลงทุนเน้นหุ้นที่ คาดว่าจะได้รับ SENTIMENT เชิงบวกโดยตรงจากเม็ดเงินของโครงการ TISA คือ การเลือกลงทุนในกลุ่มหุ้นที่มี อัตราการจ่ายปันผลสูง (HIGH DIVIDEND YIELD) ควบคู่ไปกับการมี SET ESG RATING ระดับ AAA ได้แก่ หุ้น ขนาดใหญ่ในกลุ่มธพ. พลังงาน อสังหาฯ และค้าปลีก (SCB, KTB, KBANK, PTT, HMPRO, RATCH, LH)
