เอ็กซิมแบงก์ขาดทุน 1.4 พันล้าน ครึ่งปีแรก หนี้เสียพุ่ง 6% จ่ออัดมาตรการอุ้ม SME ส่งออกรายย่อย

เอ็กซิมแบงก์ อ่วมหนี้เสียพุ่งกว่า 6% แจงครึ่งปีแรกแบกภาระทั้งตั้งสำรองหนี้ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ และผู้ส่งออกรายเล็กๆ เดี้ยง ฉุดขาดทุน 1.4 พันล้านบาท เผยครึ่งปีหลัง เดินหน้ามาตรการประคองลูกหนี้เพิ่ม รองรับ 3 กลุ่มลูกหนี้หนุนสภาพคล่อง และปรับธุรกิจรับโลกหลังโควิด คาดสินเชื่อโต 3%

นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) เปิดเผยว่า จากผลกระทบของการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย และเศรษฐกิจโลก ธนาคารได้ออกมาตรการช่วยเหลือแก่ลูกค้าผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกที่เดือดร้อน โดยณ สิ้น มิ.ย. 2563 จำนวน 4,600 ราย คิดเป็นสัดส่วน 15% ของผู้ส่งออกทั้งประเทศ รวมเป็นวงเงินรวม 5 หมื่นล้านบาท โดยส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มเอสเอ็มอีรายเล็กๆ ที่เข้าคาดกระแสเงินหมุนเวียนเพราะไม่ถึงธนาคารพาณิชย์

“ซึ่งผู้ส่งออก SMEs สัดส่วน 81% มีความสามารถในการต้านทานปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆ ได้น้อย อาทิ ปริมาณคำสั่งซื้อลดลงจากเศรษฐกิจโลกซบเซา ทำให้มีความเสี่ยงที่จะไม่ได้รับชำระเงินค่าสินค้าสูงขึ้น ภาคการผลิตหยุดชะงักจากการที่ซัพพลายเออร์หยุดการผลิตและไม่สามางวัตถุดิบมาได้ ธุรกิจขาดสภาพคล่อง ขณะที่เงินบาทมีทิศทางแข็งค่าทำให้สูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันด้านราคา" นายพิศิษฐ์กล่าว

พร้อมกันนี้นายพิศิษฐ์ กล่าวยอมรับว่าในส่วนของธนาคารก็ได้รับผลกระทบจากกลุ่มลูกค้าที่มีปัญหาคุณภาพหนี้ด้อยลงค่อนข้างมากพอสมควร จนทำให้สิ้นมิ.ย. 2563 มีหนี้ NPL (ค้างชำระเกิน 3 เดือน) สูงถึง 6.37% ของสินเขื่อรวม โดยเพิ่มขึ้นถึง 30%จากสิ้นปีที่แล้ว NPL อยู่ที่ 4.6% และส่งผลให้ธนาคารต้องตั้งสำรองการด้อยค่าของหนี้ที่เพิ่มขึ้น 5.4 พันล้านบาท

“ส่งผลให้ครึ่งปีแรกธนาคารขาดทุนกว่า 1.4 พันล้านบาท เกิดจากภาระตั้งสำรองด้อยค่าคุณภาพหนี้ตามมาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS และปัญหา NPL ที่เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบหนักจากโควิด" นายพิศิษฐ์กล่าว

โดยภาพรวมผลดำเนินงานในครึ่งแรกของปี 2563 EXIM BANK มีกำไรก่อนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นเท่ากับ 1,163 ล้านบาท อย่างไรก็ตามการสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss) ซึ่งเพิ่มขึ้นตามสภาวะเศรษฐกิจภายนอกที่มีความเสี่ยงสูง และการกันสำรองตามเกณฑ์ TFRS 9 ที่เข้มงวดขึ้น ซึ่ง EXIM BANK เป็นสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐแห่งแรกที่ถือปฏิบัติตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน กลุ่มเครื่องมือทางการเงิน (รวมถึงTFRS 9) ทำให้ธนาคารต้องกันสำรองตามเกณฑ์ TFRS 9 2,908 ล้านบาท บวกกับการกันสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและสำรองอื่นสำหรับงวดครึ่งแรกปี 2563 เท่ากับ 2,579 ล้านบาท รวมเป็น 5,487 ล้านบาท แต่เนื่องจาก EXIM BANK กันสำรองไว้สูงอยู่เดิม ทำให้งวดครึ่งแรกปี 2563 EXIM BANK ขาดทุนสุทธิเพียง 1,416 ล้านบาท

ทั้งนี้ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกของปี 2563 ของ EXIM BANK มีสินเชื่อคงค้าง 126,501 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19,317 ล้านบาท หรือ 18.02% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นสินเชื่อเพื่อการค้า 35,665 ล้านบาท และสินเชื่อเพื่อการลงทุน 90,836 ล้านบาท การปล่อยสินเชื่อของ EXIM BANK ทำให้เกิดปริมาณธุรกิจ (Business Turnover) 85,834 ล้านบาท ซึ่งในจำนวนนี้เป็นปริมาณธุรกิจของ SMEs เท่ากับ 29,227 ล้านบาทหรือคิดเป็น 34.05%

สำหรับในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 EXIM BANK มีวงเงินสนับสนุนแก่สินเชื่อโครงการระหว่างประเทศรวมทั้งสิ้น 92,891 ล้านบาท โดยเป็นสินเชื่อคงค้างจำนวน52,915 ล้านบาท จากจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อคงค้างให้แก่ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกและลงทุนใน CLMV จำนวน 33,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.38% หรือ 2,854 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โควิด-19 ทำให้ความเสี่ยงทางการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 EXIM BANK มีปริมาณธุรกิจด้านการรับประกันการส่งออกและการลงทุนเท่ากับ 90,792 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37,503 ล้านบาทหรือ 70.38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับทิศทางในช่วงครึ่งปีหลัง EXIM BANK ใช้หลักความระมัดระวังอย่างต่อเนื่องในการพิจารณาสำรองผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น ทำให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 163.89%

“ปีนี้ทั้งปีเรา มองว่า NPL จะขยับขึ้นอีกไม่มาก หรืออาจอยู่ระดับเดิมด้วยซ้ำ เราหวังว่ากลุ่มลูกหนี้เหล่านี้จะกลับฟื้นขึ้นมาได้ แม้ไม่เต็ม 100% ก็ตาม และจะทำให้การตั้งสำรองฯไว้ครึ่งปีแรกจะเพียงพอในระดับที่ยอมรับได้ และสินเชื่อคาดหวังจะขยับขึ้นอีก 2-3% ได้" นายพิศิษฐ์กล่าว

สำหรับสถานการณ์การเข้าช่วยเหลือลูกค้าก็มีบางส่วนสามารถก้าวผ่านวิกฤติครึ่งปีแรกได้ และบางส่วนที่ยังต้องคอยดูแลต่อเนื่อง จึงยังต้องดูแลเตรียมออกมาตรการต่อเนื่องหลังครบอายุ 6 เดือนในช่วงปลายปี โดยจะมีการจัดกลุ่มลูกหนี้ โดยขณะนี้ธนาคารกำลังประเมินลูกหนี้หลังการเข้าช่วยเหลือช่วงที่ผ่านมา ซึ่งในเบื้องต้นธนาคารสามารถช่วยเหลือไปได้เกิน 50% ของที่ช่วย ซึ่งกลับมามีผบดำเนินงานได้ดีกว่าคาด แต่ยังมีกลุ่มลูกค้าบางส่วนราว 1 ใน 8 ที่ยังมีอาการต้องเฝ้าระวังและติดตามอย่างใกล้ชิด ส่วนกลุ่มที่เหลือ คาดหวังจะสามารถปรับตัวได้ แต่ด้านผลประกอบการคงไม่เร่งตัวฟื้นได้ในปีนี้ โดยคาดหวังว่าจะฟื้นตัวได้ในปีหน้า ซึ่งธนาคารได้ส่งทีมมาร์เกตติ้งเข้าไปช่วยให้คำแนะนำในการปรับตัวสู้ให้รอด ดังนั้นธนาคารมาตรการที่จะออกมาเพิ่มเติม จะจัดให้สอดรับลูกค้า 3 กลุ่มดังกล่าว

“แนวทางที่จะช่วยต่อเนื่องคือ ยืดช่วยบางกลุ่มที่มีหนี้เดิมยืดไปอีก เพื่อให้มีแคชโฟลว์ (กระแสเงินสดหมุนเวียน) เพราะผลประกอบการไม่เต็ม 100% โอกาสได้คืนหนี้ไม่มีในตอนนี้ ก็ต้องดูจะเป็นการช่วยลูกหนี้ได้บางส่วน คงไม่สามารถช่วยได้ทั้งหมด แต่ก็ขึ้นกับครึ่งปีหลังสถานการณ์จะกลับมาดีแต่ไหน ซึ่งเราคาด GDP (อัตราการเติบโตเศรษฐกิจ) ติดลบ 6-8% และคาดว่ามูลค่าส่งออกปีนี้ติดลบ 8-10%" นายพิศิษฐ์ กล่าว

สำหรับกลุ่มเอสเอ็มอีเล็กๆ ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุด มีประมาณ 10% หรือวงเงินไม่เกิน 100 ล้านบาท ซึ่งผู้ประกอบการต้องเริ่มคิดจะหาทางปรับตัวอย่างไรคือ กลุ่มค้าขายทั่วไป ซึ่งกำลังดูจะช่วยเหลืออย่างไรได้บ้าง เพราะได้รับผลกระทบทั้งจากค้าขายในค่างประเทศไม่ได้ แม้แต่ในประเทศก็ไม่ได้

“วิกฤติโควิด-19 เป็นสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญว่า ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจไทยต้องพัฒนาและยกระดับห่วงโซ่อุปทานการผลิตครั้งใหญ่ให้สอดรับกับบริบทใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ทั้งกระแสการใส่ใจความปลอดภัย สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมที่จะมีมากขึ้น ตลอดจนความจำเป็นที่จะต้องเร่งนำเทคโนโลยีมาใช้ในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าพัฒนาช่องทางการตลาดออนไลน์ เพื่อตอบสนองกระแส Social Distancing และพฤติกรรม New Normal ที่เกิดขึ้นทั่วโลก” นายพิศิษฐ์กล่าว

ทั้งนี้มาตรการความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออก โดยพักชำระหนี้ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยแก่ลูกค้าเป็นระยะเวลา 6 เดือน และออกมาตรการทั้งด้านสินเชื่อและประกันความเสี่ยงให้ลูกค้า

พร้อมกันนี้ ในครึ่งหลังปี 2563 EXIM BANK ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อช่วยผู้ประกอบการที่เกี่ยวเนื่องกับการส่งออกแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรมและขนาดธุรกิจ ให้สามารถปรับตัวรับมือสถานการณ์เศรษฐกิจไทยและต่างประเทศได้ ดังนี้

  1. บริการประกันการส่งออกสำหรับผู้ประกอบการขนาดย่อม (EXIM for Small Biz) เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการขนาดย่อมที่มีรายได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อปี หรือจ้างงานไม่เกิน 50 คน ที่เพิ่งเริ่มต้นส่งออก ไม่เคยใช้บริการประกันการส่งออก และมีแผนจะส่งออกมูลค่าไม่สูงนัก สามารถขออนุมัติวงเงินผู้ซื้อกับ EXIM BANK ตั้งแต่มูลค่า100,000-500,000 บาท วงเงินรับประกันสูงสุด 2 ล้านบาทต่อรายผู้เอาประกัน
  2. สินเชื่อเอ็กซิมเสริมทุนธุรกิจขนาดกลาง (EXIM Amazing M Credit) เป็นเงินทุนหมุนเวียน เพิ่มสภาพคล่องในการดำเนินธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการขนาดกลาง วงเงินสูงสุด 80 ล้านบาทต่อราย อัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 3.75% ต่อปี
  3. สินเชื่อเอ็กซิมเสริมไทยเก่ง (EXIM Star Credit) เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับผู้ส่งออก SMEs ใน 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1.กลุ่มเกษตร อุตสาหกรรมเกษตร และเทคโนโลยีชีวภาพ 2.กลุ่มอาหาร อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร และ 3.กลุ่มเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติปรุงแต่งดูแลร่างกาย วงเงินสูงสุด 3 ล้านบาท ต่อรายอัตราดอกเบี้ย 4.75% ต่อปี และลดอัตราดอกเบี้ยเหลือ 4% ต่อปี กรณีส่งออกไปCLMV (กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมา และเวียดนาม)
Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us