Official Update :

ทำอย่างไรดี? เมื่อต้องเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย

แอดมินเชื่อว่าทุกคนคงพอรู้สึกได้ว่า เศรษฐกิจในช่วงระยะสองปีที่ผ่านมานี้นั้นซบเซามาก ไม่ทันที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวจากวิกฤติโรคระบาดดี ก็เกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมากมาย เหมือนกำลังจะลุกขึ้นยืนได้แต่ก็ดันมีก้อนหินร่วงมาทับอีกครั้ง มีการคาดการณ์ว่าเรากำลังมุ่งหน้าไปสู่ “ภาวะเศรษฐกิจถดถอย” หรือ Recession คำถามคือ “ถ้าเกิดขึ้นจริง คนธรรมดาอย่างเราจะรับมือกับมันอย่างไร?”



ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) คืออะไร?

ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) คือภาวะเศรษฐกิจเมื่อ GDP ของประเทศติดลบติดต่อกันสองไตรมาสขึ้นไป ถึงแม้ว่าเราจะเห็นสัญญาณบางอย่างที่บ่งบอกถึงแนวโน้มในการเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) เป็นเดือน ๆ ก่อนที่มันจะเกิด แต่มันก็ยากที่จะรู้ได้แน่ชัดว่ามันคือ ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) จริง ๆ หรือไม่ (ต้องใช้เวลาในการบอก)



ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) นั้นกินเวลาสั้น แต่ผลกระทบอยู่นาน



รู้ได้อย่างไรว่าจะเกิด
ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ?

1.GDP ต่ำลง

2.รายได้ที่แท้จริงต่ำลง

3.อัตราว่างงานมากขึ้น

4.ภาคการผลิตและการขายซบเซา

5.ผู้บริโภคจับจ่ายน้อยลง



ตัวอย่างสาเหตุที่ทำให้เกิด ภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession)

1. เศรษฐกิจเติบโตร้อนแรงเกินไป (Overheated Economy)

2. ฟองสบู่ในตลาดสินทรัพย์ (Asset Bubbles) ปรากฏการณ์ที่ข้อมูลการปรับตัวสูงขึ้นของสินทรัพย์ทำให้นักลงทุนรู้สึกมั่นใจและคิดว่าราคาของสินทรัพย์จะปรับสูงขึ้นในอนาคต ทำให้ราคาของสินทรัพย์นั้น ๆ สูงกว่ามูลค่าที่แท้จริงของมัน จนเกิดเป็นฟองสบู่นั่นเอง

3. เกิดการ “ช็อก” ในตลาด (Market Shocks) อาการช็อกนี้ อาจเกิดจากข่าวร้าย ข่าวปลอมหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันบางอย่าง



ผลกระทบ

1.การจ้างงานต่ำลง เกิดอัตราว่างงานที่สูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ

2.เกิดความเครียด ความวิตกกังวลจากปัญหาทางด้านการเงินและการงาน นำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ได้ เช่น ความสัมพันธ์ ครอบครัว

3.ไลฟสไตล์ที่อาจต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกำลังทรัพย์ที่มี

4.โอกาสทางธุรกิจที่น้อยลง โดยอาจขาดเงินทุน ขาดความเชื่อมั่นในการประกอบธุรกิจและการรับความเสี่ยง

5. เกิดหนี้สินครัวเรือนจากการขาดสภาพคล่องทางการเงินและการขาดรายได้



รับมืออย่างไรดี?

การรับมือกับภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession) ที่ดีที่สุดคือการเตรียมตัวเองให้พร้อมก่อนที่มันจะเกิด หนึ่งในสิ่งที่สำคัญมากที่สุดคือ


1. “เงินสำรองฉุกเฉิน”


อย่างน้อยต้องมีเงินสดสำรองเอาไว้เพียงพอค่าใช้จ่าย 6 เดือนขึ้นไป


2. ทำงบการเงิน รายรับ-รายจ่าย

การทำงบการเงินเป็นประโยชน์ต่อการวางแผนการเงินเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังช่วยให้เรารู้ความเสี่ยงที่เราสามารถรับได้และช่วยให้เรารู้สถานะการเงินของเราอีกด้วย


3. เคลียร์หนี้สิน!

เรียกได้ว่าเป็นปัญหาค้ำคอใครหลาย ๆ คน ในแต่ละเดือนจะต้องทำการผ่อนชำระหนี้และดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นในระบบหรือนอกระบบ เราต้องจัดการหนี้เสียที่มี เพราะในยามวิกฤติ เช่น เกิดตกงานกระทันหัน เราจะได้ไม่มีภาระผูกพันที่มากเกินไป


4. มีรายได้จากหลายทาง

เป็นวิธีที่ช่วยกระจายความเสี่ยงหากเราเกิดตกงาน เราก็ยังคงมีแหล่งรายได้ซึ่งเปรียบเสมือนสายน้ำอื่น ๆ ที่คอยหล่อเลี้ยงชีวิตเราให้พออยู่ต่อไปได้