“เงินเฟ้อ”...ศัตรูร้ายของวัยเกษียณ

Wealth EZ: ในยุคนี้เชื่อว่าหลายคนคงรู้จัก “เงินเฟ้อ” จากประสบการณ์จริงผ่านสินค้าและการบริการที่แพงขึ้นอย่างชัดเจน เช่น ราคาอาหาร ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล ค่าขนส่งสาธารณะ ค่าเดินทาง ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ เป็นต้น แท้จริงแล้วเงินเฟ้อเกิดจากค่าจ้างแรงงานที่เพิ่มสูงขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบที่แพงขึ้น ทำให้สินค้าและบริการต่างๆ ต้องปรับขึ้นราคา พอสินค้าหรือบริการแพงขึ้น ก็ต้องมีการปรับค่าแรงให้สูงขึ้น เป็นผลต่อเนื่องซึ่งกันและกัน


“ดังนั้น ความหมายของเงินเฟ้อก็คือ ภาวะที่ระดับสินค้าและราคาของการบริการต่างๆ เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เงินจำนวนเท่าเดิมและในอนาคตนั้นมีอำนาจในการซื้อลดลง ยกตัวอย่างเช่น เมื่อ 20 ปีก่อน อาหารตามสั่งจานละ 25 บาท ปัจจุบันเป็น 40 บาท หากเรามีเงินอยู่ 40 บาท ในอดีตเราสามารถซื้อได้เกือบ 2 จาน ในขณะที่ปัจจุบันเราได้แค่ 1 จานเท่านั้น หรือค่ารถเมล์ร้อนเมื่อ 20 ปีก่อนเที่ยวละ 3.50 ปัจจุบันเที่ยวละ 10 บาท หากเรามีเงิน 10 บาท จากอดีตสามารถนั่งรถได้ประมาณ 3 เที่ยว แต่ปัจจุบันได้แค่เที่ยวเดียว เป็นต้น”





ประเภทของเงินเฟ้อ

มีการแบ่งประเภทของเงินเฟ้อกว้างๆ ออกเป็น “3 แบบ” แบบแรกคือ “เงินเฟ้อแบบอ่อนๆ” ปกติแล้วเงินเฟ้อนั้นจะถูกควบคุมโดยภาครัฐผ่านกระบวนการต่างๆ ให้อยู่ในกรอบไม่เกิน 4% ต่อปี เงินเฟ้ออ่อนๆ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ เนื่องจากการที่ราคาสินค้าแพงขึ้นมาบ้าง เจ้าของกิจการมีกำไรจากการประกอบกิจการมากขึ้น ทำให้เกิดการขยายงาน จ้างคนเพิ่มขึ้น คนจะมีงานทำ มีรายได้จากกอาชีพมากขึ้น มีเงินจับจ่ายใช้สอย ก่อให้เกินการหมุนเวียนของเงิน เศรษฐกิจขยายตัวเติบโตได้ เงินเฟ้ออย่างอ่อนแบบนี้ถือว่าเป็นประโยชน์


แบบที่สองคือ “” เป็นเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จะทำให้คนซื้อของได้น้อยลง เกิดการกักตุนสินค้า เงินเฟ้อพุ่งขึ้นไปอีกธุรกิจการค้าเกิดการหดตัวลงอย่างรวดเร็ว มีผลทำให้เกิดการพลังทลายการหมุนเวียนของเศรษฐกิจ


แบบที่สาม “เงินเฟ้อติดลบ” ซึ่งเรียกว่า “เงินฝืด” คือคนไม่ใช้จ่ายกัน เกิดจากเศรษฐกิจถดถอย ผู้บริโภคไม่มีกำลังซื้อสินค้าและบริการ หรือใช้จ่ายเฉพาะที่จำเป็น จนของที่ผลิตออกมาหรือบริการต่างๆ ไม่สามารถขายได้ ทำให้การจ้างงานน้อยลง ราคาสินค้าจะลดลง เจ้าของกิจการ ผู้ผลิต จะขาดทุน เศรษฐกิจชะลอตัว ดังนั้นเงินเฟ้อทั้งแบบที่สองและสามจึงไม่เป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ





ผลกระทบของเงินเฟ้อ

จะเห็นได้ว่า เนื่องด้วยกลไกของเศรษฐกิจ เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงภาวะเงินเฟ้อได้ ภาครัฐจะมีกลไกต่างๆ เพื่อคุมให้เงินเฟ้ออยู่ในระดับอ่อนๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจนั่นเอง แต่ไม่ว่าเงินเฟ้อนั้นจะเป็นระดับอ่อนๆ หรือระดับสูงนั้น ผลกระทบ ด้านลบ ของเงินเฟ้อนั้นจะส่งผลในอนาคตให้เราซื้อสินค้าได้น้อยลงด้วยปริมาณเงินที่มีอยู่เท่าเดิม


“แต่ผลกระทบใน ด้านบวก ของเงินเฟ้อมีอยู่บ้างสำหรับคนที่เป็นลูกหนี้ เช่น มีการผ่อนบ้าน ผ่อนรถยนต์ ลูกหนี้ได้ค่าแรงเพิ่มขึ้นจึงเสมือนลูกหนี้จะใช้หนี้น้อยลงเพราะจำนวนเงินที่เป็นหนี้ยังมีค่าเท่าเดิมแม้อยู่ในภาวะเงินเฟ้อ”



“เงินเฟ้อ” เข้ามาเกี่ยวข้องกับ
‘การเก็บเงินเกษียณ’ อย่างไร

“เงินเกษียณ” คือเงินเก็บที่เราวางแผนจะใช้ในอนาคต เงินเฟ้อก็คือเงินในอนาคตที่มีแนวโน้มสูงขึ้น สองอย่างนี้ล้วนกล่าวถึงอนาคต จึงมีความเกี่ยวข้องกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นการคำนวณเงินที่ต้องใช้ในยามเกษียณจึงต้องคำนวณอัตราเงินเฟ้อเข้าไปด้วย มาดูความแตกต่างว่าการมีและไม่มีเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้อง จะทำให้เราเก็บเงินเกษียณต่างกันอย่างไร





“จากตาราง 1 แถวบนที่แสดงภาวะไม่มีเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ แต่ที่นำมาใส่เพื่อจะให้รู้ว่าคนส่วนใหญ่มักจะเข้าใจเช่นนี้ คือคิดคร่าวๆ วางแผนออมเงินเกษียณแบบไม่มีเงินเฟ้อมาเกี่ยวข้อง เช่น หากปัจจุบันใช้จ่ายอยู่ที่ 20,000 ต่อเดือน ก็มักจะคิดว่าพอถึงเวลาเกษียณอายุก็จะใช้ที่ 20,000 ต่อเดือนเช่นกัน และนำไปคูณ 12 และคูณจำนวนปีที่คิดว่าจะใช้ชีวิตต่อ ทำให้เป้าหมายในการเก็บเงินจะได้น้อยกว่าความเป็นจริง ซึ่งหากเป็นแบบนี้ เอาเข้าจริงเมื่อใช้ชีวิตหลังเกษียณไปสักระยะหนึ่งจะเริ่มพบว่าข้าวของแพงขึ้นและเงินที่เก็บไว้ก็แทบไม่พอหรือจะหมดในไม่กี่ปี สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือต้องมีการลดมาตรฐานหรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ชีวิต หรือทำ reverse mortgage (สินเชื่อบ้านผู้สูงอายุ) เพื่อนำมาเงินมาใช้ต่อไป”


หากเราคำนวณโดยใช้อัตราเงินเฟ้อเข้ามาเกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับความเป็นจริง จะพบว่าจำนวนเงินที่จะต้องเก็บนั้นเพิ่มขึ้นไม่น้อยเลยทีเดียว จากตาราง 1 หากมีการคิดเงินเฟ้อที่ 3% จากที่ต้องเก็บเงินแค่ 6 ล้านบาท ต้องเพิ่มเป็นกว่า 10 ล้านบาท


“สรุปเรื่องสำคัญของ เงินเฟ้อ คือแม้จะเป็นการเฟ้อแบบเล็กน้อยก็ตาม แต่จำนวนเงินที่เราต้องหาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ชนะเงินเฟ้อได้ก็ไม่น้อยเลยทีเดียว”



วิธีที่สู้กับอัตราเงินเฟ้อสำหรับวางแผนเก็บเงินเพื่อเกษียณ

ผลกระทบจากเงินเฟ้อทำให้เงินที่เราต้องเก็บไว้ใช้ยามเกษียณมีจำนวนมากขึ้น วิธีที่เราจะเก็บเงินให้ถึงเป้าหมายนั้น พอจะแบ่งแนวความคิดได้เป็น 2 แนวทางคือ

  1. เก็บเงินทั้งหมดนั้นด้วยความสามารถของตัวเอง เพิ่มความสามารถในการเก็บเงินให้มากขึ้น ด้วยการประหยัดอดออมมากขึ้น หรือทำงานหารายได้เพิ่มขึ้นด้วยตัวเอง เพื่อให้มีเงินออมมากขึ้น

  2. นำเงินไปลงทุนที่ผลตอบได้เท่ากับเงินเฟ้อหรือมากกว่าเงินเฟ้อ เพื่อให้เงินทำงานผ่านการลงทุนในรูปแบบต่างๆ



“จากตาราง 2 จะเห็นว่า เหตุการณ์ที่ 1 สมมติว่าสินค้าและบริการทุกชนิดไม่มีเงินเฟ้อเกิดขึ้นเลย เรามีเป้าหมายเก็บเงินออมเพื่อเกษียณแค่ 6,000,000 บาทนั้น หากเราใช้เวลาในการเก็บเงิน 25 ปี เราแค่เก็บเงินเฉลี่ยเดือนละ 20,000 เท่าเดิมกับมูลค่าเงินในปัจจุบัน แต่ในความเป็นจริง สมมติฐานแบบเหตุการณ์ที่ 1 คงไม่มีทางเกิดขึ้นได้ เพราะภาวะเงินเฟ้อเกิดขึ้นตลอดเวลาเพียงแต่จะเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยหรือมากเท่านั้น”


เหตุการณ์ที่ 2 เมื่อเราให้เงินเฟ้อเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ปี เราจะได้เป้าหมายในการเก็บเงินเกษียณมาเป็น 10,050,000 บาทแทน หากเราเก็บเงินเองไปเรื่อยๆ หรือเก็บเงินในธนาคารที่มีผลตอบแทนน้อยมากๆ 0.25% เราต้องเพิ่มเงินในการเก็บเป็น 32,467 ต่อเดือน ซึ่งมากกว่าเกือบเท่าตัว


เหตุการณ์ที่ 3 4 และ 5 เงินเฟ้อยังคงเฉลี่ยอยู่ที่ 3% ปี เป้าหมายในการเก็บเงินเกษียณยังคงเป็น 10,050,000 บาท แต่หากเราเอาเงินที่ทยอยเก็บแต่ละเดือนไปลงทุนที่ได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 3% 5% หรือ 8% จะเห็นว่าเงินที่เราต้องทยอยเก็บลดลงจาก 32,467 เป็น 22,533  16,867 และ 10,567 บาทต่อเดือน ตามลำดับ


“หากดูที่การเลือกผลตอบแทนของสิ่งที่เราจะนำไปลงทุนเป็นหลักต่างๆ กัน จะเห็นงานว่ามีกลยุทธ์ที่ได้ผลตอบแทนจากการลงทุนเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อหลายแบบเลยทีเดียว การวางเงินในที่ที่ต่างกัน ก็ทำให้เราต้องหาเงินมาเติมด้วยจำนวนที่ต่างกันไปด้วย หากนำเงินไปลงทุนในที่ผลตอบแทนสูง การหาเงินเพื่อนำมาลงทุนก็จะน้อยกว่า เช่น เทียบเหตุการณ์ 2 กับ 5 เป็นต้น”


ดังนั้น วิธีที่จะชนะศัตรูของการเก็บเงินเกษียณ เราสามารถใช้อัตราผลตอบแทนที่จะทำให้เงินเติบโตหลากหลายอัตรามาใช้เป็นอาวุธเพื่อเอาชนะเงินเฟ้อ อาจจะใช้อาวุธชนิดเดียว หรือหลายชนิดผสมกันไป ก็ขึ้นอยู่กับเราพอใจที่จะใช้อาวุธชิ้นไหนให้เหมาะกับความเป็นตัวเรา ขอสรุปให้เห็นภาพง่ายๆ เปรียบเทียบกับประเภทของอาวุธ และประสิทธิภาพในการต่อสู้กับเงินเฟ้อตามตาราง 3 ดังนี้



 

  • มีดปอกผลไม้ เปรียบเทียบเหมือน เงินฝากออมทรัพย์ เงินฝากประจำ สลากออมสิน ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 0-1% ต่อปี ประสิทธิภาพทำลายศัตรูไม่มาก ดอกผลที่ได้จากสินทรัพย์ประเภทนี้พอจะช่วยลดปริมาณการเก็บเงินไปได้บ้าง เหมือนทำให้บาดเจ็บเบาๆ

  • มีดพก เทียบได้คงจะเป็นพวกกองทุนตราสารหนี้ พันธบัตร ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์ หรือประกันบำนาญ ที่ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1-2% ต่อปี แต่ยังไม่สามารถทำลายศัตรูได้ราบคาบแค่ทำให้ศัตรูได้รับบาดเจ็บมากขึ้นมาหน่อย เกือบจะชนะเงินเฟ้อได้แล้ว

  • มีดสปาต้า จะพอต่อกรกับเงินเฟ้อได้เป็นพวกกองทุนผสมระหว่างหุ้นกับตราสารหนี้ต่างๆ หรือหุ้นสหกรณ์ ที่มักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ที่ 2-4% ต่อปี

  • ปืนพก จำพวกกองทุนอสังหาริมทรัพย์ หรือโครงสร้างพื้นฐาน หรือหุ้นปันผล สามารถสู้กับเงินเฟ้อและชนะเงินเฟ้อได้ ผลตอบแทนเฉลี่ยอยู่ของสินทรัพย์ชนิดนี้ประมาณ 5% ต่อปี

  • ปืนกล หากเอามาต่อสู้กับเงินเฟ้อมีโอกาสสร้างชัยชนะสูงมาก เป็นพวกกองทุนรวมหุ้นประเภทต่างๆ ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยมากกว่า 6% ต่อปี แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่จะบาดเจ็บจากการที่ใช้อาวุธนี้ไม่เป็นด้วยเช่นกันหากไม่ได้ศึกษาวิธีใช้อาวุธให้ดี ดังนั้นต้องหมั่นหาความรู้ว่ากองทุนนั้นๆ เช่น เอาไปลงทุนอะไรบ้าง เอาไปลงทุนประเทศไหน แนวโน้มเศรษฐกิจเป็นอย่างไร ควรเลือกนโยบายกการลงทุนแบบไหน เป็นต้น



“เราไม่จำเป็นที่จะต้องมีอาวุธเพียงชนิดเดียวเพื่อจัดการกับเงินเฟ้อ อาจจะมีอาวุธหลายๆ แบบ เพื่อจัดการกับเงินเฟ้อนี้ เช่น อาจจะมีมีดพก ปืนพก ไว้ด้วยกัน เงินลงทุนอยู่ในตราสารหนี้บ้างเพื่อลดความผันผวน เพิ่มสภาพคล่องของพอร์ต กองทุนรวมหุ้น ก็จะเป็นตัวที่ทำให้เราชนะเงินเงินเฟ้อได้ ความหลากหลายของการใช้อาวุธที่มีทำให้เกิดการกระจายความเสี่ยงได้มากขึ้น”


ทั้งนี้สิ่งสำคัญเวลาเลือกใช้อาวุธชนิดใด เราต้องใช้อาวุธให้เป็น รู้จักลักษณะของอาวุธและประสิทธิภาพของมัน ก็คือ เราต้องศึกษาการทำงานของสินทรัพย์ที่เราเลือกที่จะลงทุนให้ถ่องแท้นั่นเอง ไม่เช่นนั้นเราอาจบาดเจ็บจากการใช้อาวุธไม่เป็นคือเกิดการลงทุนที่ผิดพลาด ก่อให้เกิดประโยชน์น้อยกว่าที่ควรจะเป็นในการลงทุนในสินทรัพย์นั้นๆ


แต่ขอให้รู้ว่าการเตรียมตัว “เก็บเงินเพื่อเกษียณ” นั้น ระหว่างทางมีศัตรูชื่อ “เงินเฟ้อ” คอยตามหลอกหลอน ฉุดเงินของเราให้ด้อยค่าตลอดเส้นทางนี้แน่นอน ส่วนจะใช้อาวุธชิ้นไหน และใช้คล่องเพียงใด ความยากง่ายที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับเราถนัดและเข้ากันได้กับอาวุธชนิดไหน และต้องเรียนรู้ฝึกฝนที่จะใช้อาวุธนั้นเพื่อปลายทางจะได้ชนะศัตรูตัวนี้แน่นอน


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

วราญาณ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา

นักวางแผนการเงิน CFP®

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 22 hours ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 18 hours ago
Stock of the Day
OKJ พุ่งกระฉูด 27% หลังเปิดตัว Grill & Ground โบรกฯ ยังแนะ “ซื้อ” แม้ลดราคาเป้า มองผลงานครึ่งหลังฟื้นรับกลยุทธ์ 3 ด้าน
Updated 1 day ago
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
Updated 1 day ago
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
Updated 1 day ago
Follow Us