Official Update :

แม่ทองสุกฟันธง ! ราคาทองปี 67 เตรียมทำระดับนิวไฮต่อเนื่อง ชี้มีโอกาสได้เห็น 40,000 บาท

ทองคำเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ถูกคาดการณ์ว่าจะโดดเด่นและน่าลงทุนในปี 2567 จากปัจจัยบวกมากมาย ทั้งการผ่อนคลายนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ แนวโน้มเศรษฐกิจที่อ่อนตัว ซึ่งทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า ช่วยหนุนราคาทองคำให้เป็นขาขึ้นชัดเจน และมีโอกาสทำนิวไฮใหม่ในปีหน้า


โดยรายละเอียดของราคาทองคำในปี 2567 จะเป็นอย่างไร น่าสนใจลงทุนแค่ไหน และกลยุทธ์การลงทุนควรทำอย่างไร Wealthy Thai ได้ต่อสายตรงไปยัง แม่ทองสุกหนึ่งในผู้ค้าทองรายใหญ่ของไทยเพื่อหาคำตอบให้แล้ว


นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัญยศิริ ประธานกรรมการกลุ่มบริษัท MTS Gold แม่ทองสุก เปิดเผยว่า ในปี 2567 น่าจะเป็นปีทองสำหรับทองคำเมื่อเทียบกับปี 2566 ที่กำลังจะหมดไป


เพราะปีนี้ราคาทองคำถูกกดจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จากระดับ 4.25% มาที่ 5.5% หรือปรับขึ้นประมาณ 1% ซึ่งตรงนี้เป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ปีหน้าเฟดมีนโยบายที่จะเริ่มลดอัตราดอกเบี้ย โดยคาดว่าจะลดประมาณ 3 ครั้งหรือมากกว่านั้น เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งนับเป็นประเด็นบวกต่อทองคำค่อนข้างมาก


ประเด็นรองลงมาเกี่ยวกับตัวเลขการเงินต่างๆ ที่เมื่ออัตราดอกเบี้ยลดลง ผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (บอนด์ยีลด์) จะปรับลงตาม ทำให้ทองคำกลายเป็นสินทรัพย์ที่โดดเด่น โดยทั้งสองประเด็นดังกล่าวข้างต้นจะนำไปสู่การอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ ซึ่งเราจะทราบกันว่าเมื่อค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า ราคาทองคำจะดีดขึ้น


นอกจากนี้ในปี 67 จะมีการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ทำให้ต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อให้ดัชนีดาวโจนส์เป็นบวก ไม่อย่างนั้นการเลือกตั้งประธานาธิบดีอาจลำบาก


รวมไปถึงการที่บอนด์ยีลด์สหรัฐระยะกลางจะครบกำหนดจำนวนมาก หมายความว่าโอกาสที่จะเกิดภาวะเงินตึงตัว หรือโอกาสที่จะเกิดภาวะที่สหรัฐฯ ดิ้นรนในการหาเงินเพื่ออุดงบดุลที่ติดลบค่อนข้างสูง ดังนั้นจากปัจจัยที่กล่าวมาจะเป็นประเด็นที่เกื้อหนุนราคาทองคำในปี 2567 ทำให้ราคาทองคำเป็นเทรนด์ขาขึ้นชัดเจน


ลุ้นราคาทองคำทำนิวไฮใหม่

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน มองราคาทองคำโลกในปี 2567 มีโอกาสปรับขึ้นทะลุนิวไฮเดิมในปีนี้ เพราะปี 2566 ในภาวะที่เป็นมีปัจจัยลบกดดันราคาทองคำอย่างมาก แต่ราคาทองคำในตลาดโลกยังสามารถปรับตัวขึ้นมาได้ 11% ดังนั้นในปีหน้าซึ่งมีปัจจัยบวกจำนวนมาก จึงมองว่ามีโอกาสที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นได้ไม่ต่ำกว่า 11% หรือคิดเป็นจำนวนราว 220 ดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้ราคาทองคำขึ้นไปแตะระดับประมาณ 2,300 ดอลลาร์สหรัฐ


ทั้งนี้ มองปัจจุบันเป็นช่วงต้นของราคาทองคำที่ดีดกลับขึ้นมา ประเมินราคาทองคำในตลาดโลกบริเวณ 2,050-2,060 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นบริเวณที่สามารถเก็บสะสมได้


ส่วนราคาทองคำไทย มองราคาทองคำไทยในปี 2567 มีโอกาสจะปรับขึ้นไม่ต่ำกว่า 13% เช่นกัน หรือประมาณ 5,000 บาทต่อบาททองคำ ทำให้มีโอกาสที่จะเห็นราคาทองคำไทยแตะที่ระดับ 38,000-40,000 บาทต่อบาททองคำ ทำนิวไฮใหม่ จากปีนี้ที่ปรับขึ้นไปแล้ว 13% แม้มีปัจจัยกดดันต่อเนื่อง โดยประเมินบริเวณ 33,500-33,700 บาทต่อบาททองคำ น่าจะเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสม และมองบริเวณ 34,000 – 34,500 บาทต่อบาททองคำ เป็นเป้าหมายในการขายทำกำไร


อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ต้องติดตาม หากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐกลับมาสูงขึ้น ส่งผลให้เฟดกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอีกครั้ง รวมถึงภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐปรับตัวดีขึ้น ไม่แย่เหมือนที่หลายคนคาดหวัง ก็อาจทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า นับเป็นกดดันต่อราคาทองคำ ซึ่งทั้งสองประเด็นเป็นเรื่องที่นักลงทุนจะต้องติดตามต่อเนื่องอย่างใกล้ชิด


ด้านนักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ระบุว่า ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ Outperform ในปี 2567 จากการศึกษาของเราย้อนกลับไปยัง Cycle การลดดอกเบี้ยของเฟด 3 รอบหลังสุดตั้งแต่ปี 2543 พบว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ปรับตัวโดดเด่นมากที่สุด โดยในช่วงแรกมีการปรับตัวสูงขึ้นผกผันไปกับค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ที่มีทิศทางอ่อนค่า


ส่วนในช่วงถัดไปหลังจากนั้น ยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้อีก แม้เงินดอลลาร์สหรัฐ จะเริ่มแข็งค่าขึ้น เนื่องจากช่วงเวลาด้งกล่าวมักจะมีเหตุการณ์วิกฤติบางอย่างเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติ Dot-com bubbleใน ปี 2544 วิกฤติ Lehman ในปี 2551 และวิกฤติ Covid ในปี 2563 ซึ่งกลายมาเป็นปัจจัยที่ทำให้มีเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยและทองคำก็ถือเป็นหนึ่งในสินทรัพย์นั้นด้วย โดยหาจังหวะเข้าซื้อในช่วงไตรมาสแรกของปี 22567 ที่เฟดจะยังไม่มีการปรับลดดอกเบี้ยใดๆ เกิดขึ้น