ไทยพบติดโอมิครอนแล้ว205ราย คลัสเตอร์กาฬสินธุ์พบติดเพิ่ม19
รมว.สาธารณสุขเผยพบผู้ติดเชื้อโอมิครอนในไทยแล้ว 205 ราย ขณะที่คลัสเตอร์กาฬสินธุ์ สามี-ภรรยากลับจากเบลเยียมทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 19 ราย
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 64 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ยืนยันพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทยแล้ว 205 คน โดยกรณีของคลัสเตอร์กาฬสินธุ์นั้น เป็นเคสสามี-ภริยาชาวไทย ที่เดินทางกลับจากประเทศเบลเยียม ซึ่งได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 19 คน เป็นพนักงานของร้าน 13 คน และลูกค้าอีก 6 คน
"ติดในร้าน 19 คน พนักงาน 13 ราย ลูกค้าอีก 6 ราย 2 คนนี้ (สามี-ภริยา ชาวกาฬสินธุ์) ในเบื้องต้นแพร่ไปในวงใกล้ชิดแล้ว 22 ราย เป็นโอมิครอนหมด คอนเฟิร์มแล้ว แต่ทุกคนอยู่ในความควบคุมทั้งหมด" นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่แอบหนีออกจากโรงแรมที่กักตัว โดยไม่รอผลตรวจ RT-PCR ว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว ซึ่งถือว่าโชคดีที่อยู่ในระยะที่ไม่ได้แพร่เชื้อให้ใคร โดยทางแพทย์รายงานว่าความเสี่ยงน้อย
ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เข้าไปดูแลให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งในส่วนของโรงแรมที่เป็นสถานที่กักตัว และ Sandbox เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก
"จากนี้ไปโรงแรมที่เป็น ASQ รวมถึงภูเก็ต ที่ทำแซนด์บ็อกซ์ ก็ต้องกำชับให้เคร่งครัดมากขึ้น" นายอนุทินกล่าว
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) สั่งยกระดับการป้องกันและการรักษา เตรียมบุคลากร อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเผชิญเหตุ เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังปีใหม่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังมั่นใจว่า หากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น ระบบด้านสาธารณสุขของไทยยังรับมือไหว ไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีเตียงดูแลผู้ป่วยโควิดเกือบ 2 แสนเตียง ใช้ไปประมาณ 30% ยังมีเตียงว่างเพียงพอรองรับ และกระทรวงสาธารณสุขยังเตรียมพร้อมระบบ Home isolation และ Community Isolation ไว้สำหรับรักษาพยาบาล เพราะผู้ป่วยโอมิครอนส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง สามารถรักษาตัวอยู่ที่บ้านและชุมชนได้
นายกรัฐมนตรี ยังฝากถึงประชาชนคนไทยอย่าวิตกกังวล หากทุกคนดูแลตัวเองและเคร่งครัดใน 3 เรื่องนี้ คือ การฉีดวัคซีน เข็ม 1 และ 2 การรับวัคซีนเข็มกระตุ้น และการป้องกันตัวจากการรับเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล
"นายกรัฐมนตรียังร่วมอวยพรคริสต์ศาสนิกชนทั่วประเทศ เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส โดยขอให้ฉลองเทศกาลอย่างมีความสุข และให้ร่วมงานสังสรรค์หรือปาร์ตี้ในช่วงปีใหม่อย่างมีสติและปลอดภัย ทุกคนเคยผ่านวิกฤติในช่วงเวลาที่โควิดระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านจริง ๆ ก็ให้สวมหน้ากากอนามัย และพกเจลล้างมือไปด้วยทุกครั้ง โดยหวังว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท และให้ตระหนักว่า "โรคติดเชื้อ ดีที่สุด คือไม่ติดเชื้อ" ซึ่งทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยุติโรคระบาด และทำให้ไวรัสโควิด-19 กลายเป็นไข้หวัดธรรมดาได้ในที่สุด" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ของไทย ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2564 ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 101,079,615 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 61.94% จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 101,079,615 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น เข็มแรก 50,768,299 โดส (76.7% ของประชากร) เข็มสอง 44,819,727 โดส (67.7% ของประชากร) เข็มสาม 5,491,589 โดส (8.3% ของประชากร) โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนเข็ม 1 มากสุด (119.9%)
ขณะนี้ อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 41.3 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 64 นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.สาธารณสุข เปิดเผยว่า ยืนยันพบผู้ป่วยโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนในประเทศไทยแล้ว 205 คน โดยกรณีของคลัสเตอร์กาฬสินธุ์นั้น เป็นเคสสามี-ภริยาชาวไทย ที่เดินทางกลับจากประเทศเบลเยียม ซึ่งได้ไปรับประทานอาหารที่ร้านอาหาร ทำให้มีผู้ติดเชื้อแล้ว 19 คน เป็นพนักงานของร้าน 13 คน และลูกค้าอีก 6 คน
"ติดในร้าน 19 คน พนักงาน 13 ราย ลูกค้าอีก 6 ราย 2 คนนี้ (สามี-ภริยา ชาวกาฬสินธุ์) ในเบื้องต้นแพร่ไปในวงใกล้ชิดแล้ว 22 ราย เป็นโอมิครอนหมด คอนเฟิร์มแล้ว แต่ทุกคนอยู่ในความควบคุมทั้งหมด" นายอนุทินกล่าว
นายอนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีนักท่องเที่ยวชาวอิสราเอลที่แอบหนีออกจากโรงแรมที่กักตัว โดยไม่รอผลตรวจ RT-PCR ว่า ขณะนี้ยังไม่พบว่ามีผู้ติดเชื้อจากนักท่องเที่ยวคนดังกล่าว ซึ่งถือว่าโชคดีที่อยู่ในระยะที่ไม่ได้แพร่เชื้อให้ใคร โดยทางแพทย์รายงานว่าความเสี่ยงน้อย
ขณะเดียวกัน ได้กำชับให้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) เข้าไปดูแลให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ทั้งในส่วนของโรงแรมที่เป็นสถานที่กักตัว และ Sandbox เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้ขึ้นอีก
"จากนี้ไปโรงแรมที่เป็น ASQ รวมถึงภูเก็ต ที่ทำแซนด์บ็อกซ์ ก็ต้องกำชับให้เคร่งครัดมากขึ้น" นายอนุทินกล่าว
ด้าน นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศบค.) สั่งยกระดับการป้องกันและการรักษา เตรียมบุคลากร อุปกรณ์ เวชภัณฑ์ และเครื่องมือต่าง ๆ ให้เป็นส่วนหนึ่งของแผนเผชิญเหตุ เพื่อรองรับทุกสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังปีใหม่
ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียังมั่นใจว่า หากพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 สายพันธุ์โอมิครอนเพิ่มขึ้น ระบบด้านสาธารณสุขของไทยยังรับมือไหว ไทยยังสามารถควบคุมสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดียิ่ง ซึ่งกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) มีเตียงดูแลผู้ป่วยโควิดเกือบ 2 แสนเตียง ใช้ไปประมาณ 30% ยังมีเตียงว่างเพียงพอรองรับ และกระทรวงสาธารณสุขยังเตรียมพร้อมระบบ Home isolation และ Community Isolation ไว้สำหรับรักษาพยาบาล เพราะผู้ป่วยโอมิครอนส่วนใหญ่อาการจะไม่รุนแรง สามารถรักษาตัวอยู่ที่บ้านและชุมชนได้
นายกรัฐมนตรี ยังฝากถึงประชาชนคนไทยอย่าวิตกกังวล หากทุกคนดูแลตัวเองและเคร่งครัดใน 3 เรื่องนี้ คือ การฉีดวัคซีน เข็ม 1 และ 2 การรับวัคซีนเข็มกระตุ้น และการป้องกันตัวจากการรับเชื้อโควิด-19 แบบครอบจักรวาล
"นายกรัฐมนตรียังร่วมอวยพรคริสต์ศาสนิกชนทั่วประเทศ เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส โดยขอให้ฉลองเทศกาลอย่างมีความสุข และให้ร่วมงานสังสรรค์หรือปาร์ตี้ในช่วงปีใหม่อย่างมีสติและปลอดภัย ทุกคนเคยผ่านวิกฤติในช่วงเวลาที่โควิดระบาดในช่วงปีที่ผ่านมา หากมีความจำเป็นต้องออกนอกบ้านจริง ๆ ก็ให้สวมหน้ากากอนามัย และพกเจลล้างมือไปด้วยทุกครั้ง โดยหวังว่าทุกคนจะใช้ชีวิตอยู่บนความไม่ประมาท และให้ตระหนักว่า "โรคติดเชื้อ ดีที่สุด คือไม่ติดเชื้อ" ซึ่งทุกคนสามารถเป็นส่วนหนึ่งของการยุติโรคระบาด และทำให้ไวรัสโควิด-19 กลายเป็นไข้หวัดธรรมดาได้ในที่สุด" โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
สำหรับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 ของไทย ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2564 ฉีดวัคซีนแล้วกว่า 101,079,615 โดส โดยฉีดให้กับประชาชนมากที่สุดในสัดส่วนกว่า 61.94% จำนวนการฉีดวัคซีนสะสม 101,079,615 โดส ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น เข็มแรก 50,768,299 โดส (76.7% ของประชากร) เข็มสอง 44,819,727 โดส (67.7% ของประชากร) เข็มสาม 5,491,589 โดส (8.3% ของประชากร) โดยกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ฉีดวัคซีนเข็ม 1 มากสุด (119.9%)
ขณะนี้ อัตราการฉีดล่าสุดรวมกันทั่วโลกที่ 41.3 ล้านโดสต่อวัน และมีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
Most Viewed
Where to put your money
“ความผันผวน” ไม่ใช่ศัตรูของนักลงทุน... แต่เป็น “โอกาส” ในการปรับพอร์ตให้ดีขึ้น !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Fun of Funds
“FP INDIA-D” ดัก “หุ้นอินเดีย” ช่วงตลาดย่อ... รอฟื้นตัว เหตุ “พื้นฐานแกร่ง-ราคาไม่แพง” !!!
เมื่อ 8 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“กบข.” แนะสมาชิก “ออมเร็ว-ออมเพิ่ม-ออมอย่างเหมาะสม-ออมอย่างต่อเนื่อง”... สู่เป้าหมาย “เกษียณมั่นคง” !!!
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Wealth EZ
“เจ้าของธุรกิจ”...เกษียณอย่างเป็นสุข !!!
เมื่อ อีก 22 ชั่วโมง
Stock of the Day
BTS เตรียมขายหุ้นกู้ 3 ชุด ดอกเบี้ย 3.20% – 3.75% คาดเปิดจองซื้อ 25, 28–29 ก.ย. นี้ ชูการเงินแกร่ง-กระแสเงินสดมั่นคง
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us
