“หุ้นกู้มีปัญหา” ปี25 มูลค่า 6.8 หมื่นลบ. แค่ 1.51% ของหุ้นกู้ทั้งระบบ... ปี26 มี “หุ้นกู้ระยะยาว” ครบกำหนด 8.8 แสนลบ. เป็น “High Yield” เพียง 10% !!!

Wealthy Way: รู้หรือไม่?...“หุ้นกู้มีปัญหา” เริ่มถูกจับตามาตั้งแต่ปี2023 จากกรณีของ STARK” เป็นปฐมบทเพราะเป็นการ “ผิดนัดชำระหนี้” (Default) ของหุ้นก็ระดับลงทุนได้ (Investment Grade) มีเรทติ้ง BBB+


สั่นสะเทือนวงการตลาดเงินตลาดทุนไปทั้งระบบ หลังจากนั้นก็มีมาต่อเนื่อง


จากปี23 ที่มี “หุ้นกู้มีปัญหา” 3.9 หมื่นล้านบาท ไม่ถึง 1% ของหุ้นกู้ทั้งระบบ จวบจนสิ้นปี25 ขยับขึ้นมาเป็น 6.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.51% ของหุ้นกู้ทั้งระบบที่มีอยู่ 4.51 ล้านล้านบาท


ถ้าดูสัดส่วนก็ถือ “น้อยมาก”...แต่ถ้ามองอีกมุมก็ “เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”


และใน “ปีม้าไฟ” นี้ก็ยังมีแววว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นเพิ่มเติมได้อีก ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร


สิ่งที่เกิดขึ้นใน “ตลาดตราสารหนี้” นั้น อาจ “ไม่ใช่วิกฤติ” แต่เป็น “ภาวะปกติใหม่” (New Normal) ในตลาดตราสารหนี้ไทยเท่านั้นเอง


ภาพรวม “หุ้นกู้มีปัญหา” ในปี25 เป็นยังไงบ้างนั้น ทีมงาน ‘Wealthy Thai’ สรุปเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย


“หุ้นกู้มีปัญหา” ปี25 มูลค่า 6.8 หมื่นล้านบาท...แค่ 1.51
% ของหุ้นกู้ทั้งระบบ “ไม่ใช่วิกฤติ” แต่เป็น “New Normal”

ถ้ามอง “หุ้นกู้” สิ้นปี25 นั้น มีมูลค่าคงค้าง 4.51 ล้านล้านบาท เป็น “หุ้นกู้ระยะยาว” 95% และ “หุ้นกู้ระยะสั้น” 5%


หากโฟกัสในส่วนของ “หุ้นกู้ระยะยาว” เองนั้น ต้องบอกว่าส่วนใหญ่ 94% เป็นกลุ่ม Investment Grade” (IG) โดยกลุ่มที่มีเรทติ้ง A มีมูลค่าคงค้างสูงสุดกว่า 2.02 ล้านล้านบาท ในขณะที่เป็นกลุ่ม “High Yield” (ต่ำกว่า BBB, Non-Rated) มีมูลค่าประมาณ 2.6 แสนล้านบาท คิดเป็น 6% เท่านั้น


รู้หรือไม่?...“หุ้นกู้มีปัญหา” ปี25 มูลค่ารวม 68,123 ล้านบาทนั้น คิดเป็น 1.51% ของมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ทั้งระบบเท่านั้น


“หุ้นกู้มีปัญหาไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นเรื่องปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะในกลุ่มของหุ้นกู้ High Yield ในปีที่ผ่านมาจะพบว่าปัญหาหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default) ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น ในสหรัฐ หรือในจีนก็เกิดขึ้นเช่นกัน เป็นพัฒนาการปกติของตลาดตราสารหนี้ ซึ่งหากมองในภาพรวมพบว่า หุ้นกู้มีปัญหามีมูลค่ารวม 68,123 ล้านบาท แค่ 1.51% ของมูลค่าคงค้างหุ้นกู้ในระบบ แสดงว่า ตลาดตราสารหนี้ไทย ส่วนใหญ่ยังโอเค ไม่ใช่วิกฤติ แต่เป็น ‘New Normal’ เท่านั้น ตัวเลขนี้ยังต่ำกว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้’ (NPL) ในระบบแบงก์ค่อนข้างมาก ทั้งที่ ตลาดตราสารหนี้ และ สินเชื่อแบงก์ มีขนาดต่อ GDP ใกล้เคียงกัน คือ 96% และ 97% ตามลำดับ”



“หุ้นกู้ผิดนัดชำระ” (
Default) ปี25 รวม 8,319 ล้านบาท จากผู้ออก 8 ราย

  1. CV (NR, SET) 3 รุ่น (452 ลบ., 300.3 ลบ., 131.4 ลบ.)

  2. WTX (NR, NL) 1 รุ่น 408 ลบ.

  3. CHO (NR, mai) 4 รุ่น 745 ลบ.

  4. GRAND (BB, SET) 2 รุ่น (300 ลบ., 202 ลบ.)

  5. PRIME (BB, NL) 2 รุ่น (1,079 ลบ., 970 ลบ.)

  6. SQ (SET, BB) 4 รุ่น 1,097 ลบ.

  7. TTCL (B+, SET) 5 รุ่น (390 ลบ., และ 4 รุ่น 2,155 ลบ.)

  8. AQUA (B+, SET) 1 รุ่น 90.2 ลบ.


“หุ้นกู้ที่เลื่อนกำหนดชำระ” (
Delay) ปี25 รวม 59,804 ล้านบาท จากผู้ออก 21 ราย

  1. RICHY* (NR, SET) 6 รุ่น 1,534 ลบ.

  2. CGD (NR, SET) 1 รุ่น 798 ลบ.

  3. JCK (NR, SET) 1 รุ่น 928 ลบ.

  4. PRIME* (BBB-/BB, SET) 4 รุ่น 2,050 ลบ. และ 2 รุ่น 1,079 ลบ.

  5. NRF* (NR, SET) 1 รุ่น 1,300 ลบ.

  6. EP* (BBB/B, SET) 1 รุ่น 1,030 ลบ. และ 1 รุ่น 1,139 ลบ.

  7. TPOLY* (BBB/BB, SET) 1 รุ่น 360 ลบ.

  8. ECF (BB+/B-, mai) 1 รุ่น 389 ลบ.

          ECF (NR, mai) 6 รุ่น 597 ลบ.

  1. GRAND* (BB, SET) 1 รุ่น 881.4 ลบ., 7 รุ่น 2,361 ลบ. และ 3 รุ่น 996 ลบ.

  2. PF* (BB-, SET) 3 รุ่น 2,729 ลบ. และ 15 รุ่น 4,950 ลบ.

  3. B* (NR, SET) 1 รุ่น 92 ลบ.

  4. JTS* (NR, SET) 1 รุ่น 421.9 ลบ.

  5. EA* (BB+, SET) 2 รุ่น 2,400 ลบ., 9 รุ่น 16,266 ลบ. และ 1 รุ่น 3,000 ลบ.

  6. SQ* (BB, SET) 6 รุ่น (550 ลบ. และ 5 รุ่น 1,213 ลบ.)

  7. CMC* (NR, SET) 1 รุ่น 416 ลบ.

  8. WTX (NR, NL) 1 รุ่น 408 ลบ.

  9. CHAYO (BB, SET) 5 รุ่น 3,933 ลบ.

  10. MJD (BB-, SET) 7 รุ่น 3,933 ลบ.

  11. NAKON (NR, NL) 2 รุ่น 387 ลบ.

  12. AQUA* (B+, SET) 2 รุ่น 647 ลบ.

  13. TPCH* (BB-, mai) 1 รุ่น 1,000 ลบ.


(* ผู้ออก 14 ราย เพิ่งเคยเลื่อนกำหนดชำระเป็นครั้งแรก)


“ในปี26 นี้ มี หุ้นกู้ระยะยาว ที่จะครบกำหนด 875,985 ล้านบาท เป็นกลุ่ม ‘Investment Grade’ 90% และกลุ่ม ‘High Yield’ เพียง 10% เท่านั้น”


ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอตัว ถือเป็นความท้าทายของ “ตลาดตราสารหนี้” โดยรวม “หุ้นกู้มีปัญหา” ก็มีโอกาสที่จะเกิดขึ้นเพิ่มเติมได้ ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่ประการใด “ผู้ออก” ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการสร้างสมดุลของแหล่งเงินลงทุนของบริษัทมากขึ้น ในส่วนของ “นักลงทุนเอง” ก็ต้องใช้ความระมัดระวังในการเลือกลงทุน มีการกระจายความเสี่ยง ตลอดจนคำนึงถึงเรื่องสภาพคล่องของตัวเองด้วยเช่นกัน ไม่ดูเพียงเรื่องของ “ผลตอบแทน” เพียงอย่างเดียว

สรวิศ อิ่มบำรุง

บรรณาธิการ Wealthythai.com มีประสบการณ์ในสายข่าวกองทุนรวม นสพ.กรุงเทพธุรกิจ และนิตยสาร Money&Wealth เป็นผู้แนะนำการลงทุนที่มีใบอนุญาต IC Complex 2 และมีผลงานเขียนหนังสือ ‘รวยด้วยกองทุนรวม’, 'ยิ่งลงทุน ยิ่งรวยเกษียณสุขและมั่งคั่ง ด้วยกองทุนรวม RMF’ และ ‘ลงทุนกองทุนหุ้น รวยได้ไม่แพ้เซียน’

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
Updated 1 day ago
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
Updated 22 hours ago
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
Updated 2 hours ago
Stock of the Day
TU ฉลอง 10 ปี กลยุทธ์ “Sea Change” ชี้เชื่อมโยงการเงิน-ความยั่งยืนถึง 75% ลุยกุ้งคาร์บอนต่ำ ดัน Net Zero ในปี 2030
Updated 1 hour ago
Stock of the Day
SpaceX ฉีกธรรมเนียม IPO เคาะราคาขาย 135 ดอลลาร์ล่วงหน้า จำนวน 555.5 ล้านหุ้น ก่อนโรดโชว์ ตลาดจับตาราคาไฟนอล 11 มิ.ย. นี้
Updated 14 minutes ago
Follow Us