Official Update :

ส่งออกหวังพึ่งบาทอ่อน คาดทั้งปีโต 5 % ห่วงราคาพลังงาน-ค่าแรงขยับ ดันต้นทุนพุ่ง

ส่งออกไตรมาสแรกยังบวก 14.9% เกาะติด 6 ปัจจัยเสี่ยง ปมรัสเซีย-ยูเครนส่งผลราคาพลังงานพุ่งวัตถุดิบขาดแคลนซ้ำเติมต้นทุนผู้ประกอบการพุ่ง


ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมีนาคม 2565 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,859.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19.5% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัว 8.9%)


ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 27,400.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2565 เกินดุลเท่ากับ 1,459.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 34,960 ล้านบาท


ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม - มีนาคมของปี 2565 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 73,601.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 14.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 2,401,444 ล้านบาท ขยายตัว 26.1% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 74,545.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18.4% ส่งผลให้ดุลการค้า ขาดดุลเท่ากับ 944 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 65,210 ล้านบาท


สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการส่งออกคือ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลง จากการกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากความกังวลของตลาดการเงินต่อแนวโน้มการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการเร่งลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีความชัดเจนมากขึ้นในเดือนพ.ค.นี้      


นอกจากนี้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ ยุโรป อาเซียน เอเชียใต้ตะวันออกกลาง เติบโตต่อเนื่องประกอบกับมีอุปสงค์ทรงตัวในระดับสูง แต่ต้องจับตาปัญหาด้านอุปทานและอัตราเงินเฟ้อ ที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้ GDP ไตรมาสแรกของสหรัฐฯ มีการหดตัวลง 1.4% แสดงให้เห็นถึงการเริ่มชะลอตัว และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในไตรมาส2 ทั้งนี้สรท.คาดการณ์การส่งออกไทยในไตรมาสที่สองของปี 2565 เติบโต 3.5 - 5% โดยทั้งปียังขยายตัว 5% โดยมีปัจจัยปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2564ได้แก่1.สถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียส่งผลต่อการค้าโลกชะลอตัวโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่รัสเซียและยูเครนมีศักยภาพในการส่งออกไปทั่วโลก เช่น น้ำมัน แร่ธรรมชาติ และสินค้าอุปโภคบริโภครวมถึงสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ปุ๋ย ปรับตัวสูงขึ้นและขาดแคลนล่าสุดรัสเซียเริ่มงดซัพพลายพลังงานให้กับโปแลนด์และบัลแกเรียแล้ว


2.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีมูลค่าสูงขึ้นในทางกลับกันส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกือบทุกประเภทรวมถึงต้นทุนการขนส่งที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลกทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัวทั่วโลก 3. ค่าระวางปรับลงเล็กน้อยแต่ยังทรงตัวในระดับสูง ในเส้นทางยุโรปจากภาพรวมความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ส่วนเส้นทางสหรัฐฝั่งตะวันออกค่าระวางยังปรับเพิ่มขึ้นจากภาพรวมความต้องการในการขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง 


ขณะที่จีนอยู่ในช่วงประกาศ Lockdown เซี่ยงไฮ้ ที่เป็นท่าเรือหลักส่งผลให้ปัญหาเรือ Delay รอเทียบท่ามากกว่า 1 สัปดาห์ สายเรือมีการทำ Blank Sailing ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มเลี่ยงการขนส่งเข้าไปที่ท่าเรือหลัก


4.แรงงานในภาคการผลิตขาดแคลนต่อเนื่อง ประกอบกับอาจมีแนวโน้มต้นทุนการจ้างงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกระทบภาคการผลิตที่กำลังเผชิญเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่ก่อนแล้ว 5.ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, แร่ธรรมชาติ, สินค้าอุปโภคบริโภคขั้นต้นและขั้นกลาง เป็นต้น



6. สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 หลายประเทศเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการสำหรับการเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไทยที่เปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้การเดินทางทั้งท่องเที่ยวและทำธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะที่บางประเทศยังคงเข้มงวดในเรื่องของมาตรการตรวจสอบโควิดก่อนเข้าประเทศ อาทิ ประเทศจีน ที่ล่าสุดมีจำนวนผู้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากท่ามกลางการแพร่กระจายของโควิดโอไมครอนที่สามารถติดต่อได้ง่าย อย่างไรก็ดียังคงต้องเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด


ทั้งนี้สรท.ได้จัดทำข้อเสนอแนะที่สำคัญไปยังรัฐบาลดังนี้1.ขอให้ภาครัฐพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยอ้างอิงจากปัจจัยการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก พร้อมทั้งบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ปรับตัวสูงเกินกว่า 5% เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่แบกรับภาระที่สูงจนเกินไป  ขณะเดียวกันต้องปรับลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชนในการดำรงชีวิต เช่น ค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ  ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าพลังงาน (น้ำมันและก๊าซหุงต้ม) และต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันรวมถึงลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ


2.รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมะสมผ่านเครื่องมือหรือกลไกในการควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป 3.เร่งมองหาช่องทางขยายตลาดเพิ่มเติมทั้งกลุ่มตลาดศักยภาพระดับรองที่อาจเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่สามารถทดแทนกลุ่มสินค้าที่เริ่มได้รับผลกระทบจากการชะลอคำสั่งซื้อจากประเทศรัสเซียและยูเครน 


4.เร่งกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าเพื่อยกระดับ/กระตุ้นให้เกิด Trade activity ในลักษณะ Exhibition / Business matching ระหว่างกันให้มากขึ้น รวมถึงเร่งผลักดันการค้าเข้าสู่ตลาด RCEP ให้มากที่สุด เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว

Post Today

Most Viewed
News Highlight
เซ็นทรัล รีเทล พร็อพเพอร์ตี้ จับมือ BART LAB มหิดล ร่วมลงนาม LOI ขับเคลื่อนรีเทลแห่งอนาคต เปลี่ยนพื้นที่เป็น Living Lab
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
อินทนิลร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ เปิดงานเทศกาลกินเจ ชวนเติมสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ด้วยเมนูเจและเครื่องดื่ม Plant-based ทางเลือกที่ดื่มง่ายในทุกวัน
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แม็คโคร-โลตัส ชวนสัมผัสรสชาติ และสินค้าระดับพรีเมียมจากออสเตรเลีย ในแคมเปญ “Taste of Australia 2026”
เมื่อ 20 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
SCC ลุ้นกำไร Q3/69 ฟื้นแตะ 2.8 พันลบ. หนุนผลงานทั้งปี 69 โตพุ่ง 400% รับปิโตรเคมีฟื้น–ต้นทุนลดหนุนมาร์จิ้น
เมื่อ 22 ชั่วโมงที่แล้ว
Stock of the Day
หุ้นท่องเที่ยวไม่สะเทือน! เหตุโจมตีสนามบินซาอุฯ โบรกฯ ชี้กระทบจำกัด หากไม่ลาม Gulf Hub ลุ้นโรงแรม Q4/69 กำไรฟื้น CENTEL-ERW เด่น
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us