รวบ 4 ความเห็นนักวิเคราะห์ SCB ปลดล็อกธุรกิจจะบวกแค่ไหน!!
ราคาหุ้นของ SCB หรือ ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) เปิดตลาดดีดตัวขึ้นกว่า 20% หลังวานนี้ (22 ก.ย. 64) ประกาศข่าวใหญ่ ปรับโครงสร้างธุรกิจ โดยนำ SCBX ขึ้นมาเป็น “ยานแม่” หรือ Mother ship เพื่อเป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่บริษัทเทคโนโลยีด้านการเงิน (Financial Technology) ในอนาคต ซึ่งนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มีความเห็นในทิศเดียวกันว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจะปลดล็อกข้อจำกัดภายใต้การดำเนินธุรกิจในโครงสร้างเดิม ช่วยสนับสนุนการเติบโตของบริษัทในระยะยาว ซึ่งนักวิเคราะห์แต่ละค่ายมีความเห็นอย่างไร Wealthy Thai รวบรวมมาให้แล้ว
เริ่มที่นักวิเคราะห์จากบล.เคทีบีเอสที ระบุว่า มีมุมมองเป็นบวกจากการประชุมนักวิเคราะห์วานนี้ เพราะเป้าหมายการเติบโตใน 5 ปีข้างหน้า aggressive มาก จากการปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เป็น Holding company ซึ่งจะทำให้มีการทำธุรกิจได้คล่องตัวมากขึ้น และสามารถขยายธุรกิจได้ง่ายขึ้นเพราะบางธุรกิจไม่ต้องขึ้นกับกฎระเบียบจาก ธปท. โดยมีประเด็นสำคัญ ดังนี้
-
SCB ประกาศปรับโครงสร้างธุรกิจเป็น Holding company ใช้ชื่อว่า SCBX โดยจะทำ Swap share 1ต่อ 1 ซึ่งจะมี AGM วันที่ 15 พ.ย. 2564 หากได้หุ้นมากกว่า 90% จะ delist SCB ออกจากตลาด
-
SCB จะมีการจ่ายปันผล 70,000 ล้านบาท ให้ SCBX โดย 70% เป็นการโอนกิจการต่างๆไปทำธุรกิจ และอีก 30% แบ่งเป็น working capital และจ่ายปันผลพิเศษระหว่างกาลในช่วงไตรมาส 2/65 (หากจ่ายได้ครึ่งนึงของ 30% จะได้เงินปันผลราว 3 บาทต่อหุ้น) ทั้งนี้ การจ่ายปันผลดังกล่าวจะส่งผลให้ Tier 1 หายไป 3% จาก 2021 ที่ 17% แต่อย่างไรก็ดี การจ่ายปันผลจะเกิดขึ้นในปี 2022E ซึ่งจะช่วยให้ Tier 1 หายไปเพียง 2% เพราะมีกำไรในปี 2564 เข้าไปช่วยและยังอยู่ในเป้าหมาย Tier 1 ที่ 15% ได้ (เป้าหมาย BIS ที่ 16-16.5%)
-
รับโอนธุรกิจ credit card, P-loan, SCB10X และ SCBS ไปอยู่ภายใต้ SCBX
-
SCBX ตั้งเป้า 5 ปี ให้มี Market cap. ที่ 1 ล้านล้านบาท (ปัจจุบัน 3.7 แสนล้านบาท) และ ROE ที่ 15-20% (2021E คาด 8%) รวมถึงกำไรจะเติบโตได้ถึง 1.5x โดยการเติบโตจะมาจากจัดตั้งบริษัทย่อยและธุรกิจต่างๆทั้งหมด 16 บริษัท โดยเราสรุปธุรกิจที่สำคัญๆ มีดังนี้
(4.1) Auto X เป็นธุรกิจจำนำทะเบียนรถ ซึ่งจะเริมดำเนินการในไตรมาส 1/65 และจะเน้นลงไปในกลุ่ม low income มากขึ้น โดยมีเป้าหมายจะเอาธุรกิจนี้เข้า IPO ในปีอีก 3 ปีข้างหน้า
(4.2) Alpa X ถือหุ้น 50% กับ Millennium group ทำธุรกิจสินเชื่อเช่าซื้อใน Iuxury car ซึ่งให้ผลตอบแทนมากกว่ารถยนต์ปกติ และจะเอาเข้า IPO ในปีอีก 3 ปีข้างหน้า
(4.3) Card X เป็นการโอนพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคลจาก SCB มาที่ SCBXโดยมีสินเชื่อรวมที่ 1.2 แสนล้านบาท ซึ่งจะเอาเข้า IPO ในปี 2567
(4.4) ทำ Venture capital กับ CP group ลงทุน 600-800 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเทคโนโลยีทางด้านการเงิน blockchain ต่างๆ
มี Upside จากแผนธุรกิจใหม่
คงประมาณการกำไรสุทธิในปี 2564 เพิ่มขึ้น +28 และคาดอีก 2 ปีข้างหน้าจะเห็น ROE แตะระดับ 15-20% ได้ เรายังคงประมาณการกำไรสุทธิในปี 2564 อยู่ที่ 3.5 หมื่นล้านบาทเพิ่มขึ้น +28% YoY จากสำรองฯที่ลดลง ขณะที่คาดแนวโน้มกำไรสุทธิในไตรมาส 3/64 และ 4/64 จะเพิ่มขึ้น YoY ได้จากฐานต่ำในปีก่อนที่มีการตั้งสำรองฯในระดับสูง ทั้งนี้ เรามองเห็นการเติบโตในอีก 2 ปีข้างหน้าที่ ROE จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเป็น double digit ได้ราว 15-20% จากธุรกิจใหม่ๆอย่าง Auto X ที่ มีผลตอบแทนที่สูง รวมถึงการทำ digital asset ที่เป็น trend ในอนาคต ซึ่ง SCB ถือว่าเป็ First moverในการเป็นธนาคารที่เข้าสู่ digital รายแรก และจะโดน disrupt น้อยที่สุด นอกจากนี้จะเป็นผู้ที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ได้เร็วที่สุด
ปรับราคาเป้าหมายโดยการ rollover ไปเป็นปี 2565 ได้ที่ 140.00 บาท จากเดิมที่ 116.00 บาท โดยปรับ PBV ขึ้นเพื่อสะท้อนแนวโน้ม ROE ที่จะสูงขึ้น รวมถึงควรเทรดที่ premium กว่ากลุ่มที่ระดับ - 1.50SD เพราะการเปลี่ยนธุรกิจใหม่เป็น Holding company และการรุกในธุรกิจ digital เต็มรูปแบบที่เป็น trend ในอนาคตก่อน จะทำให้ได้เปรียบกว่าคู่แข่งมาก และการแยกธุรกิจจำนำทะเบียน รวมถึงธุรกิจ unsecure Ioan ซึ่งปัจจุบัน Valuation ธุรกิจนี้เทรดที่ PBV มากกว่า 5x ขณะที่แนวโน้มของการตั้งสำรองฯที่เพียงพอแล้วและ NPL ไม่น่ากลัวเท่าคู่แข่ง โดยมีความเสี่ยงจากสำรองฯและ NPLs ที่จะเร่งตัวขึ้นมากกว่าคาด รวมถึงสถานการณ์โควิดที่รุนแรงกว่าที่คาด
ปรับโครงสร้างธุรกิจส่งผลดีระยะยาว
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้เป้าหมายทางการเงินใน 5 ปีข้างหน้า หลายอย่างค่อนข้างท้าทาย เช่น Market cap ของ SCB ราว 1 ล้านล้านบาท เทียบกับปัจจุบันที่ 3.72 แสนล้านบาท พร้อมคาดหวังการเติบโตของกำไรราว 1.5 เท่า (ปี 2562 - 63 กำไรอยู่ที่ 4 หมื่นล้านบาทและ 2.7 หมื่นล้านบาท) ในขณะที่ธุรกิจใหม่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น จึงต้องใช้เวลาในติดตามความคืบหน้าและความสำเร็จ นอกจากนี้โครงสร้างกำไรปัจจุบันเกือบ 90% มาจากธุรกิจธนาคาร และอีก 10% มาจากกลุ่ม New Growth (ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 30% ใน 5 ปีข้างหน้า) ทำให้ผลต่อประมาณการกำไรปี 2565 - 2566 ยังอิงกับ Credit Cost และคุณภาพสินทรัพย์ของธนาคารฯ เป็นหลัก อย่างไรก็ตามการปรับตัวเข้าสู่ Technology และเป็น First Mover ของกลุ่มฯ ถือว่าเป็นพัฒนาการที่ดีสอดรับกับแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มีโอกาสหนุนทิศทาง ROE ให้สูงกว่าธุรกิจธนาคารในปัจจุบัน ที่สร้าง ROE ในงวดครึ่งแรกของปีนี้ราว 9% (SCBX ตั้งเป้าหมาย ROE ระยะยาวในกรอบ 15% - 20%) โดยมีธุรกิจใหม่ที่มีโอกาสที่เป็น Upside ต่อประมาณการ และยังไม่ได้ลงรายละเอียดในช่วงต้น เช่น Auto X, SCB-CP Venture และ AISCB
ด้านงบการเงินของ SCBX ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยฯ จาก SCB เนื่องจากโครงสร้างสินทรัพย์ราว 3 ล้านล้านบาท มาจากสินเชื่อธนาคาร เป็นหลัก (ณ สิ้นงวด 2064 อยู่ที่ 2.3ล้านล้านบาท) อย่างไรก็ตาม ภาพรวมฝ่ายวิจัยยังคงประมาณการเดิมก่อน เพื่อติดตามพัฒนาการธุรกิจและแผนการเติบโตในแต่ละธุรกิจที่ชัดเจนกว่านี้
ภายใต้ประมาณการเดิม แต่การเน้นไปยังกลุ่มธุรกิจที่ ROE สูงขึ้นที่เป็น Upside ต่อประมาณการในระยะยาว และการบริหารโครงสร้างเงินทุนในส่วนของธนาคารไทยพาณิชย์ผ่านการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล ซึ่งคาดนโยบายเงินปันผลจากธนาคารจะสูงกว่าระดับ 30% หลัง ธปท. ผ่อนคลายเกณฑ์เงินปันผล (ปี 2561 - 62 อัตราการจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 47%) ช่วยยกระดับ ROE ในการประเมินมูลค่า อิง GGM จึงปรับเพิ่ม ROE ระยะยาวเป็น 10% (เดิม 9.2%) ได้ PBV ที่ 0.99 เท่า (เดิม 0.89 เท่า) ปรับไปใช้ FV ปี 2565 ที่ 136 บาท (เดิม 122 บาท) คงแนะนำ ซื้อ จากการปรับตัวเข้าสู่ยุค Digital อย่างต่อเนื่อง แม้คาดผลบวกต่อประมาณการยังต้องใช้เวลา เพราะฐานกำไรช่วงแรกยังมาจากธุรกิจธนาคาร แต่เชื่อว่าจะมีทิศทางที่ดีในระยะยาว ช่วยหนุนการซื้อขายให้สูงกว่าระดับ PBV ในปัจจุบันที่บริเวณ 0.8 เท่า ด้านการดำเนินงานของ ธ.พ. ผ่านจุดต่ำสุดในงวด 3064 ตามพัฒนาการเชิงบวกของสถานการณ์ COVID-19 และการกระจายวัคซีน COVID-19 ในไทย เอื้อต่อการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจมากขึ้น
เตรียมบินสู่จักรวาล FinTech
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า เรามีมุมมองบวกต่อแผนปรับโครงสร้างใหม่ของ SCB โดยมีความน่าสนใจคือ 1. เป็นการปลดข้อจำกัดในการขยายธุรกิจภายใต้โครงสร้างเดิมที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ธปท. ซึ่งในบางธุรกิจเช่น ธุรกิจ Digital Lending หรือธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้สินเชื่อในรูปแบบใกล้เคียงกับ Non-Bank จะถูก ธปท. กำกับในส่วนของ Risk Appetite และการบริหารจัดการที่เข้มงวด ทำให้ไม่สามารถเติบโตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ซึ่งภายใต้โครงสร้าง Holding Company ของ SCBX จะปลดล็อคข้อจำกัดดังกล่าว โดยการกำกับดูแลของ ธปท. จะถูกจำกัดอยู่ในธุรกิจที่เป็น Cash Cow ที่ยังดำเนินอยู่ภายใต้ธนาคาร CB ทำให้การรุกขยายธุรกิจในอนาคตทั้ง Card X, Alpha X, Auto X และ AISCB มีการเติบโตที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2.การโอนสินทรัพย์เสี่ยงอย่างพอร์ตสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกันให้กับ Card X ในแง่ดีคือธนาคาร SCB จะไม่จำเป็นต้องกันเงินทุนเป็น Tier 1 และ Capital Ratio ไว้สูงเท่ากับในปัจจุบัน ซึ่งผู้บริหารระบุว่าจะรักษาระดับ Tier 1 ให้อยู่ที่ 15% และ Capital Ratio ที่ 16-16.5% ต่ำกว่าปัจจุบันที่ 16.9% และ 18% ตามลำดับ ซึ่งถือเป็นการปลดล็อคเงินทุน ให้สามารถนำไปใช้ลงทุนในธุรกิจของกลุ่มที่ให้ผลตอบแทนสูงขึ้น
และ 3. จากการปลดล็อคเชิงธุรกิจผู้บริหารคาดจะเร่งให้ ROE ของ SCB จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำเพียง 7% ให้สูงขึ้นสู่ระดับบ High-Teen หรือใกล้เคียง 20% ในช่วง 5 ปีข้างหน้า รวมถึงแผน Spin-Off บริษัทย่อยต่างๆ ในอนาคต คาดช่วยปลดล็อคในเชิง Valuation ให้ขยับขึ้นจากปัจจุบันที่ SCB ซื้อขายด้วย PBV ต่ำเพียง 0.87x
ทั้งนี้ประเด็นบวกต่างๆ จะขึ้นอยู่กับการอนุมัติของที่ประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 15 พ.ย. นี้ ก่อนที่การเปลี่ยนแปลงต่างๆ จะเริ่มเข้าสู่จุดเริ่มต้น ซึ่งตามแผนแล้ว บริษัทคาดจะเริ่มทำ Tender Ofer หุ้น SCB เดิมในเดือน ม.ค. 2565 และจะ Listing SCB ใหม่ในเดือน ก.พ. 2565 ส่วนการจ่ายเงินปันผลพิเศษจะเกิดขึ้นใน 2065 และคาดเสร็จสิ้นกระบวนการถ่ายโอนธุรกิจในช่วงปลายปี 2565 เรามองว่า SCB มี Catalyst ที่น่าสนใจ และจะเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญในระยะยาว แต่ในช่วงสั้นอาจจะยังไม่เห็นผลของการเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างมากนัก เพราะรายได้และกำไรกว่า 90% ยังมาจากธุรกิจเดิมของธนาคาร SCB ทำให้เรายังคงประมาณการเดิม โดยคาดปี 2564 SCB จะมีกำไรสุทธิ 35,240 ลบ. โต 29.5% YoY ตามฐานการตั้งสำรองที่ต่ำลงจากปีก่อน คงคำแนะนำ "ซื้อ" ราคาหุ้นปัจจุบันมี Upside 13.7% จากมูลค่าพื้นฐานเดิมปี 2564 ที่ 124.50 บาท
และสุดท้าย บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองบวกต่อแผนการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อสร้างมูลค่าระยะยาวจากการ spin-off บริษัทย่อยและการจ่ายเงินปันผลพิเศษเพื่อเพิ่ม ROE เป็น 15-20% ใน 3-5 ปีจาก 9% ในครึ่งปีแรก 64 โดย SCB จะเน้นขยายบริษัทย่อยที่สร้าง ROE สูง (เช่น สินเชื่อเพื่อผู้บริโภคที่ไม่มีหลักประกัน สินเชื่อจำนำทะเบียนรถยนต์ และบริการการเงินดิจิทัล) และตั้งเป้าหมายที่จะเสนอขายหุ้น เIPO ภายใน 3-5 ปี คงคำแนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 130 บาท (P/BV ปี 64 ที่ 1.0 เท่า, 10% ROE) ความเสี่ยงที่สำคัญคือคุณภาพสินทรัพย์ที่อ่อนแอกว่าที่คาดไว้และความเสี่ยงในการดำเนินการ
