ส่งออกหวังพึ่งบาทอ่อน คาดทั้งปีโต 5 % ห่วงราคาพลังงาน-ค่าแรงขยับ ดันต้นทุนพุ่ง
ดร.ชัยชาญ เจริญสุข ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.เปิดเผยถึงภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทยเดือนมีนาคม 2565 เมื่อเทียบกับเดือนเดียวกันของปีก่อน ว่า การส่งออกมีมูลค่า 28,859.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 19.5% (เมื่อหักทองคำ น้ำมัน และอาวุธยุทธปัจจัย การส่งออกขยายตัว 8.9%)
ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 27,400.6 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18% ส่งผลให้ดุลการค้าของประเทศไทยในเดือนมีนาคม 2565 เกินดุลเท่ากับ 1,459.1 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเท่ากับ 34,960 ล้านบาท
ภาพรวมการค้าระหว่างประเทศของไทยในเดือนมกราคม - มีนาคมของปี 2565 เทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อน (YoY) พบว่า ไทยส่งออกรวมมูลค่า 73,601.4 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 14.9% และมีมูลค่าในรูปเงินบาทเท่ากับ 2,401,444 ล้านบาท ขยายตัว 26.1% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 74,545.3 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 18.4% ส่งผลให้ดุลการค้า ขาดดุลเท่ากับ 944 ล้านเหรียญ หรือคิดเป็น 65,210 ล้านบาท
สำหรับปัจจัยบวกที่ส่งผลต่อการส่งออกคือ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางที่อ่อนค่าลง จากการกลับมาแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ จากความกังวลของตลาดการเงินต่อแนวโน้มการเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย และการเร่งลดงบดุลของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่มีความชัดเจนมากขึ้นในเดือนพ.ค.นี้
นอกจากนี้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าสำคัญ อาทิ ยุโรป อาเซียน เอเชียใต้ตะวันออกกลาง เติบโตต่อเนื่องประกอบกับมีอุปสงค์ทรงตัวในระดับสูง แต่ต้องจับตาปัญหาด้านอุปทานและอัตราเงินเฟ้อ ที่มีการปรับตัวสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้ GDP ไตรมาสแรกของสหรัฐฯ มีการหดตัวลง 1.4% แสดงให้เห็นถึงการเริ่มชะลอตัว และความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในไตรมาส2 ทั้งนี้สรท.คาดการณ์การส่งออกไทยในไตรมาสที่สองของปี 2565 เติบโต 3.5 - 5% โดยทั้งปียังขยายตัว 5% โดยมีปัจจัยปัจจัยเสี่ยงที่เป็นอุปสรรคสำคัญในปี 2564ได้แก่1.สถานการณ์ข้อพิพาทระหว่างยูเครนและรัสเซียส่งผลต่อการค้าโลกชะลอตัวโดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่รัสเซียและยูเครนมีศักยภาพในการส่งออกไปทั่วโลก เช่น น้ำมัน แร่ธรรมชาติ และสินค้าอุปโภคบริโภครวมถึงสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป ปุ๋ย ปรับตัวสูงขึ้นและขาดแคลนล่าสุดรัสเซียเริ่มงดซัพพลายพลังงานให้กับโปแลนด์และบัลแกเรียแล้ว
2.ราคาพลังงานทรงตัวในระดับสูงส่งผลให้สินค้าที่เกี่ยวเนื่องกับน้ำมันมีมูลค่าสูงขึ้นในทางกลับกันส่งผลต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเกือบทุกประเภทรวมถึงต้นทุนการขนส่งที่ต้องปรับตัวสูงขึ้นตามกลไกราคาพลังงานในตลาดโลกทำให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นหลายเท่าตัวทั่วโลก 3. ค่าระวางปรับลงเล็กน้อยแต่ยังทรงตัวในระดับสูง ในเส้นทางยุโรปจากภาพรวมความขัดแย้งของรัสเซีย-ยูเครน ส่วนเส้นทางสหรัฐฝั่งตะวันออกค่าระวางยังปรับเพิ่มขึ้นจากภาพรวมความต้องการในการขนส่งยังคงอยู่ในระดับสูง
ขณะที่จีนอยู่ในช่วงประกาศ Lockdown เซี่ยงไฮ้ ที่เป็นท่าเรือหลักส่งผลให้ปัญหาเรือ Delay รอเทียบท่ามากกว่า 1 สัปดาห์ สายเรือมีการทำ Blank Sailing ผู้ประกอบการบางส่วนเริ่มเลี่ยงการขนส่งเข้าไปที่ท่าเรือหลัก
4.แรงงานในภาคการผลิตขาดแคลนต่อเนื่อง ประกอบกับอาจมีแนวโน้มต้นทุนการจ้างงานที่ปรับตัวสูงขึ้นกระทบภาคการผลิตที่กำลังเผชิญเรื่องต้นทุนการผลิตที่สูงอยู่ก่อนแล้ว 5.ปัญหาวัตถุดิบขาดแคลนและราคาผันผวน อาทิ เซมิคอนดักเตอร์, เหล็ก, แร่ธรรมชาติ, สินค้าอุปโภคบริโภคขั้นต้นและขั้นกลาง เป็นต้น
6. สถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด – 19 หลายประเทศเริ่มมีการผ่อนคลายมาตรการสำหรับการเดินทางเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง รวมถึงไทยที่เปิดประเทศเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา ทำให้การเดินทางทั้งท่องเที่ยวและทำธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น ขณะที่บางประเทศยังคงเข้มงวดในเรื่องของมาตรการตรวจสอบโควิดก่อนเข้าประเทศ อาทิ ประเทศจีน ที่ล่าสุดมีจำนวนผู้ผู้ป่วยโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้นอย่างมากท่ามกลางการแพร่กระจายของโควิดโอไมครอนที่สามารถติดต่อได้ง่าย อย่างไรก็ดียังคงต้องเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดอย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้สรท.ได้จัดทำข้อเสนอแนะที่สำคัญไปยังรัฐบาลดังนี้1.ขอให้ภาครัฐพิจารณาการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำโดยอ้างอิงจากปัจจัยการปรับขึ้นตามอัตราเงินเฟ้อเป็นหลัก พร้อมทั้งบริหารจัดการอัตราเงินเฟ้อไม่ให้ปรับตัวสูงเกินกว่า 5% เพื่อให้ผู้ประกอบการไม่แบกรับภาระที่สูงจนเกินไป ขณะเดียวกันต้องปรับลดค่าใช้จ่ายภาคประชาชนในการดำรงชีวิต เช่น ค่าเดินทางโดยระบบขนส่งสาธารณะ ค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า และค่าพลังงาน (น้ำมันและก๊าซหุงต้ม) และต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันรวมถึงลดต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการ
2.รักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ระดับที่เหมะสมผ่านเครื่องมือหรือกลไกในการควบคุมไม่ให้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภคมากเกินไป 3.เร่งมองหาช่องทางขยายตลาดเพิ่มเติมทั้งกลุ่มตลาดศักยภาพระดับรองที่อาจเป็นโอกาสของสินค้าไทยที่สามารถทดแทนกลุ่มสินค้าที่เริ่มได้รับผลกระทบจากการชะลอคำสั่งซื้อจากประเทศรัสเซียและยูเครน
4.เร่งกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าเพื่อยกระดับ/กระตุ้นให้เกิด Trade activity ในลักษณะ Exhibition / Business matching ระหว่างกันให้มากขึ้น รวมถึงเร่งผลักดันการค้าเข้าสู่ตลาด RCEP ให้มากที่สุด เพื่อใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงดังกล่าว
