ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจไทยพาณิชย์ หั่นเป้าจีดีพีไทยปีนี้เหลือโต 2.7% ชี้ภาวะสงครามทำราคาพลังงาน-เงินเฟ้อพุ่ง
EIC ปรับ GDP ปีนี้เหลือโต 2.7% จากเดิม 3.2% จากผลกระทบสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำราคาพลังงานและเงินเฟ้อเร่งตัว กระทบกำลังซื้อ รวมถึงความเชื่อมั่นของภาคครัวเรือน ด้านส่งออกคาดยังขยายตัว 6.1% ตามปัจจัยด้านราคาที่สูงขึ้นตามต้นทุน ส่วนจำนวนนักท่องเที่ยวคาดอยู่ที่ 5.7 ล้านคน
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wholesale และรองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจ Wealth ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานแถลงข่าวมุมมองเศรษฐกิจ ณ ไตรมาส 1 ปี 2565 ว่า ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ (EIC) ได้ปรับลดประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยในปี 2565 เป็น 2.7% จากเดิมคาดไว้ที่ 3.2% จากผลกระทบของสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์ปรับสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปของไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 14 ปีที่ระดับ 4.9% ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะฟื้นตัวในอัตราที่ชะลอลงกว่าที่ประมาณการไว้เดิม โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะได้รับผลกระทบทั้งจากกำลังซื้อของครัวเรือนที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น และจากการฟื้นตัวของค่าจ้างแรงงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างช้า ๆ ไม่ทันค่าครองชีพ
ทั้งนี้ ค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก จะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือน ทั้งในด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ซบเซา และภาระหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูง โดยภาครัฐควรมีส่วนสำคัญในการสนับสนุนการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ และบรรเทาผลกระทบของครัวเรือนโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้น้อย อย่างไรก็ตาม EIC มองว่า การขาดดุลงบประมาณและสัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ภาครัฐจำเป็นต้องใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพและตรงกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น
ขณะที่ภาคการส่งออกสินค้าคาดว่าจะได้รับผลกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนผ่านแนวโน้มเศรษฐกิจโลก โดยมองภาพรวมส่งออกไทยปีนี้ยังขยายตัวที่ 6.1% ซึ่งเป็นผลจากปัจจัยด้านราคาที่สูงขึ้นตามต้นทุนโดยเฉพาะในหมวดพลังงานมากกว่าการเพิ่มขึ้นในเชิงปริมาณ
ส่วนการท่องเที่ยว ภาครัฐผ่อนคลายมาตรการเปิดรับนักท่องเที่ยวมากขึ้น และทยอยเปิดการเดินทางระหว่างประเทศในแถบเอเชีย จะช่วยชดเชยการชะลอตัวของนักท่องเที่ยวรัสเซียและยุโรปที่ถูกกระทบจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน รวมถึงผลกระทบจากต้นทุนการเดินทางที่เพิ่มขึ้นได้บางส่วน ส่งผลให้ EIC ประเมินว่าปีนี้จะมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยราว 5.7 ล้านคน ลดลงเล็กน้อยจากประมาณการเดิมที่ 5.9 ล้านคน
สำหรับภาพรวมอัตราดอกเบี้ย EIC ประเมินว่า แม้ปีนี้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีแนวโน้มสูงขึ้นเกินกรอบนโยบายการเงินที่ 1-3% แต่คาดคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับเดิมที่ 0.5% ตลอดทั้งปี เนื่องจาก
1.กนง. ยังให้ความสำคัญกับการประคับประคองเศรษฐกิจที่ยังเปราะบางมากกว่าเป้าหมายอื่น
2.เงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นส่วนใหญ่และมีแนวโน้มปรับลดลงในปีหน้า
และ 3. การเพิ่มขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันจะเพิ่มภาระการชำระหนี้ให้กับภาคครัวเรือนและธุรกิจ SME อาจทำให้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มสูงขึ้นมากจนกระทบต่อเสถียรภาพระบบการเงิน
ด้านค่าเงินบาท คาดจะผันผวนในทิศทางอ่อนค่าในช่วงครึ่งปีแรก จากผลกระทบของการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่เพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงและการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางหลัก ก่อนจะกลับมาแข็งค่าขึ้นเล็กน้อยที่ระดับ 32.5-33.5 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในช่วงปลายปี จากดุลบัญชีเดินสะพัดที่จะปรับตัวดีขึ้นตามภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้น
“ในภาพรวมอัตราเงินเฟ้อที่เร่งตัวขึ้นเร็วและจะยืนอยู่ในระดับสูงตลอดปีนี้ท่ามกลางข้อจำกัดด้านมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐและแผลเป็นทางเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม จะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยเป็นไปอย่างช้าๆ โดยระดับ GDP รายปีจะยังไม่กลับไปเท่าระดับของปี 2562 จนกระทั่งช่วงครึ่งหลังของปี 2566 นอกจากนั้น เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงสำคัญในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่ ราคาน้ำมันที่อาจเพิ่มขึ้นและอยู่ในระดับสูงยาวนานกว่าคาด จนทำให้เกิดภาวะเศรษฐกิจซบเซาคู่กับเงินเฟ้อสูง, การชะงักงันของอุปทานในภาคการผลิตและขนส่ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทย, การดำเนินนโยบายการเงินแบบตึงตัวของธนาคารกลางหลักของโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ซึ่งอาจทำให้ภาวะการเงินโลกตึงตัวและผันผวนมากขึ้น, การฟื้นตัวของนักท่องเที่ยวต่างประเทศล่าช้า และ ผลของแผลเป็นเศรษฐกิจที่ถูกซ้ำเติมจากผลกระทบด้านค่าครองชีพที่สูงขึ้น จนอาจกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ของภาคครัวเรือนในวงกว้าง” ดร.ยรรยงกล่าว
