ถ้า “โจ ไบเดน” คือประธานาธิบดีคนใหม่ เกษตรกรไทยเตรียมรับผลกระทบ?
ผลการนับคะแนนเลือกตั้งสหรัฐลุ้นระทึกตลอดวัน ก่อนที่ไบเดนทำคะแนนทิ้งห่าง จาก Swing state ในรัฐมิชิแกนและวิสคอนซิน ทำให้มีคะแนนเพิ่มรวม 264 คะแนน ซึ่งตามกติกา 270 to Win ผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการในขณะนี้ ทำให้ “โจ ไบเดน” เป็นว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐคนใหม่!!!!
ซึ่งนโยบายเด่นๆ ของไบเดน มีอยู่ 2 เรื่องคือ การขึ้นภาษีนิติบุคคล ซึ่งจะกระทบกับกำไรบริษัทจดทะเบียนโดยตรงตามที่ Goldman Sasch เคยคาดการณ์ไว้ และนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเกี่ยวกับพลังงานสะอาด โดยใช้งบลงทุน 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แล้วจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างไรบ้าง?
ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย ให้สัมภาษณ์กับ Wealthy Thai ว่า หากทรัมป์ชนะเลือกตั้ง นโยบายไม่ได้เปลี่ยนไปจากเดิมมาก ก็อาจจะไม่ได้กระทบกับเศรษฐกิจไทยมากนัก แต่การที่ไบเดนชนะเลือกตั้ง ไทยจะได้ประโยชน์หากเข้าร่วม CPTPP เนื่องจาก 1.ไบเดนจะอาศัยความร่วมมือจากพันธมิตรในการโอบล้อมจีน ซึ่งหากไทยไม่เข้าร่วม CPTPP อาจทำให้ไทยไม่ได้ประโยชน์จาก “การย้ายฐานการผลิต”
“นอกจากนี้สิ่งที่กังวลคือ แม้ว่าไบเดนจะเป็นประธานาธิบดี แต่ประเด็นสงครามการค้า ไม่ได้ลดความกดดันลง เนื่องจาก IMF ประเมินว่าปัจจุบันขนาดเศรษฐกิจจีนคิดเป็น 75% ของจีดีพีสหรัฐ และมีโอกาสเพิ่มขึ้นเป็น 90% ในอีก 5 ปีข้างหน้า และจีนจะขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจในอีก 10 ปีข้างหน้า เพราะฉะนั้นสงครามการค้าจะเข้มขึ้น แต่อาจจะคนละรูปแบบกับทรัมป์” ดร.อมรเทพกล่าว
สินค้าเกษตรจะกระทบหนักสุด จากความกดดดันที่ไทยจะต้องเลือกว่าจะเข้าร่วม CPTPP หรือไม่?
สำหรับอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง จะเป็น “กลุ่มสินค้าเกษตร” เนื่องจากเกี่ยวกับนโยบาย CPTPP โดยตรง ซึ่ง CIMB Thai ประเมินว่าจะกระทบกับ 1.เมล็ดพันธุ์พืช 2.ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 3.ปุ๋ยและยาปราบศัตรูพืช และ 4.บริการเพื่อสุขภาพ
ส่วนอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์ แบ่งเป็น 1.สินค้าขั้นต้นและขั้นกลางของไทยส่งออกไปจีน เพื่อผลิตสินค้าและส่งออกไปสหรัฐ ประกอบด้วย 1.1 ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (IC&HDD parts) 1.2 มอนิเตอร์และโปรเจคเตอร์และส่วนประกอบ 1.3 เม็ดพลาสติก 1.4 ผลิตภัณฑ์ยาง และ 1.5 ไม้และผลิตภัณฑ์ไม้
และ 2.โอกาสในการส่งออกไปสมาชิก CPTPP และสหรัฐ ประกอบด้วย 2.1 ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 2.2. คอมพิวเตอร์และชิ้นส่วน 2.3 รถยนต์และชื้นส่วน 2.4 ผลิตภัณฑ์ยาง 2.5 อาหารกระป๋องและแปรรูป 2.6 อัญมณีและเครื่องประดับ 2.7 เครื่องจักรกลและส่วนประกอบ และ 2.8 ผลิตภัณฑ์พลาสติก
ไบเดนเน้นนโยบายเอื้อชนชั้นกลาง
ด้านศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองว่า นโยบายของไบเดนทุ่มงบประมาณรายจ่ายโครงสร้างพื้นฐาน การยกระดับเทคโนโลยี งบประมาณด้านเทคโนโลยีพลังงานสะอาด การขยายเครือข่ายการสื่อสาร การอุดหนุนด้านสาธารณะสุข การกระตุ้นการจ้างงานและคาดหวังการฟื้นตัวของ “กลุ่มชนชั้นกลาง” ที่เป็นกำลังซื้อหลักของประเทศ
โดย “ผลเสีย” ที่กระทบกับเศรษฐกิจไทย ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองคล้ายกับ CIMB Thai คือ ในประเด็นการค้า ถ้าหากสหรัฐเข้าร่วม CPTPP จะยิ่งทำให้ไทยหลุดออกจากห่วงโซ่การผลิตโลก โอกาสผลิตและส่งออกสินค้า อิเล็กทรอนิกส์เริ่มน้อยลงเรื่อยๆ และเสียโอกาสรับเม็ดเงินลงทุนใหม่ๆ
กลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กฯ ได้ประโยชน์สุด!!!!!!!
ส่วน “ผลดี” ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า จะเป็นบวกกับ 1.กลุ่มส่งไปตลาดจีนโดยเฉพาะสินค้าวัตถุดิบ และสินค้าขั้นกลาง ประกอบด้วย เม็ดพลาสติก ยางพารา เคมีภัณฑ์ แผงวงจรไฟฟ้า และผลไม้ และ 2.กลุ่มที่ส่งไปตลาด CLMV ที่เศรษฐกิจฟื้นตัวตามจีน โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน
ส่วนนโยบายลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใน “พลังงานสะอาด” ที่เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของไบเดน ศูนย์วิจัยกสิกรมองว่าจะส่งผลกับดีกับกลุ่มสินส่งออก ประกอบด้วย 1.สินค้าเหล็กและผลิตภัณฑ์ เพื่อผลิตพลังงานสะอาดอย่างโซล่าเซลล์ 2.สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และ 3.อุปกรณ์โทรคมนาคม และอุปกรณ์โทรศัพท์ ที่รองรับความต้องการในอนาคต
ไบเดนซอฟท์กว่า
ขณะที่รศ.ดร.สมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระด้านเศรษฐศาสตร์และการเมือง ให้สัมภาษณ์กับ Wealthy Thai ว่า ไม่ว่าจะทรัมป์หรือไบเดน ในด้านสงครามการค้าจะยังคงอยู่ เพียงแต่ว่าทรัมป์แตกต่างกับเดนในมาตรการกีดกันทางการค้าตรงที่ทรัมป์กีดกันทางการค้ากับจีนแบบ “ปูพรม” หรือกวาดหมดเลย ส่วนไบเดนจะมาพิจารณาใช้มาตรการ โดยการกำหนดกลุ่มเป้าหมาย เช่น หากสินค้าตัวไหนที่กระทบกับผู้บริโภคสหรัฐฯ ก็อาจจะยกเลิกมาตรการกีดกันสินค้าจีน นอกจากนี้ไบเดนจะเน้นการปรับโครงสร้างการค้าโลก ซึ่งไบเดนจะเน้น “การเจรจาและการให้ความร่วมมือ” มากกว่าทรัมป์
ส่วนประเด็นพันธมิตรทางยุโรป ไบเดนจะเล่นงานพันธมิตรน้อยลง เนื่องจากไบเดนมีนโยบายแยกแยะพันธมิตรและศํตรู ไม่เหมือนทรัมป์ที่เล่นงานทั้งพันธมิตรและศัตรู เพราะฉะนั้นภายใต้กลยุทธ์ลักษณะนี้ ไบเดนจะร่วมมือกับ “ยุโรป” เพื่อเล่นงานจีน เพราะฉะนั้นจะกระทบการค้าทั่วโลก รวมถึงไทยและอาเซียนด้วย
“การเล่นงานจีนด้านการค้าและเทคโนโลยี จะทำให้เศรษฐกิจจีนขยายตัวในอัตราที่ต่ำกว่าก่อนเกิดสถานการณ์ Covid-19 จากการไม่สามารถส่งออกได้ ซึ่งจะกระทบกับไทยโดยตรง เนื่องจากเราพึ่งจีนเป็นอันดับ 1 ทั้งในด้านการส่งออกและการท่องเที่ยว นอกจากนี้ทรัมป์ให้ความสำคัญกับประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ จึงอาจเห็นการกีดกันทางการค้าที่เกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน การใช้แรงงานเด็ก” รศ.ดร.สมชายกล่าว
CPTPP จะทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนาม
นอกจากนี้ไบเดนอาจจะกลับเข้ามาเป็นสมาชิก CPTPP ซึ่งข้อตกลงการค้านี้ เดิมคือ TPP ซึ่งเป็นความสำเร็จของรัฐบาลโอบามาและเป็นประโยชน์ต่อสหรัฐ ทำให้เข้าสู่การค้าเอเชีย-แปซิฟิก และถ่วงดุลอำนาจจีน ดังนั้นหากไบเดนต้องการปัดฝุ่นโดยเข้าร่วม CPTPP จะกระทบไทยเป็นการเฉพาะ เนื่องเราไม่ได้เป็นสมาชิก แต่เวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย และบูรไนเป็นสมาชิก ทำให้เราต้องเสียเปรียบ 4 ประเทศ เนื่องจากไม่ต้องเสียภาษีนำเข้า
อย่างไรก็ตามการใช้เงินกระตุ้นเศรษฐกืจ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็น การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้าน Green Energy การพัฒนาเทคโนโลยีและการพัฒฯบุคลากร อีก 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้เศรษฐกิจสหรัฐในปี 2564 จะขยายตัวได้ประมาณ 4.1% ซึ่งในประเด็นนี้จะเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยด้วย
นอกจากนี้ข้อดีอีกประการคือ การที่ไบเดนมีแนวโน้มจะกลับเข้ามาเป็นสมาชิกข้อตกลงปารีส ร่วมมือกับจีนในด้านสุขภาพ จะส่งผลดีกับการแก้ปัญหา Covid-19 ทั้งนี้สำหรับส่งออกไทยในปี 2564 มองว่าผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 จะมีผลมากกว่าตัวเลือกตั้งสหรัฐ Covid-19 จะยังคงเป็นปัญหาที่กระทบเศรษฐกิจทั่วโลกไปอีกหลายปี เศรษฐกิจปีหน้าจะยังไม่ค่อยดี แต่ดีกว่าปีนี้
