“Asset Allocation”...ง่ายนิดเดียว !!!

Wealth EZ: บทความนี้ จะนำเสนอไอเดีย “การจัดสรรสินทรัพย์การลงทุน” หรือ Asset Allocation แบบง่าย และได้ผลตอบแทนที่ดี ให้กับ ท่านนักลงทุนไว้เป็นทางเลือกครับ


Asset Allocation หรือ การจัดสรรสินทรัพย์การลงทุน คือ การที่นักลงทุนวางแผนกระจายเงินลงทุนไปยังสินทรัพย์ทางการเงิน ในหลายประเภท แต่ละประเภทจะต้องมีทิศทางการขึ้นลงของราคา หรือผลตอบแทนที่ไม่ไปในทิศทางเดียวกัน ตลอดระยะเวลาการลงทุน เช่น ช่วงเศรษฐกิจซบเซา สินทรัพย์ประเภทหนึ่งราคาปรับตัวลดลง แต่อีกประเภทหนึ่งจะต้องปรับตัวขึ้น เป็นต้น  


“การจัดสรรสินทรัพย์การลงทุน มีหลายรูปแบบ ตั้งแต่แบบพื้นฐานที่มีสินทรัพย์ แค่ 2 ประเภท เช่น กลุ่มหุ้น กับ กลุ่มตราสารหนี้  ไปจนถึงแบบที่มีสินทรัพย์หลายๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มหุ้น, ตราสารหนี้, ทองคำ, อสังหาริมทรัพย์, น้ำมัน เป็นต้น”


“ข้อดี” ของการจัดสรรสินทรัพย์การลงทุน คือ  ช่วยลดและจำกัดความเสี่ยงของพอร์ตลงทุน ทั้งในเรื่องของความผันผวน และการไม่ลงทุนแบบกระจุกตัว และทำให้การลงทุนในระยะยาวมีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่ดี และมีประสิทธิภาพกว่าการที่ไม่ได้จัดสินทรัพย์ในการลงทุน ซึ่งจะต้องทำร่วมกับ “การปรับสมดุลของพอร์ต (Rebalance Port)เป็นประจำอีกด้วย


“สิ่งที่นักลงทุน มักจะมีคำถามคล้ายๆ กัน เกี่ยวกับการจัดสรรสินทรัพย์ในการลงทุน คือ เราจะเลือกสินทรัพย์ประเภทไหนเข้ามารวมอยู่ในพอร์ตบ้าง เราควรจะจัดสัดส่วนการลงทุนของแต่ละสินทรัพย์อย่างไร เพื่อให้เหมาะกับความเสี่ยงที่นักลงทุนรับได้ และได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง และควรจะต้องปรับสมดุลของพอร์ตการลงทุนเมื่อไหร่ อย่างไร ?


อ่านมาถึงตรงนี้ จะเห็นว่า เรื่อง “การจัดสรรสินทรัพย์” การลงทุนนั้น มีรายละเอียดค่อนข้างมาก ไม่ใช่เพียงอยากจะลงทุนในสินทรัพย์อะไรที่เราชอบ ก็ลงทุนได้เลย โดยการจัดสรรสินทรัพย์การลงทุนที่มีประสิทธิภาพนั้น ต้องดูทั้งเรื่องของความเสี่ยงที่เรารับได้ และต้องสอดคล้องกับผลตอบแทนคาดหวังที่นักลงทุนต้องการ สินทรัพย์ที่ลงทุนในแต่ละประเภทต้องมีผลตอบแทนที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันเหมือนกัน ต้องติดตามเพื่อทำการปรับสมดุลของพอร์ต และติดตามตัวสินทรัพย์ที่เราลงทุนอยู่ ว่าเหมาะสมกับสถานการณ์หรือไม่


“การจัดสินทรัพย์การลงทุน นั้นดูเหมือนเป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อน หลายขั้นตอน แต่ในปัจจุบัน สำหรับนักลงทุนที่ต้องการ จัดสรรสินทรัพย์การลงทุน หรือทำ ‘Asset Allocation’ แต่ไม่ค่อยมีเวลาที่จะมาลงรายละเอียดว่าจะลงทุนสินทรัพย์ตัวไหนดี ด้วยสัดส่วนเท่าไหร่ ไม่ต้องมาทำการปรับสมดุลของสัดส่วนการลงทุนในพอร์ต (Rebalance) เอง หรือยังมีเงินลงทุนตั้งต้น ไม่มากนัก ผมมีแนวทางมานำเสนอเพื่อเป็นทางเลือกแบบง่ายๆ แต่มีประสิทธิภาพ ซึ่งทางเลือกที่ว่านั้นก็คือ การลงทุนใน กองทุนรวมผสม นั่นเอง”





“กองทุนรวมผสม (
Allocation Fund)” คือ กองทุนรวมที่มีนโยบายการลงทุนได้ทั้งใน ตราสารทุน, ตราสารหนี้ หรือ ตราสารอื่นๆ  สัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ ขึ้นอยู่กับนโยบายของกองทุนนั้นๆ และในกองทุนรวมผสมก็จะมีการปรับสมดุลของการลงทุนให้นักลงทุนด้วย เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของกองทุน ทำให้นักลงทุนไม่ต้องมาทำการ “ปรับสมดุล” หรือ “Rebalance” พอร์ตเอง และ ไม่ต้องมาคิดว่าช่วงเวลาไหน ควรลงทุนอะไร เพื่อให้การจัดสินทรัพย์เหมาะสมกับสถานการณ์ของเศรษฐกิจ และยังเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินลงทุนตั้งต้นไม่สูงมาก แต่ต้องการกระจายสินทรัพย์การลงทุนให้หลากหลาย


กองทุนรวมผสมหลักๆ จะมีอยู่ 2 แบบ ตามที่ทางตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจัดประเภทไว้ คือ

  1. กองทุนรวมผสมแบบสมดุล (Balanced Fund) คือ กองทุนรวมที่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ได้ทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นเงินฝาก ตราสารหนี้ ตราสารทุน หรือ ตราสารอื่นๆ แต่จะต้องมีสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุนในขณะใดขณะหนึ่งไม่น้อยกว่า 35% และไม่เกินกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวมนั้น

  2. กองทุนรวมผสมแบบยืดหยุ่น (Flexible Portfolio Fund) คือ กองทุนรวมที่สามารถลงทุนในหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินประเภทต่างๆ ได้ทุกประเภทเช่นเดียวกับกองทุนรวมผสม แต่ไม่มีข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการลงทุนในตราสารทุน ดังนั้น การจัดสรรเงินลงทุนในแต่ละสินทรัพย์ จึงขึ้นอยู่กับการตัดสินใจลงทุนของผู้จัดการกองทุนตามสภาวะตลาดในขณะนั้นๆ



การลงทุนใน “กองทุนรวมผสม” จะทำให้นักลงทุนที่ต้องการจัดสินทรัพย์การลงทุนได้ประโยชน์ ดังนี้

  • มีการจัดสัดส่วนการลงทุนในกองทุนผสมให้เรียบร้อยแล้ว ตามนโยบายการลงทุนของกองทุนนั้นๆ ซึ่งนักลงทุนจะไม่สามารถกำหนดสัดส่วนการลงทุนในแต่ละสินทรัพย์เองได้

  • มีการปรับสมดุลพอร์ต (Rebalancing) เพื่อรักษาสัดส่วนการลงทุนให้นักลงทุนโดยอัตโนมัติ ซึ่งการปรับสมดุลพอร์ต ก็เปรียบเสมือนการขายสินทรัพย์ ที่ผลตอบแทนเป็นบวกอยู่ เพื่อทำกำไร หรือ ซื้อสินทรัพย์ที่ราคาถูก ตามสถานการณ์ของตลาด

  • บางกองทุน มีนโยบายการลงทุนที่ยืดหยุ่น โดยสามารถเพิ่มความเสี่ยง โดยเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้น หรือ ลดความเสี่ยงลง เพื่อสร้างผลตอบแทนในระยะสั้น ตามสภาวะตลาดในช่วงเวลานั้นๆ

  • การติดตามผลดำเนินงานของกองทุนทำได้ง่าย เช่น อาจจะติดตามกองทุนผสม A แค่กองเดียวก็เห็นภาพรวมของพอร์ต ในขณะที่ การจัดสินทรัพย์การลงทุนแบบแยกกองทุนแต่ละประเภท จะทำให้ต้องติดตามหลายกองทุน



สำหรับการเลือก “กองทุนผสม” นั้น ทาง Morningstar  ได้จัดกลุ่ม ของกองทุนผสม ออกเป็น 4 กลุ่ม ดังนี้

  1. Aggressive Allocation ลงทุนในตราสารทุน อย่างน้อย 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

  2. Moderate Allocation ลงทุนในตราสารทุนมากกว่า 35% แต่ไม่เกิน 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

  3. Conservative Allocation ลงทุนในตราสารทุน ไม่เกิน 35% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม

  4. Global Allocation ลงทุนในตราสารทุนไม่เกิน 65% และลงทุนในต่างประเทศ อย่างน้อย 75% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม



“นักลงทุนสามารถค้นหาข้อมูลของ กองทุนผสม ที่น่าสนใจ พร้อมผลดำเนินในอดีตได้ที่  www.morningstarthailand.com  หมวดกองทุน ท่านสามารถเลือกดูได้ตามกลุ่มของกองทุนผสมที่ท่านสนใจลงทุนได้เลย ขอกระซิบบอกว่า ผลดำเนินงานของกองทุนผสม นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่น่าสนใจ ระดับนึงเลยทีเดียว”


สุดท้าย “การลงทุนมีความเสี่ยง ผลตอบแทนในอดีต ไม่ได้การันตีถึงผลตอบแทนในอนาคต” ขอให้ทุกท่าน ลงทุนอย่างมีสติ และ บรรลุเป้าหมายการลงทุน อย่างที่ตั้งใจทุกท่านครับ


ติดตามความรู้และข่าวสารสมาคมนักวางแผนการเงินไทย ได้ที่ LINE@cfpthailand, สมาคมนักวางแผนการเงินไทย Facebook Fanpage และ www.tfpa.or.th

วีระชัย แสงวัชร

ที่ปรึกษาการเงิน AFPT