7 วิธีป้องกันไม่ให้ถูก 'ดูดเงิน' และตกเป็นเหยื่ออาชญากรออนไลน์

เมื่อช่วงที่ผ่านมา เกิดเรื่องใหญ่ซึ่งเป็นข่าวดังไปทั่ว หลังจากมีผู้เสียหายรายหนึ่งอ้างว่า ถูก ‘ดูดเงิน’ ออกไปจากบัญชีธนาคาร โดยมีข้อสงสัยว่าสายชาร์จโทรศัพท์จะทำการดึงข้อมูลสำคัญออกไป จากนั้นได้มีอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดังรายหนึ่ง ออกมาเปิดเผยเรื่องสายชาร์จดูดเงินที่ชื่อว่า “O.MG Cable” อ้างว่ามีทีมแฮกเกอร์ดัดแปลงให้สามารถดูดข้อมูลจากเครื่องมือถือของเหยื่อได้ ถ้าเหยื่อพิมพ์ข้อมูล รหัสผ่านก็จะถูกส่งข้อมูลผ่านระบบไร้สายไปเข้าคอมพิวเตอร์ของมิจฉาชีพ


อย่างไรก็ตาม เรื่องราวกลับตาลปัตรเนื่องจากสาเหตุที่แท้จริงของการถูก ‘ดูดเงิน’ มาจากการดาวน์โหลดแอปเถื่อนที่มีการฝังมัลแวร์มาด้วย ทำให้อาชญากรสามารถเข้าถึงข้อมูลและรหัสผ่านของเหยื่อได้ จึงทำการดูดเงินออกจากโมบายแบงก์กิ้ง (Mobile Banking) หรือบริการธุรกรรมออนไลน์ผ่านแอปพลิเคชัน


แอดมินจึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการป้องกันตัวจากมิจฉาชีพในโลกออนไลน์ และสรุปออกมาพร้อมนำเสนอในหัวข้อ “7 วิธีป้องกันไม่ให้ถูก 'ดูดเงิน' และตกเป็นเหยื่ออาชญากรออนไลน์” จะมีอะไรบ้างไปดูกันเลย



1.ไม่กดเข้าลิงก์จากแหล่งที่มาที่ไม่รู้จัก หรือไม่น่าเชื่อถือ

ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง SMS Line อีเมล หรือโปรแกรมแชทใด ๆ เพราะอาจนำไปสู่การถูกล้วงข้อมูลด้วยวิธี Phishing ได้ (อ่าน เตือนภัย “Phishing” รู้ทันกลลวงโลกไซเบอร์: https://techtoro.co/phishing-scammer/)



2.ดาวน์โหลดแอปฯ จาก Play Store หรือ App Store เท่านั้น

ห้ามดาวน์โหลดแอปฯ จากเว็บไซด์ที่ไม่มีการรับรองความปลอดภัย เนื่องจากมีความเป็นไปได้สูงที่แอปฯ นั้นจะมีการฝังมัลแวร์เพื่อดึงข้อมูลของเรา



3.ใช้รหัสผ่านที่ซับซ้อน และเปลี่ยนรหัสผ่านทุก 3 เดือน

จากงานวิจัยระบุว่า รหัสผ่านโดยทั่วไปที่ไม่ซับซ้อนนั้นสามารถทำการถอดรหัสได้ในเวลาประมาณ 90 วัน จึงมีการแนะนำให้เปลี่ยนรหัสผ่านทุก ๆ 3 เดือน ทั้งนี้ ควรใช้รหัสผ่านที่มีความซับซ้อน ประกอบด้วยตัวพิมพ์เล็ก พิมพ์ใหญ่ ตัวเลข และอักษรพิเศษ ที่สำคัญอีกอย่างคือ ไม่ควรใช้รหัสผ่านซ้ำกับบัญชีออนไลน์อื่น ๆ เพราะหาก 1 บัญชีถูกแฮก อาจทำให้อีกหลายบัญชีถูกแฮกตามไปด้วย



4.อัปเดตระบบความปลอดภัยอยู่เสมอ

ไม่ว่าจะเป็นระบบปฏิบัติการของโทรศัพท์ รวมทั้งแอปฯ โมบายแบงก์กิ้ง เพื่อให้มั่นใจว่าโทรศัพท์ของเรามีมาตรการป้องกันการควบคุมเครื่องทางไกล รวมถึงมีการปรับปรุงพัฒนาระบบรักษาความมั่นคงปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ



5.ใช้การยืนยันตัวตนสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication)

การยืนยันแบบสองขั้นตอน (Two-Factor Authentication) หรือ 2FA เป็นระบบรักษาความปลอดภัยที่บังคับให้ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนผ่านสองขั้นตอน เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้กับบัญชี และมั่นใจได้ว่าทุกธุรกรรมเกิดขึ้นจากผู้ใช้งานที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น



6.หลีกเลี่ยงการใช้ Wi-Fi อินเตอร์เน็ตสาธารณะ

ไม่ใช่อินเตอร์เน็ตทุกที่จะปลอดภัยสำหรับการทำธุรกรรม โดยเฉพาะ Wi-Fi ฟรีตามคาเฟ่หรือร้านกาแฟ หากมีความจำเป็น แนะนำให้ใช้ VPN (Virtual Private Network) เพื่อป้องกันการลักลอบขโมยข้อมูล



7.ไม่ใช้เครื่องโทรศัพท์ที่ปลดล็อก Root/Jailbreak มาทำธุรกรรม

เปรียบเสมือนการอาศัยอยู่ในด้านที่ไม่มีรั้ว ไม่มีกำแพง แถมยังเปิดประตูไว้อ้าซ่า ย่อมหมายความว่า โจรหรืออาชญากรสามารถเข้าถึงบ้านของเรา และของสำคัญต่าง ๆ ภายในบ้านได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการไม่ทำธุรกรรมการเงินบนอุปกรณ์อื่น ๆ ที่ไม่ใช่ของเราด้วย



ref

https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2607966

https://www.thansettakij.com/finance/financial-banking/553560

https://www.ejan.co/general-news/1a1fsxbm7h

https://roothan.dsi.go.th/view.html?id=403

https://mgronline.com/onlinesection/detail/9660000005355

คุณานันต์ TECHTORO 💙❤️

Most Viewed
Stock of the Day
KSL แจ้งศาลสั่งเพิกถอนใบ รง.4 โรงงานน้ำตาลสระแก้วบริษัทย่อย ชี้คำพิพากษาศาลชั้นต้นยังไม่ถึงที่สุด เดินหน้าอุทธรณ์ ยันดำเนินการตามกฎหมาย
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
SCG ปักหมุด "ASEAN Strategic Partner" ผนึกผู้คน-ธุรกิจ-โอกาส นำทัพภูมิภาคเติบโตตามแนวทาง Inclusive Green Growth
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
ซีพี แอ็กซ์ตร้า จัดงาน “แม็คโคร โชห่วย โชว์โปร ออนทัวร์ 2026” ครั้งที่ 17 ที่หาดใหญ่
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fund Move
บลจ. แอสเซท พลัส มองหุ้นไทยยังมีโอกาสไปต่อ รับ Earnings Upgrade Fund Flow ต่างชาติกลับ ชูหุ้นปันผลโครงสร้างพื้นฐานเด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fund Move
บลจ.ยูโอบี นำเสนอโอกาสการลงทุนในตราสารภาครัฐบาลต่างประเทศสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ กองทุนเปิด ยูไนเต็ด ตราสารภาครัฐต่างประเทศ USD 6 เดือน 1 IPO 20-26 ส.ค. 2569
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us