น้ำมันแพงส่งผลดีรายได้รัฐ 4 เดือน เกินเป้าเกิน 4 หมื่นล้าน แต่ส่งผลร้ายภาษีสรรพสามิตวูบกว่า 1 หมื่นล้าน
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 (ต.ค. 2564 – ม.ค. 2565) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 758,388 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 42,676 ล้านบาท หรือ 6.0% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.1%
โดยการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประมาณการ 70,648 และ 6,737 ล้านบาท หรือ 14.3% และ 14.7% ตามลำดับ จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการนำเข้า ราคาน้ำมันดิบดูไบ รวมถึงรายได้ของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เริ่มฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการจากการนำส่งรายได้ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่สูงกว่าประมาณการเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตได้จำนวน 186,553 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 10,429 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากราคาน้ำมันแพง และการระบาดของโควิด ทำให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชน จึงเป็นจังหวะไม่เหมาะที่จะขึ้นภาษีน้ำมันในขณะนี้
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการลดภาษีน้ำมันดีเซล ทางกรมสรรพสามิตต้องดำเนินตามนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีนโยบายให้ลดก็ต้องลด แม้จะไม่เห็นด้วย เพราะจะกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลทำให้งบประมาณปี 2565 มีปัญหา แม้ว่าตอนนี้การเก็บภาษีภาพรวมจะสูงกว่าเป้าหมายก็ตาม
"การลดภาษีน้ำมันควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ และการลดภาษีน้ำมันไม่ได้ทำให้น้ำมันถูกลง หากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุด เสียทั้งเงินภาษี และกระทบการเก็บรายได้รัฐบาล ซึ่งหากรัฐบาลลดภาษีน้ำมัน รัฐบาลก็ต้องดูว่าจะหารายได้จากส่วนไหนมาชดเชย เพื่อไม่ให้งบประมาณปี 2565 มีปัญหาเงินรายได้ไม่พอกับรายจ่ายเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา"
นายพรชัย ฐีระเวช ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ในฐานะโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยผลการจัดเก็บรายได้รัฐบาลสุทธิในช่วง 4 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2565 (ต.ค. 2564 – ม.ค. 2565) รัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิ จำนวน 758,388 ล้านบาท สูงกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 42,676 ล้านบาท หรือ 6.0% และสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน 6.1%
โดยการจัดเก็บรายได้ของกรมสรรพากร และการนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจ สูงกว่าประมาณการ 70,648 และ 6,737 ล้านบาท หรือ 14.3% และ 14.7% ตามลำดับ จากการจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่จัดเก็บได้เพิ่มขึ้นตามการขยายตัวของการนำเข้า ราคาน้ำมันดิบดูไบ รวมถึงรายได้ของนิติบุคคลและบุคคลธรรมดาที่เริ่มฟื้นตัวตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ
ขณะที่การนำส่งรายได้ของรัฐวิสาหกิจสูงกว่าประมาณการจากการนำส่งรายได้ของบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่สูงกว่าประมาณการเป็นสำคัญ
อย่างไรก็ตาม การเก็บภาษีของกรมสรรพสามิตได้จำนวน 186,553 ล้านบาท ต่ำกว่าเป้าหมาย 10,429 หมื่นล้านบาท เนื่องจากการเพิ่มอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันไม่เป็นไปตามแผน เนื่องจากราคาน้ำมันแพง และการระบาดของโควิด ทำให้กระทบกับค่าครองชีพของประชาชน จึงเป็นจังหวะไม่เหมาะที่จะขึ้นภาษีน้ำมันในขณะนี้
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า สำหรับการลดภาษีน้ำมันดีเซล ทางกรมสรรพสามิตต้องดำเนินตามนโยบายรัฐบาล หากรัฐบาลมีนโยบายให้ลดก็ต้องลด แม้จะไม่เห็นด้วย เพราะจะกระทบกับการเก็บรายได้ของรัฐบาลทำให้งบประมาณปี 2565 มีปัญหา แม้ว่าตอนนี้การเก็บภาษีภาพรวมจะสูงกว่าเป้าหมายก็ตาม
"การลดภาษีน้ำมันควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ และการลดภาษีน้ำมันไม่ได้ทำให้น้ำมันถูกลง หากราคาน้ำมันในตลาดโลกเพิ่มสูงขึ้นไม่หยุด เสียทั้งเงินภาษี และกระทบการเก็บรายได้รัฐบาล ซึ่งหากรัฐบาลลดภาษีน้ำมัน รัฐบาลก็ต้องดูว่าจะหารายได้จากส่วนไหนมาชดเชย เพื่อไม่ให้งบประมาณปี 2565 มีปัญหาเงินรายได้ไม่พอกับรายจ่ายเหมือน 2 ปีที่ผ่านมา"

นอกจากนี้การส่งรายได้ของหน่วยงานอื่นและกรมธนารักษ์ ก็ยังต่ำกว่าประมาณการอีก 12,414 หมื่นล้านบาท ทำให้เห็นภาษีว่าการเก็บรายได้ของรัฐบาลยังมีความอ่อนแอ
