สศค.ชี้เศรษฐกิจก.ค.ดีหนุนปีนี้ฟื้นตัวดี กสิกรมองสวนหั่น GDP ทรุด 10% ผวา 3 เสี่ยง
สศค.ยันเศรษฐกิจปีนี้ฟื้นตัวเร็ว “เครื่องหมายถูก” ชี้เดือน ก.ค.ทิศทางด้านบริโภค ภาคการผลิต ส่งออก มีสัญญาณบวก พร้อมขอดูอีก 1-2 เดือน และผลกระทบน้ำท่วม-เราเที่ยวด้วยกัน ต.ค.ปรับ GDP จากเดิมหด 8.5% สวนกระแสศูนย์วิจัยกสิกรหั่น GDP ติดลบ 10% ฟันธงฟื้นตัวต่ำและใช้เวลา หรือ “U เชฟ” ผวา 3 เสี่ยง “โควิด-บาทแข็ง-การเมือง” เร่งรัฐบาลออกมาตรการเพิ่มเติม โดยเฉพาะช่วยเอสเอ็มอีจ้างงาน
นายวุฒิพงศ์ จิตตั้งสกุล ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษก สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.) กระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สถานการณ์เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ค. 2563 ยังคงอยู่ในทิศทางชะลอตัว แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้นจากเดือนมิ.ย. โดยเฉพาะการผลิตภาคอุตสาหกรรม การส่งออกสินค้า และการบริโภคภาคเอกชน สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจต่างๆ ที่ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลจากมาตรการผ่อนคลายที่ทำให้สามารถกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น ประกอบกับผลของมาตรการเยียวยาผลกระทบจากโควิด-19 ช่วยให้มีการจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น ถือเป็นสัญญาณแนวโน้มเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้นเป็นรายเดือน และไตรมาส 3 น่าจะดีกว่าไตรมาส 2 ที่ติดลบ 12.2%
อย่างไรก็ตามยังคงต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจเป็นเดือนต่อเดือน เนื่องจากยังมีตัวแปรที่ทำให้เศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนความเสียหายจากน้ำท่วมที่มีผลทางการเกษตรที่เสียหาย ซึ่งรอตัวเลขจากกระทรวงเกษตรฯ อยู่ แต่สศค.คาดว่าไม่น่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจมาก เนื่องจากมีเพียง 2 จังหวัดที่เสียหายมากจากเดิมคาด 10 กว่าจังหวัด ขณะที่ผลของมาตรการ ”เราเที่ยวด้วยกัน” ต่อเศรษฐกิจ ยังไม่ได้ประเมินออกมา โดยจะสามารถติดตามผ่านยอดจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ได้ส่วนหนึ่ง เพราะสะท้อนผ่านการใช้จ่ายที่พักโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าต่างๆ ได้ ซึ่งยังจะต้องติดตามดูข้อมูลต่อเนื่องก่อน เพราะเดือนก.ค.ตัวเลข VAT เพิ่งกลับมาสู่ระดับปกติ และหากหลังจากนี้เก็บ VAT เก็บเพิ่มขึ้นได้ สะท้อนมีการใช้จ่ายผ่านการท่องเที่ยวมากขึ้น ก็จะเป็นสัญญาณวัดผลต่อภาคบริโภคได้
ทั้งนี้ยอดจัดเก็บ VAT ในเดือนก.ค. ติดลบ 11.7% ต่ำกว่าเดือนมิ.ย.ที่เพิ่มขึ้น 3.4% เนื่องจากกรมสรรพากรมีการขยายเวลาชำระ VAT จนถึงสิ้นมิ.ย. จึงทำให้มีคนมาชำระช่วงเวลาสุดท้ายสิ้นเดือนมิ.ย.ที่ผ่านมา ดันให้ตัวเลข VAT เพิ่มขึ้นสูง
นายวุฒิพงศ์เชื่อว่า เศรษฐกิจปีนี้จะฟื้นตัวลักษณะ Nike Shaped หรือรูปเครื่องหมายถูก โดยทั้งปีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ที่ -8.5% หลังจากครึ่งปีแรกติดลบ 6.9% และเมื่อเห็นตัวเลขเศรษฐกิจในอีก 1-2 เดือนชัดเจน จะมีการปรับทบทวนคาดการณ์ GDP ปีนี้และปีหน้าอีกครั้ง ในเดือนตุลาคมนี้
“จากตัวเลขเศรษฐกิจเดือนก.ค.ดีกว่าเดือนที่แล้ว เห็นทุกอย่างดีขึ้น และดูทิศทางเป็นบวกมากขึ้นเมื่อเทียบตัวเลขเดือนต่อเดือน แต่ยังบอกยากว่าจะเห็นครึ่งปีหลังดีกว่าครึ่งปีแรกหรือไม่ เราขอดูตัวเลขอีก 1-2 เดือนนี้ก่อน” นายวุฒิพงศ์กล่าว
สำหรับโอกาสที่เศรษฐกิจจะฟื้นตัวแรงเป็น Nike Shaped ได้นั้น รองโฆษกฯ กล่าวว่า จะต้องมีแรงขับเคลื่อนจากการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆของภาครัฐ การบริโภคภาคเอกชนที่ดีขึ้น การส่งออกที่ดีขึ้น และกิจกรรมทางเศรษฐกิจเปิดกลับมาแล้วดีขึ้น ซึ่งจะต้องดูตัวเลขจริงๆของเครื่องชี้วัดเหล่านี้ว่า ดีขึ้นมากหรือน้อย จึงจะเห็นการการปรับขึ้นสูงชันหรือปรับขึ้นอัตราคงที่ (Flat) แบบเตี้ยๆ
ขณะที่นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ล่าสุดได้ทำการปรับลดประมาณการการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยในปีนี้ ติดลบ 10% จากมิ.ย. ที่คาดเดิมว่าติดลบ 6% เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนสูงทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 การแข็งค่าของเงินบาท และประเด็นทางการเมือง ส่งผลให้แนวโน้มเศรษฐกิจฟื้นตัวในลักษณะ U-Shaped โดยเห็นว่ารัฐบาลยังต้องออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แม้ว่าปัจจุบันมีแผนการใช้จ่ายรออยู่อีกมากในระยะข้างหน้า แต่ส่วนใหญ่เป็นรายจ่ายที่จำเป็นในการฟื้นเศรษฐกิจและเพิ่มการจ้างงาน
“เป็นโจทย์ยากของรัฐบาลไทยที่จะประคองเศรษฐกิจ ให้ผ่านพ้นช่วงฐานต่ำของรูปตัว U ได้เร็วเพียงใด ซึ่งจะต้องชั่งน้ำหนักระหว่างมาตรการเศรษฐกิจที่ออกเพิ่มเติมในขนาดที่เพียงพอ และทันเหตุการณ์ในสภาวการณ์ไม่นิ่ง กับต้นทุนจากการออกมาตรการดังกล่าว เช่น หนี้สาธารณะที่จะเพิ่มขึ้น ความเสี่ยงโควิดระบาดอีกครั้ง เมื่อทยอยเปิดประเทศ เป็นต้น” นางสาวณัฐพรกล่าว
สำหรับแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบาย ศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย คงจะยังไม่ลดดอกเบี้ยนโยบายและเลือกติดตามสถานการณ์ก่อน โดยเฉพาะช่วงหลังจากสิ้นสุดมาตรการพักหนี้ฯ ในช่วงปลายไตรมาส 3 ทั้งนี้กนง.จะมีการประชุมในวันที่ 23 ก.ย. 2563
นางสาวธัญญลักษณ์ วัชระชัยสุรพล รองกรรมการผู้จัดการ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า น่าจะเห็นรัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้ที่ประสบปัญหาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเอสเอ็มอี ซึ่งจะช่วยเพิ่มการจ้างงานไปในตัวด้วย อย่างไรก็ตามประสิทธิผลของมาตรการเพิ่มเติม ขึ้นกับระดับการลดความเสี่ยงเครดิตของลูกค้า หรือการผ่อนปรนเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องให้กับสถาบันการเงิน
ทั้งนี้ในช่วง 6-8 เดือนแรกได้ออกมาตรการเสริมสภาพคล่องต่างๆ จำนวน 3.6 แสนล้านบาท พร้อมกันนี้ได้คาดการณ์สินเชื่อของระบบธนาคารพาณิชย์ไทยในปีนี้จะขยายตัว 6.5-8.0% เทียบกับที่ขยายตัว 2.3% ในปี 2562 ซึ่งปีนี้เติบโตสูงกว่าปกติ เนื่องจากมาตรการช่วยเหลือลูกค้าและภาคธุรกิจที่ขอสินเชื่อเสริมสภาพคล่องมากกว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจแท้จริง
“ยังต้องติดตามประเด็นคุณภาพหนี้ที่ระดับเอ็นพีแอล สิ้นปีนี้คงจะขยับขึ้นระดับ 3.5% จากสิ้นมิ.ย.ที่ผ่านมา NPL อยู่ที่ 3.23%" นางสาวธัญญลักษณ์กล่าว
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยยังมองด้วยว่า แม้จะมีการทยอยเปิดประเทศ และมีการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ซึ่งมีบางพื้นที่ที่ทยอยปรับตัวดีขึ้น แต่ก็ยังไม่เข้าใกล้กับภาวะปกติ ซึ่งยังคงมีผลต่อสถานการณ์รายได้ของธุรกิจอยู่ โดยธุรกิจที่มีความเปราะบางสูง 3 อันดับแรก ได้แก่ ธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม การผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้า และธุรกิจโรงแรมและภัตตาคาร ซึ่งคงเป็นกลุ่มที่ทางการอาจพิจารณาให้ความช่วยเหลือต่อเนื่อง
ทั้งนี้สศค.รายงานเครื่องชี้ภาวะเศรษฐกิจไทยในเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ด้านการบริโภคภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยจากเดือนก่อนหน้า สะท้อนจากการบริโภคในหมวดสินค้าคงทน โดยปริมาณจักรยานยนต์จดทะเบียนใหม่ขยายตัว 31.4% จากเดือนก่อนหน้าขจัดผลทางฤดูกาล สอดคล้องกับรายได้เกษตรกรที่แท้จริงกลับมาขยายตัว 4.1% ต่อปี และดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกันมาอยู่ระดับ 42.6 แต่ปริมาณนำเข้ารถยนต์ยังคงชะลอตัว
ส่วนเครื่องชี้ด้านการผลิต ดัชนีผลผลิตสินค้าเกษตร ขยายตัว 1.4% ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม ขยายตัว 1.5% ขจัดผลทางฤดูกาลแล้ว สอดคล้องกับดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมอยู่ระดับ 82.5 ปรับตัวดีขึ้นเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการผ่อนคายมาตรการในการควบคุมโรคระบาดของภาครัฐ ส่วนภาคท่องเที่ยวยังไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาไทยเป็นเดือนที่ 4 นับจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19
ส่วนการลงทุนภาคเอกชน มีสัญญาณปรับตัวดีขึ้น ในหมวดก่อสร้าง และการจัดเก็บภาษีธุรกรรม อสังหาริมทรัพย์ การลงทุนในหมวดเครื่องจักร แต่ปริมาณการนำเข้าสินค้าทุนยังชะลอตัว ด้านการส่งออก เดือนก.ค. มูลค่า 18.82 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 20.8% จากเดือนก่อนหน้า แต่หดตัว 11.4% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ตลาดส่งออกที่สำคัญเกือบทุกประเทศปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะสหรัฐที่ขยายตัวเป็นเดือนที่ 2 ส่วนมูลค่าการนำเข้า 15.48 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 26.4% ส่งผลให้ดุลการค้าเดือนก.ค. เกินดุล 3.34 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
ด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจทั้งในและนอกประเทศอยู่ระดับมั่นคง โดยหนี้สาธารณะ ณ สิ้นมิ.ย. อยู่ที่ 45.8%ของ GDP และทุนสำรองระหว่างประเทศ สิ้นก.ค. อยู่ที่ 254.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ -1% และเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 0.4%ต่อปี
