คลังขายบอนด์ฯอุด “เงินคงคลัง” ถังแตก รัฐใช้จ่ายทะลัก-รายได้พลาดเป้า ปิดหีบปีงบไม่ลง

สบน.เปิดแผน “อุดถังแตก” เงินคงคลังไม่พอ รับมือรัฐใช้จ่ายทะลักในช่วงก.ย. ใกล้ปิดหีบสิ้นปีงบ’63 สะดุดเก็บรายได้พลาดเป้าถึง 3 แสนล้านบาท ประเดิมขายพันธบัตรออมทรัพย์ขาย 5 หมื่นล้านบาท หลังครม.ไฟเขียวกู้วงเงิน 2.14 แสนล้าน พร้อมทบทวนสัดส่วนหนี้สาธารณะขยับเป็น 52%ต่อจีดีพี ส่วนบอนด์ออมทรัพย์ ออก 2 รุ่น อายุ 4 ปี ดอกเบี้ย 1.70% และ อายุ 7 ปี ดอกเบี้ย 2.22% เริ่มขาย 25 ส.ค.-11 ก.ย. 63

นางแพตริเซีย มงคลวนิช ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า สบน.ได้ปรับแผนก่อหนี้สาธารณะ หลังจากที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินปีงบประมาณ 2563 เพิ่มอีกจำนวน 214,093 ล้านบาท ซึ่งเป็นการกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ซึ่งประเดิมด้วยการออกพันธบัตรออมทรัพย์วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท เสนอขายประชาชนในช่วงวันที่ 25 ส.ค. -11 ก.ย. 2563 (รายละเอียดพันธบัตรอยู่ข้างล่าง)

สำหรับเงินกู้ส่วนนี้ นำมาใช้สำรองการเบิกใช้จ่ายของหน่วยงานต่างๆภาครัฐที่จะเข้ามาจำนวนมากในเดือนก.ย.นี้ เนื่องจากรายได้จากการจัดเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล ถูกเลื่อนให้มาจ่ายช่วงปลายเดือนส.ค.นี้ ประกอบกับคาดว่าปีงบ 2563 จะจัดเก็บรายได้เข้ามาต่ำกว่าเป้าหมายประมาณ 9% หรือจำนวน 3 แสนล้านบาท ซึ่งอาจทำให้เงินคงคลังที่มีออยู่น้อย อาจไม่เพียงพอสำหรับการเบิกใช้จ่ายในช่วงก่อนสิ้นปีงบ 2563 (สิ้นก.ย. 2563) ได้

“ช่วงเดือนกันยายนนี้ มีรายจ่ายเข้ามาค่อนข้างเยอะมาก เงินคงคลังจะวูบแค่ไหน ตอนนี้เงินคงคลังเหลือนิดเดียว เราจึงกู้ เปิดวงเงินรอไว้ ถ้ารายได้เข้ามาก็ไม่ต้องใช้วงเงิน 5 หมื่นล้านบาทที่กู้ไว้" นางแพตตริเซีย กล่าว

นางแพตตริเซีย กล่าวเพิ่มเติมว่า วงเงินกู้กรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จำนวน 2.14 แสนล้านบาทข้างต้น ถือจะเป็นคนละส่วนกับการกู้เพื่อชดเชยขาดดุลงบปี’63 จำนวน 4.69 แสนล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาสบน.ได้กู้เกือบเต็มวงเงินแล้ว จึงทำให้รัฐบาลมีกรอบวงเงินกู้รวม 6.83 แสนล้านบาท

สำหรับการกู้เพิ่มในกรณีรายจ่ายมากกว่ารายได้นั้น เป็นไปตามกฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลังกู้ สามารถได้ไม่เกิน 20% ของงบรายจ่ายของปีงบ ซึ่งเคยเกิดขึ้นในช่วงวิกฤตแฮมเบเกอร์ ปี 2551 ที่รัฐบาลเคยกู้เพิ่มเพื่อใช้ในโครงการไทยเข้มแข็ง เมื่อ 13 ปีที่ผ่านมา

สำหรับการก่อหนี้ของรัฐบาลในปีนี้ จะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะของประเทศ เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 51.64% ของ GDP (การขยายตัวของเศรษฐกิจ) ติดลบ 5% ในปีนี้ ตามที่สภาพัฒน์คาดการณ์ไว้ จากสิ้นมิ.ย. 2563 สัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 45.83% ของ GDP ส่วนปีหน้าสัดส่วนหนี้สาธารณะอยู่ที่ 57.8% ของ GDP โต 3.5%

“เราจะมีรีวิวหนี้สาธารณะกันอีกครั้ง เพราะตอนนี้ไม่มีหนี้การบินไทย 1 แสนกว่าล้านบาท จึงต้องหักออก แต่เมื่อรวมกับหนี้ก่อใหม่ ก็อาจะทำให้ตัวเลขหนี้สาธารณะขยับขึ้นอยู่บ้าง น่าจะมีสัดส่วนประมาณ 52.4% ต่อ GDP ซึ่งกำลังรองบประมาณปี’64 ออกมาก่อน ถึงจะทบทวนทุกตัวเลข อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ต้องถือว่าหนี้เป็นตัวเดียวที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ซึ่งรัฐบาลมีงบไม่พอก็ต้องไปก่อหนี้ เพื่อไปทำให้ GDP เติบโตให้ได้ ซึ่งก็จะส่งผลบวกต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ลดลงด้วย” นางแพตตริเซียกล่าว

นอกจากนี้กระทรวงการคลังเตรียมก่อหนี้ต่างประเทศ โดยนางแพตตริเซียได้กล่าวว่า เนื่องจากช่วงแรกที่เกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 เมื่อปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้จองวงเงินกู้ช่วยเหลือจากธนาคารพัฒนาเอเชีย (ADB) วงเงิน 1.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจะมีการเซ็นสัญญาภายในกลางเดือน ก.ย. 2563 โดยเงื่อนไขการกู้ดังกล่าวดีกว่ากู้ในประเทศคือ ในช่วง 3 ปีแรก ไม่ต้องชำระเงินต้นและดอกเบี้ย และจะเริ่มชำระตั้งแต่ปีที่ 4 เป็นต้นไป ซึ่งทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินงบประมาณไปใช้จ่ายส่วนอื่น ส่วนอัตราดอกเบี้ยไม่ได้แตกต่างจากการกู้ในประเทศ

“ซึ่งเราจะทยอยเบิกเงินกู้ส่วนนี้ ตามความจำเป็นในการใช้เงินจนถึงปีหน้า ส่วนที่กลัวว่าจะเกิดผลกระทบต่อค่าเงินบาทจากที่เอาเงินเข้ามานั้น เราได้คุยกับธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว” นางแพตตริเซียกล่าว

สำหรับพ.ร.ก.กู้ 1 ล้านล้านบาท ที่มีวัตถุประสงค์ใช้เพื่อแก้ปัญหาโควิด-19 นั้น นางแพตตริเซีย กล่าวว่า สบน.ได้กู้มาแล้ว 3.18 แสนล้านบาท ขณะที่รัฐบาลมีการใช้เงินในกรอบวงเงินกู้นี้ไปจำนวนหนึ่ง คือ มาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ยังเหลือกว่า 2 แสนล้านบาท และส่วนของกระทรวงสาธารณสุขมีกรอบวงเงินนี้เหลือเกือบ 5 หมื่นล้านบาท เนื่องจากยังไม่ได้มีการเบิกใช้ และมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจ 4 แสนล้านบาท ที่ครม.เพิ่งอนุมัติโครงการไปวงเงินเพียง 4.2 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

เปิดขายพันธบัตรออมทรัพย์ 2 รุ่น 2 อายุ

สำหรับการเปิดเสนอขายพันธบัตรออมทรัพย์ วงเงิน 5 หมื่นล้านบาท มี 2 รุ่น 2 อายุ 2 ช่องทาง ดังนี้ 1.รุ่นวอลเล็ต สบม.ครั้งที่ 2 จำนวน 5 พันล้านบาท อายุ 4 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 1.7%ต่อปี เปิดให้ประชาชนจองซื้อผ่านวอลเล็ต สบม.บนแอปพลิเคชั่นเป๋าตัง โดยสามารถโอนเงินจากพร้อมเพย์ทุกธนาคารเข้า ”วอลเล็ตเพื่อซื้อพันธบัตรออมทรัพย์” และเพิ่มวงเงินซื้อได้ถึง 5 ล้านบาท โดยรุ่นวอลเลตสบม. หน่วยละ 100 บาท เริ่มจำหน่ายตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค.-11 ก.ย. 2563

2.รุ่นก้าวไปด้วยกัน วงเงิน 4.5 หมื่นล้านบาท อายุ 7 ปี อัตราดอกเบี้ยคงที่ 2.22% ต่อปี เปิดขายผ่าน 4 ธนาคารใหญ่ คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ โดยรุ่นนี้จะแบ่งขาย 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 เริ่มวันที่ 26 ส.ค.-3 ก.ย.นี้ ให้แก่บุคคลธรรมดาสัญชาติไทย จองซื้อได้วงเงินไม่เกิน 10 ล้านบาทต่อราย และช่วงที่ 2 วันที่ 4-11 ก.ย.นี้ เปิดขายให้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลที่ไม่แสวงหากำไร แบบไม่จำกัดวงเงินซื้อขั้นสูง ทั้งนี้พันธบัตรออมทรัพย์ทั้ง 2 รุ่นจะมีการจ่ายดอกเบี้ย 2 ครั้งต่อปี

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
พันธบัตรสหรัฐฯ สำคัญอย่างไร? Bond Yield สหรัฐฯ พุ่ง “โอกาส” หรือ “ความเสี่ยง”
เมื่อ 1 ชั่วโมงที่แล้ว
Follow Us