แบงก์ชาติเมินบิ๊กตู่ ไม่ลดเพดานดอกเบี้ย

แบงก์ชาติเมินบิ๊กตู่ ไม่ลดเพดานดอกเบี้ย กลัวมีผลข้างเคียงแบงก์ปล่อยกู้ขาดทุน


ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า การช่วยลดภาระให้กับลูกหนี้เพิ่มเติม ในส่วนของการปรับลดเพดานดอกเบี้ยของผลิตภัณฑ์ทางการเงินต่างๆ ต้องชั่งน้ำหนักอย่างระมัดระวังถึงผลได้ผลเสียหรือผลข้างเคียงโดยละเอียดก่อน โดยเฉพาะผลลบที่อาจเกิดต่อตัวลูกหนี้เอง


การพิจารณาเรื่องเพดานดอกเบี้ย ต้องมองให้รอบด้าน โดยหลักการ คือ เพดานต้องไม่สูงมาก จนทำให้ลูกหนี้มีภาระดอกเบี้ยสูงเกินไป ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ต่ำเกินไป จนเจ้าหนี้มีรายได้ไม่คุ้มต้นทุนการทำธุรกิจ (ต้นทุนเงิน ต้นทุนความเสี่ยง ต้นทุนบริหารจัดการ) และให้ลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงไปสู่การกู้เงินนอกระบบที่ดอกเบี้ยแพงกว่ามาก โดยในภาวะปัจจุบัน หากจะปรับเพดานดอกเบี้ยลงอีก มีประเด็นที่ต้องพิจารณาให้รอบด้าน ได้แก่


1. ผลได้จากการลดภาระหนี้เดิม ซึ่งอาจมีจำกัด เช่น กรณีภาระหนี้ต่อเดือนสำหรับยอดหนี้ 35,000 บาท การลดเพดานดอกเบี้ยร้อยละ 1 (จากเดิมร้อยละ 25) จะช่วยลดภาระได้เดือนละ 24 บาท และจะไม่ครอบคลุมสินเชื่อที่กำหนดให้ชำระคืนเป็นงวด ๆ ซึ่งมีอยู่จำนวน 9.5 ล้านบัญชี คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 32 ของสินเชื่อรายย่อย


2. สำหรับผู้กู้ใหม่ การปรับลดเพดานดอกเบี้ยในช่วงที่ความเสี่ยงสูง ทำให้เจ้าหนี้เข้มงวดขึ้นและอาจทำให้ลูกหนี้เข้าไม่ถึง ต้องออกไปพึ่งพาหนี้นอกระบบ เห็นได้จากตัวอย่างเมื่อปี 2563 ที่มีการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตและสินเชื่อ p-loan ลง พบว่าอัตราการปฏิเสธสินเชื่อเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 – 13 และร้อยละ 4 – 10 ตามลำดับ


3. สำหรับผู้กู้เดิมที่จะกู้ต่อ จะมีกลุ่มลูกหนี้ที่ถูกเก็บดอกเบี้ยเท่ากับเพดานในปัจจุบัน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเสี่ยงสูง หากลดเพดานดอกเบี้ย กลุ่มดังกล่าวอาจถูกผลักไปใช้สินเชื่อนอกระบบแทนได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น กลุ่มลูกหนี้ที่มีทะเบียนรถเป็นประกัน (Title loan) ที่ถูกคิดอัตราเพดานดอกเบี้ยเพราะมีพฤติกรรมชำระหนี้ที่เสี่ยงสูง ปัจจุบัน คิดเป็นร้อยละ 13 ของจำนวนบัญชีทั้งหมด และกรณีสินเชื่อส่วนบุคคลที่ไม่มีหลักประกัน (p-loan) ที่ถูกคิดอัตราเพดานดอกเบี้ย เป็นกลุ่มที่มีรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาท ถึงร้อยละ 41


ดังนั้น ระหว่างการพิจารณาผลกระทบต่อลูกหนี้ในเรื่องการปรับเพดานดอกเบี้ย แนวทางที่น่าจะช่วยเหลือลูกหนี้ได้มากกว่าภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันที่มีความเสี่ยงสูง คือ การขยายเพดานวงเงินให้เพื่อเพิ่มสภาพคล่อง เพื่อให้คนที่เสี่ยงสูงยังอยู่ในระบบต่อไป และเสริมมาตรการปรับโครงสร้างหนี้สำหรับผู้ที่มีปัญหาในการชำระหนี้เดิม


ก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ได้ขอให้คลังช่วยหาทางลดภาระดอกเบี้ยลูกหนี้ โดยคลังได้ให้แบงก์รัฐลดดอกเบี้ยให้กับลูกค้า และนายกรัฐมนตรีได้ขอให้ ธปท. ไปดูเรื่องการลดเพดานดอกเบี้ยเงินกู้ของธนาคารพาณิชย์ที่ยังอยู่ในระดับสูง ว่าสามารถลดลงได้ไหม
Post Today

Most Viewed
Stock of the Day
ก.ล.ต. ฟันผู้แนะนำการลงทุน ปมยักยอกเงินลูกค้า 19.3 ลบ. แอบถอนฝากประจำ-ทำเอกสารปลอมตบตา สั่งลงดาบแบนพ้นวงการตลาดทุนยาวถึง 10 ปี
เมื่อ 21 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
SAM ปล่อยของดี คัดทรัพย์ทำเลทองย่านที่อยู่อาศัยและพาณิชยกรรม มูลค่ารวม 91 ลบ. ออกประมูล 22 ก.ค.นี้
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
TISCO แกร่งท้าภูมิรัฐศาสตร์ เผยผลงานครึ่งปีแรกบวก 6.4% ชี้ครึ่งปีหลังเน้นโตอย่างมีคุณภาพ คุมสินเชื่อ-รักษาสมดุลสู้ความผันผวน
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ก.ล.ต. สั่งเพิกถอนผู้แนะนำการลงทุน กรณีกระทำมิชอบต่อทรัพย์สินของผู้ลงทุน
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
“โก๋แก่” มัน(ส์) คู่ไทยมา 50 ปี ตัวอย่างแบรนด์เก๋าที่ไม่ยอมหายไปตามเวลา
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us