ธปท.ชี้ธุรกิจ-แรงงานสะดุด 2 ปี ค่าเงินบาทอ่อน 3% เตือนตลาดผันผวนสูงต่อเนื่องหลังโควิด
ผู้ว่าธปท.”วิรไท” ฟันธง ปัญหาภาคธุรกิจมีส่วนเกิน “การผลิตและแรงงาน” ล้น โดยเฉพาะท่องเที่ยว-บริการ อ่วมสุดใน 2 ปีข้างหน้า ย้ำทั้งรัฐและทุกภาคส่วนต้องช่วยกันแก้โจทย์ใหญ่ประเทศ พร้อมปรับกฏเกณฑ์กม.ใหม่ๆ ปลดล็อคอุปสรรคต่อโลกใหม่หลังโควิด หนุนโลก ”ดิจิทัล” ชี้ค่าเงินบาทอ่อนช่วงนี้ จากตลาดผันผวนสูง-สภาพคล่องล้นโลก ไม่หวั่นเงินไหลออกไทย มั่นใจเสถียรภาพต่างประเทศเข้มแข็งทั้งทุนสำรองและเกินเดุลบัญชีเดินสะพัด แถมสภาพคล่องในประเทศสูง
นายวิรไท สันติประภพ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า สถานการณ์ภาคธุรกิจหลังโควิด-19 หลังจากรัฐบาลคลายล็อคดาวน์ พบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจเริ่มกลับมามากขึ้น ทั้งภาคธุรกิจบริการและหลายเมืองมีการเดินทางท่องเที่ยว ร้านอาหารที่กลับมาเปิดมากขึ้น อย่างไรก็ตามผลกระทบโควิด-19 ยังมีความรุนแรง และจะยังเกิดขึ้นในระยะ 2 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นหลายภาคธุรกิจยังคงมีส่วนเกินกำลังการผลิตและแรงงานอีกมาก โดยเฉพาะในภาค “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว” จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่จะต้องแก้ปัญหาการเคลื่อนย้ายทรัพยากรที่เป็นส่วนเกินไปสู่ภาคส่วนอื่นๆ ให้สอดคล้องกับชีวิตวิถีใหม่ของการทำธุรกิจหลังโควิด
“ในภาคอุตสาหกรรม ยังมีผลกระทบยาวอีก 2 ปี กว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับมาได้เหมือนเดิม เพราะฉะนั้นจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว จะเห็นการธุรกิจต่างๆ ปิดกิจการไป โจทย์สำคัญคือ ต้องเยียวยาธุรกิจและลูกจ้างอย่างไรให้ย้ายไปทำอาชีพอื่นได้ เพราะฉะนั้นต้องมาช่วนกันคิดปรับโครงสร้างรับโลกหลังโควิด ซึ่งไม่ใช่แค่หน้าที่ของรัฐบาล แต่ทุกภาคส่วนต้องช่วนกันทุกระดับ เพื่อประสานนโยบายด้านอุปทาน และโครงสร้างเศรษฐกิจใหม่ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก” ผู้ว่าการธปท. กล่าว
พร้อมกันนี้ได้ยกตัวอย่าง การปรับกฏเกณฑ์ใหม่หลังโควิด เช่น ใบอนุญาตต่างๆ ที่ไม่สอดคล้องกับโลกดิจิทัล ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเคลื่อนย้ายทรัพยากรและอุปสรรคต่อการ “ปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ" อย่างจริงจัง จะช่วยลดผลกระทบเศรษฐกิจไทย ไม่ให้เกิด "แผลเป็น" ในประเทศไทย และจะช่วยทำให้กลับมาเข้มแข็งได้มากขึ้น
นายวิรไท กล่าวเพิ่มเติมถึงอีกผลกระทบของโลกหลังโควิด-19 ที่เกิดขึ้นว่า ตลาดการเงินไทย ยังคงมีความผันผวนสูงขึ้นผิดปกติ เนื่องจากธนาคารกลางของประเทศต่างๆ ต่างอัดฉีดสภาพคล่องกันจำนวนมาก ส่งผลให้โลกเกิดภาวะส่วนเกินสภาพคล่อง ขณะที่สถานการณ์โควิด-19 ในต่างประเทศ ยังมีการแพร่ระบาดรุนแรงอยู่ เพระฉะนั้นสภาวะเศรษฐกิจจริง คงยังได้รับกระทบมาก รวมถึงค่าเงินบาทก็เช่นกัน ได้รับผลกระทบทั้งจากปัจจัยในประเทศและต่างประเทศ
“ช่วงที่ผ่านมาไทยเกิดกระแสเงินไหลออกไปบ้าง เพราะความไม่แน่นอนจากผลกระทบเศรษฐกิจไทย และการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในประเทศ ส่งผลให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง ทั้งในระดับภูมิภาคและโลก ดังนั้นช่วงที่ค่าเงินบาทอ่อน ถือเป็นจังหวะของผู้ส่งออก แต่ยังคงต้องคำนึงถึงเครื่องมือการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน เพราะโลกหลังโควิด ไม่มีใครคาดเดาทิศทางค่าเงินบาทได้” นายวิรไทกล่าว
ทั้งนี้การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอ่อนค่าต่อเนื่อง นับตั้งแต่เดือน พ.ค 2563 ถึงปัจจุบันประมาณ 3%
สำหรับภาวะเงินทุนไหลออกในประเทศไทย ผู้ว่าการธปท. ย้ำความมั่นใจว่า ขณะนี้ประเทศไทยมีกันชนที่เข้มแข็ง จากเสถียรภาพด้านต่างประเทศที่ดี ไม่ว่าจะเป็นด้านทุนสำรองระหว่างประเทศที่สูง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดที่ครึ่งปีแรกยังเกินดุล แม้จะไม่มากนักเหมือนเดิมก็ตาม และสถานะหนี้ต่างประเทศของไทยที่อยู่ระดับต่ำ นอกจากนี้สภาพคล่องในตลาดเงินไทยยังอยู่ระดับสูง โดยมีเงินฝากที่ไหลเข้าธนาคารพาณิชย์ค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นแม้เงินไหลออกก็ไม่กระทบต่อเสถียรภาพด้านต่างประเทศ
“เรามองครึ่งปีหลัง ตลาดมีความผันผวนเร็วขึ้น และขึ้นกับสถานการณ์หลายอย่างที่เป็นโจทย์สำคัญ ทำให้โลกมีความผันผวนมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงต้องมีการบริหารความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน” ผู้ว่าการิธปท.กล่าวย้ำ
