รู้จัก Infrastructure Bond ตราสารหนี้สร้างอนาคต ทางเลือกลงทุนที่เชื่อมผลตอบแทนกับการพัฒนาประเทศ
หากพูดถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า ทางด่วน โรงไฟฟ้า หรือระบบโทรคมนาคม สิ่งหนึ่งที่ทุกโครงการมีเหมือนกันคือ ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมหาศาล ขณะที่บางโครงการอาจต้องใช้เวลาหลายปีกว่าจะเริ่มสร้างรายได้กลับคืนมา ทำให้การพึ่งพางบประมาณภาครัฐหรือเงินกู้จากสถาบันการเงินเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอต่อความต้องการลงทุนในระยะยาว
ด้วยเหตุนี้ ตลาดทุนจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในการระดมเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ผ่านเครื่องมือทางการเงินที่หลากหลาย โดยหนึ่งในนั้นคือ Infrastructure Bond หรือหุ้นกู้โครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการสนับสนุนโครงการพัฒนาประเทศ พร้อมสร้างโอกาสรับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย
Infrastructure Bond คืออะไร?
Infrastructure Bond หรือหุ้นกู้โครงสร้างพื้นฐาน เป็นเครื่องมือระดมทุนในรูปแบบตราสารหนี้ที่เกี่ยวข้องกับสินทรัพย์หรือกระแสรายรับจากกิจการโครงสร้างพื้นฐาน โดยมีแนวคิดสำคัญคือ การนำกระแสรายรับที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคตมาแปลงเป็นหลักทรัพย์ เพื่อระดมเงินทุนจากนักลงทุนในปัจจุบัน
สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) อธิบายว่า Infrastructure Bond ใช้หลักการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ หรือ Securitization โดยเจ้าของสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานสามารถนำสิทธิในกระแสรายรับในอนาคต เช่น สัญญาเช่าหรือสัญญาสัมปทาน มาใช้รองรับการออกตราสารหนี้ผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ (Special Purpose Vehicle: SPV)
กล่าวให้เข้าใจง่ายขึ้น คือ แทนที่เจ้าของโครงการจะต้องรอรับรายได้จากการดำเนินกิจการในอนาคต ก็สามารถนำสิทธิในรายได้เหล่านั้นมาใช้ระดมเงินทุนผ่านตลาดทุน เพื่อนำเงินไปพัฒนาหรือขยายโครงการได้ก่อน
สำหรับนักลงทุน การซื้อ Infrastructure Bond จึงเป็นการลงทุนในตราสารหนี้ที่มีโครงสร้างเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐาน โดยมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในตราสาร
จุดเด่นของ Infrastructure Bond
ความน่าสนใจของ Infrastructure Bond ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงโอกาสรับผลตอบแทนจากดอกเบี้ย แต่ยังรวมถึงบทบาทในการเชื่อมโยงเงินทุนของนักลงทุนเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว โดยมีจุดเด่นสำคัญ ดังนี้
1.เปลี่ยนรายได้ในอนาคตให้เป็นเงินทุนในปัจจุบัน
โครงการโครงสร้างพื้นฐานมักใช้เงินลงทุนสูงและมีระยะเวลาคืนทุนยาวนาน การใช้กระบวนการ Securitization จึงช่วยให้เจ้าของสินทรัพย์สามารถนำกระแสรายรับในอนาคตมาใช้เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับพัฒนาหรือขยายโครงการ โดยไม่จำเป็นต้องรอให้รายได้จากการดำเนินกิจการทยอยเข้ามาจนครบตามจำนวนที่ต้องการลงทุน
2.เปิดโอกาสรับผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ย
Infrastructure Bond มีลักษณะเป็นตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนในรูปแบบดอกเบี้ยตามเงื่อนไขที่กำหนด แตกต่างจาก Infrastructure Fund หรือกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนในรูปแบบเงินปันผลและกำไรจากส่วนต่างราคา
ลักษณะดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับผู้ลงทุนที่ต้องการวางแผนกระแสเงินสดจากพอร์ตการลงทุน อย่างไรก็ตาม การได้รับดอกเบี้ยและเงินต้นยังขึ้นอยู่กับความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขของตราสาร
3.มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ ไม่ใช่เจ้าของกิจการ
อีกหนึ่งความแตกต่างสำคัญระหว่าง Infrastructure Bond กับ Infrastructure Fund คือสถานะของนักลงทุน โดยผู้ถือ Infrastructure Bond มีสถานะเป็นเจ้าหนี้ตามข้อกำหนดของตราสาร ขณะที่ผู้ถือหน่วยลงทุน Infrastructure Fund มีสิทธิในผลตอบแทนและสินทรัพย์ของกองทุนตามเงื่อนไขที่กำหนด
ในกรณีที่เกิดการผิดนัดชำระหนี้ ผู้ถือตราสารหนี้จะมีสิทธิเรียกร้องตามลำดับที่กำหนดไว้ในโครงสร้างการระดมทุน อย่างไรก็ตาม สิทธิดังกล่าวไม่ได้เป็นหลักประกันว่าจะได้รับเงินต้นคืนครบถ้วนในทุกกรณี
ข้อควรระวังก่อนลงทุน Infrastructure Bond
แม้ Infrastructure Bond จะเป็นเครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้หมายความว่าการลงทุนจะปราศจากความเสี่ยง โดยมีประเด็นที่นักลงทุนควรพิจารณา ดังนี้
1.ความเสี่ยงจากกระแสรายรับของสินทรัพย์
เนื่องจาก Infrastructure Bond ในโครงสร้าง Securitization อาศัยสินทรัพย์หรือสิทธิในกระแสรายรับในอนาคตมารองรับการระดมทุน หากรายรับจากสินทรัพย์ไม่เป็นไปตามที่คาดการณ์ อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ตามเงื่อนไขของตราสาร
2.ความเสี่ยงจากการดำเนินโครงการ
กิจการโครงสร้างพื้นฐานอาจเผชิญปัจจัยที่กระทบต่อการดำเนินงาน เช่น การก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนสูงกว่าประมาณการ หรือรายได้ต่ำกว่าที่คาดการณ์ โดยเฉพาะโครงการที่ยังอยู่ระหว่างการพัฒนาและยังไม่เริ่มสร้างรายได้
3.ความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้
แม้ผู้ถือ Infrastructure Bond จะมีสถานะเป็นเจ้าหนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยคืนครบถ้วนในทุกกรณี นักลงทุนจึงควรพิจารณาสินทรัพย์ที่รองรับการออกตราสาร ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และลำดับสิทธิเรียกร้องเมื่อเกิดการผิดนัดชำระหนี้
ท้ายที่สุด Infrastructure Bond สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดตราสารหนี้ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือสร้างผลตอบแทนให้กับนักลงทุน แต่ยังมีบทบาทในการเชื่อมโยงเงินทุนเข้าสู่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ผ่านการเปลี่ยนกระแสรายรับในอนาคตให้กลายเป็นเงินทุนสำหรับการลงทุนในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม ความสำคัญของโครงการไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันความปลอดภัยของตราสารหนี้ นักลงทุนจึงควรศึกษาข้อมูลสินทรัพย์ที่รองรับการออกตราสาร เงื่อนไขการชำระคืน และความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องให้รอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

