JMART ผนึก BTS นำ JFIN แลกแรบบิท พอยท์ รับส่วนลด-บริการ ดีเดย์ 14 ก.พ. นี้
จากการจับมือครั้งใหญ่ระหว่าง บริษัท เจ มาร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ JMART และ บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) หรือ BTS ผ่าน J Ventures และ Rabbit Rewards เพื่อสร้างการเติบโตระยะยาวและอีโคซิสเต็มทางธุรกิจอย่างครบวงจร ล่าสุด (9 ก.พ. 2565) เตรียมเปิดให้ใช้ JFIN แลกแรบบิท พอยท์ บนแอปพลิเคชั่น JID และนำไปรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ บนแอปพลิเคชั่น Rabbit Rewards เริ่ม 14 ก.พ. นี้
โดย นายอดิศักดิ์ สุขุมวิทยา ประธานเจ้าที่บริหาร JMART กล่าวว่า นับเป็นก้าวที่สำคัญของกลุ่มเจมาร์ท และต่อจิ๊กซอว์การทำกิจกรรม JFIN Adoption ลด แลก แจก สินค้าและบริการของบริษัทในเครือ ร่วมกับ Rabbit Rewards บริษัทในเครือของ BTS เพื่อตอกย้ำการเดินหน้าเข้าสู่สังคมยุคดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม
“วันนี้โลกมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจในอนาคต คือ การนำเทคโนโลยีและบล็อกเชนมาใช้ขับเคลื่อนธุรกิจ โดย JMART Group - J Ventures และ BTS Group กำลังจะเดินหน้าในก้าวต่อไป เพื่อ Synergy ร่วมกันให้ครบในทุกมิติ มองว่าจะสามารถเกิดประโยชน์สูงสุดทั้งต่อธุรกิจ และผู้บริโภค ในฐานะภาคเอกชนที่พยายามผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลได้อย่างเป็นรูปธรรม และเป็นเป้าหมายของ JMART ที่เราพยายามผลักดันเรื่องนี้มาต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา” นายอดิศักดิ์ กล่าว
ด้านนายธนวัฒน์ เลิศวัฒนารักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เจ เวนเจอร์ส จำกัด หรือ J Ventures บริษัทในเครือเจมาร์ท กล่าวว่า หลังจากที่ JMART Group ประกาศแผน Synergy ร่วมกับ BTS Group ในช่วงปลายปี 64 ที่ผ่านมา ในปี 65 ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการนำ JFIN Adoption ขยายไปยังอีโคซิสเต็มของพันธมิตร และเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นในการนำ JFIN มาใช้ประเดิมด้วยโปรเจกต์แรก JFIN แลกแรบบิท พอยท์ จาก Rabbit Rewards ดีเดย์เริ่ม 14 ก.พ. นี้ อำนวยความสะดวกผู้ใช้งานให้สามารถแลกสิทธิประโยชน์จากสินค้าและบริการจากแบรนด์ชั้นนำต่างๆ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ที่เตรียมเปิดตัวต่อเนื่องในปีนี้ ซึ่งถือเป็นอีกความมุ่งมั่นในการผลักดันเรื่องของ Tokenomic ใช้ในเชิงเศรษฐกิจได้จริง โดยพิจารณาถึงข้อกำหนด และการกำกับของภาครัฐ
“การร่วมมือครั้งนี้เป็นการขยายอีโคซิสเต็มให้ใหญ่ขึ้น ทำให้คาดว่าจะมีผู้เข้ามาใช้ JFIN มากขึ้น โดยตั้งเป้าหมายปีนี้จะมีผู้ใช้งาน JID แตะ 1 ล้านราย จากปัจจุบันมีผู้ใช้งานประมาณ 636,939 ราย”
นอกจากนี้ บริษัทยังมองหาพันธมิตรใหม่ๆ เพิ่มขึ้น เพื่อขยายอีโคซิสเต็มให้กว้างและครบวงจรมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ต้องรอติดตามเกณฑ์กำกับดูแลจากธนาคารแห่งประเทศไทยอีกครั้ง เพื่อประเมินว่าจะสามารถนำเหรียญมาปรับใช้กับภาคธุรกิจในทิศทางใดได้บ้าง ส่วนการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอื่น บริษัท
ส่วนการนำ JFIN เข้าลิสต์ที่ตลาดต่างประเทศเพิ่มเติมนั้น นายธนวัฒน์ กล่าวว่า ปลายปีก่อน JFIN ได้ลิสต์เข้าตลาด Goku market ซึ่งเป็นตลาดฝั่งยุโรป ทำให้ JFIN มีการซื้อขายได้จาก 3 ตลาด คือ SatangPro, Bitkub และ Goku market ซึ่งบริษัทมีแผนจะลิสต์ตลาดใหม่เพิ่มเติม โดยมองในภูมิภาคเอเซีย แต่การประชาสัมพันธ์และการทำตลาดยังไม่เอื้ออำนวยจากการระบาดของ Covid-19 ดังนั้นหากสถานการณ์เหมาะสม บริษัทก็พร้อมจะเดินหน้าทันที
