ทองคำดิ่งหนัก ต่ำสุดในรอบ 2 ปี กูรูมองเทรนด์ราคายังเป็นช่วงขาลง แนะ “ขายทำกำไร” รอสัญญาณฟื้น
วานนี้ราคาทองคำปิดดิ่งลง หลังตลาดคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ(เฟด) จะเดินหน้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างแข็งกร้าวเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ส่งผลให้นักลงทุนเกิดความกังวลและเทขายทองคำอย่างหนัก จนราคาร่วงลงหลุดบริเวณ 1,681-1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดของปี 2564 และระดับต่ำสุดเดิมของปี 2565 จนกระตุ้นแรงขายทางเทคนิคเพิ่มเติม นักลงทุนควรทำอย่างไร ทองคำยังสามารถลงทุนต่อได้หรือไม่ Wealthy Thai มีมุมมองที่น่าสนใจจากนักวิเคราะห์มาฝาก
คุณวรุต รุ่งขำ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์ บจ.วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส หรือ YLG ให้ความเห็นในรายการ TNN Wealth Live ว่า ตลาดคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐฯ ยาวไปจนถึงสิ้นปี โดยคาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายสหรัฐฯ สิ้นปีนี้อาจพุ่งขึ้นแตะ 4.25-4.50% นั่นหมายความว่า การประชุมของเฟดในเดือนก.ย. นี้ มีโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในระดับ 0.75-1.00% ขณะที่เดือนพ.ย. และ เดือธ.ค. 65 มีโอกาสปรับขึ้นในระดับ 0.50-0.75% ซึ่งทำให้ตลาดทองคำรับไม่ไหว นักลงทุนจึงตัดสินใจที่จะลดการถือครองทองคำลงก่อนที่จะทราบผลการประชุมเฟดในสัปดาห์หน้า
แม้กระแสดังกล่าวจะสะท้อนถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี และดัชนีดอลลาร์แข็ง ยังไม่ได้พุ่งทะยานหรือทำระดับสูงสุดใหม่ โดยราคาทองคำเกิดที่เกิดแรงขายในลักษณะของการแพนิคหรือหลุดระดับต่ำสุดในรอบ 2 ปี ทำให้ในเชิงเทคนิคราคาทองคำเป็นลบ
อย่างไรก็ตาม แม้ราคาทองคำจะอ่อนตัวลงมาชนกรอบของราคาทิศทางขาลง แต่หลายครั้งที่ราคาปรับลงมาชนกรอบดังกล่าวแล้วมักจะเกิดการรีบาวน์กลับในช่วงสั้น หากนักลงทุนถือครองทองคำหรือเสี่ยงซื้อเอาไว้ที่ระดับต่ำสุดของปีที่ 1,681 -1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนวรับดังกล่าวจะกลายเป็นแนวต้าน
ดังนั้นหากทองรีบาวน์หรือฟื้นตัวขึ้น แนะนำให้แบ่งขายหรือขายทำกำไรออกมาก่อน ทั้งนี้ หากระดับดังกล่าวราคาทองยังไม่สามารถดีดตัวกลับหรือผ่านไปได้ แนวโน้มราคาทองคำอาจมีลักษณะของการซึมตัวลงหรืออ่อนตัวลงได้อีกครั้ง ในทางกลับกันหากราคาทองคำสามารถผ่านกรอบแนวรับหรือยืนอยู่ที่ระดับดังกล่าวได้ จะมีแนวต้านถัดไปที่ระดับ 1,692 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และ 1,719-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ดังนั้นการที่ราคาทองคำมีแนวโน้มในเชิงลบที่ชัดเจนมากขึ้นจะทำให้มีแรงขายสลับกลับลงมามากขึ้น อาจต้องไปลุ้นปัจจัยพื้นฐานในสัปดาห์หน้า ซึ่งหากมีเซอร์ไพรส์เฟดไม่ได้ขึ้นดอกเบี้ยในระดับ 0.75% แต่ขึ้นในระดับ 0.50% ราคาทองคำมีโอกาสหักสัญญาณทางด้านเทคนิค และดีดตัวกลับพ้นแนวต้าน 1,719-1,720 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ แต่ประเมินโอกาสที่จะเกิดน้อยมาก
นักลงทุนต้องอาศัยการปรับพอร์ต แม้ว่าเทรนด์ของทองคำจะเป็นลบ แต่ว่าจังหวะที่ราคาอ่อนตัวหรือย่อตัวลงมาชนกรอบหรือแนวรับด้านล่าง ก็มีจังหวะให้ซื้อขายทำกำไรหรือเล่นรอบได้บนเทรนด์ที่เป็นขาลง จึงต้องปรับกลยุทธ์ด้วยการลงทุนระยะสั้นจากการแกว่งตัวในทิศทางซึมตัวลง สำหรับคนที่อยากเก็บสะสมหรือต้องการทยอยซื้อทองคำ อาจต้องชะลอการสะสมไปก่อน เพราะหากราคาทองคำไม่สามารถฟื้นตัวกลับได้จนหักมุมมองในการขาย ราคาก็มีโอกาสอ่อนตัวลงในระยะถัดไป
สำหรับประเด็นที่ต้องติดตาม คือ การประชุมของธนาคารกลางต่างๆ ในสัปดาห์หน้าถึง 4 ธนาคาร โดยคาดการณ์ว่าธนาคารกลางจีน มีโอกาสจะตรึงอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี หรือ LPR 1 ปี กับ 5 ปีไว้เท่าเดิม ซึ่งเรามองว่าการประชุมของธนาคารกลางจีนน่าจะเป็นปัจจัยบวกกับสกุลเงินหยวน เนื่องจากจีนมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งสวนทางกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟด ดังนั้นถ้าจีนมีการประกาศคุมเข้มนโยบายการเงิน จะส่งผลให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น ทำให้ดอลลาร์อ่อนค่าลง ช่วยหนุนให้ราคาทองคำรีบาวน์หรือฟื้นตัวได้
ขณะที่การประชุมเฟดต้องรอลุ้นว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับขึ้นจะอยู่ในระดับเท่าไหร่ และจะส่งสัญญาณปรับขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตเท่าไหร่ นอกจากนี้ วันที่ 22 ก.ย. 65 จะมีการประชุมของธนาคารกลางญี่ปุ่น ซึ่งจะมีการตรวจสอบการอ่อนค่าของเงินเยนว่าเกิดจากสาเหตุอะไร และอาจมีการประกาศแทรกแซงเงินเยนที่อ่อนค่า ทำให้เงินเยนอาจกลับมาแข็งค่า กดดันให้ดอลลาร์อ่อนค่าลงเช้นเดียวกัน ซึ่งเป็นบวกต่อราคาทองคำ และการประชุมของธนาคารกลางอังกฤษ ซึ่งอาจมีการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในระดับ 0.50% ซึ่งหากปรับขึ้นจริงจะเป็นการปรับขึ้นในรอบที่ 2 ติดต่อกัน และทำให้สกุลเงินปอนด์ของอังกฤษกลับมาแข็งค่า
อย่างไรก็ตาม เรามองว่านอกจากการประชุมของเฟดที่เป็นปัจจัยกดดันแล้ว การประชุมของธนาคารกลางต่างๆ อาจเป็นปัจจัยที่เข้ามาประคับประคองทองคำได้บางส่วน แต่หากเทียบน้ำหนักแล้ว เรายังให้น้ำหนักกับเฟดเป็นธนาคารกลางหลักอยู่
ส่วนกลยุทธ์การลงทุน ระยะสั้นหากราคาทองคำปรับฐานต่ออาจเป็นการปรับลงในลักษณะที่จำกัดแล้ว ประเมินแนวรับที่ระดับ 1,660 -1,653 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เป็นจุดที่ทองน่าจะรีบาวน์หรือฟื้นตัวกลับได้ในช่วงสั้น หากไม่หลุดระดับดังกล่าวมีโอกาสที่ราคาทองจะดีดตัวกลับ แต่หากการดีดตัวกลับไม่พ้นระดับ 1,681-1,676 ดอลลาร์ต่อออนซ์ แนะนำให้ทยอยแบ่งขายทำกำไร อย่างไรก็ตาม การรีบาวน์อาจเป็นไปในลักษณะจำกัด เพราะนักลงทุนน่าจะรอความชัดเจนของการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดก่อน เพื่อใช้เป็นปัจจัยในการคาดการณ์ราคาทองคำในระยะถัดไป
