ครึ่งปีหลังยังเจอมรสุม “ดอกเบี้ยขาขึ้น”... แต่ก็ยังมีโอกาสลงทุน ทั้ง “ตราสารหนี้ระยะสั้น” & “Robotics&AI” !!!

Fund Manager View: ตลาดการลงทุนโลกผ่านช่วงครึ่งปีแรกมาอย่างสะบักสะบอม เจอพิษ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เล่นเอาส่วนใหญ่แดงเดือดไปตามๆ กัน

ต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีหลังก็ยังเป็นความจริงที่ยากจะหลีกเลี่ยงได้ ต่อเนื่องไปสำหรับ “ดอกเบี้ยขาขึ้น” และ “ไทย” เองก็คงต้องออกมาขยับตามพี่ใหญ่อย่าง “สหรัฐ” เช่นเดียวกัน


ท่ามกลางมรสุมการลงทุนที่ยังจะคงอยู่ต่อเนื่องไปในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะรับมือกันอย่างไร?


วันนี้ ทีมงาน โต๊ะกองทุน Wealthytahi’ มีคำแนะนำดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญมาฝากกันเช่นเคย



“ตราสารหนี้ไทย” ยังน่าสนใจกว่าต่างประเทศ...แนะหลบเข้า “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” รับดอกเบี้ยขาขึ้น

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐได้สะท้อน “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ไปแล้ว จนเริ่มมีบางมุมมองเห็นว่าอาจเป็นโอกาสในการขยับสู่การลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศที่อายุยาวขึ้นได้แล้ว


อย่างไรก็ตาม “ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์” Chief Investment Officer (รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน) บลจ.กสิกรไทย มองว่า แม้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสสารหนี้ต่างประเทศอาจจะสูงขึ้นจริง แต่ถ้าผ่านกระบวนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนกลับมาเป็นผลตอบแทนในสกุลเงินบาทแล้วอาจจะไม่ได้มากอย่างที่คิด ภายใต้บริบทของดอกเบี้ยขาขึ้นเช่นนี้ มอง “ตราสารหนี้ในประเทศ” ยังน่าสนใจและอุ่นใจกว่า “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” คาดการณ์ว่า “ธนาคารกลางสหรัฐ” (Fed) ยังคงต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง เพื่อควบคุมเงินเฟ้อที่สูงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อคาดการณ์ (Inflation Expectation) ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอาจจะส่งผลต่อภาพการบริโภคของสหรัฐ ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของ GDP



(ชัชชัย สฤษดิ์อภิรักษ์)



“โดยแนวทางของการขึ้นดอกเบี้ยในอนาคตจะขึ้นอยู่กับอัตราเงินเฟ้อเป็นสำคัญ (Data Dependent) ขณะเดียวกัน Fed ปรับลดคาดการณ์ GDP ในปีนี้ จาก 2.8% เหลือ 1.7% และปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราการว่างงานของปี 2024 มาที่ 4.1% จาก ระดับปัจจุบันที่ 3.6% สะท้อนให้เห็นถึง มุมมองความกังวลต่อเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ตลาดเกิดความกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Recession Fear) เพิ่มมากขึ้น”


ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Government Bond Yield Curve) ปรับตัวขึ้นทุกประเทศ เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ในระดับต่ำมาเป็นเวลานาน และอัตราเงินเฟ้อเร่งตัวสูงขึ้นมากจากหลายปัจจัย สำหรับตลาดตราสารหนี้ไทย แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% แต่ Yield Curve ได้ปรับตัวสูงขึ้นในระดับที่สะท้อนอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.75-2.00% ไปแล้ว ค่าเงินบาทอ่อนตัวตามค่าเงินในภูมิภาค กระแสเงินไหลเวียนของผู้ลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) สุทธิแล้วเป็นเงินไหลเข้าเล็กน้อย แม้ปัจจัยพื้นฐานโดยรวมจะยังคงดีอยู่ และ Yield Curve ได้สะท้อนภาพการขึ้นอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว แต่ในช่วงเวลานี้ตลาดจะยังมีความผันผวนอยู่บ้าง


“ผู้ลงทุนจึงควรพิจารณาลงทุนในกองทุนตราสารหนี้โดยเลือกพักเงินใน กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและหากรับความผันผวนของราคาได้ก็สามารถทยอยลงทุนใน กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง ได้



ชูธีม
Robotics&AI” แนวโน้มเติบโตในระยะยาว...เหตุช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ-ลดต้นทุน

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มากขึ้นและกำลังมองหาโอกาสการลงทุนในระยะยาวนั้น


“รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) แนะนำว่า หุ้นในธีม Robotics&AI เป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจโดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานลงมาในตอนนี้ หลายปีที่มาภาพรวมของอุตสาหกรรม Robotics&AI ได้รับความสนใจจากธุรกิจเพิ่มมากขึ้น อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรที่มีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ค่าแรงที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น และสถานการณ์ COVID-19 ที่ผ่านมาก่อให้เกิดการหยุดชะงักของการผลิต ทำให้การประยุกต์ใช้ Robotics&AI ได้เข้ามามีบทบาทในหลายธุรกิจสอดรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาสนใจและยอมรับการใช้ระบบอัติโนมัติมากขึ้น



(รัชดา ตั้งหะรัฐ)



“ท่ามกลางความผันผวนของตลาด ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสในการลงทุนเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจที่มีความเกี่ยวข้องแนวโน้มเติบโตในระยะยาว (Secular Growth Trends) อย่างธีม ‘Robotics&AI’ ที่เริ่มได้รับการยอมรับและใช้งานอย่างแพร่หลาย ด้วยสถานการณ์ อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น การปรับขึ้นค่าแรง การระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดการหยุดชะงักของภาคการผลิตทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานคน รวมไปถึงจำนวนประชากรสูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ธุรกิจต่างมองหาวิธีแก้ปัญหาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุน ทำให้เกิดการนำวิทยาการด้าน ‘Robotics&AI’ ซึ่งเป็นระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้มากขึ้น เพื่อเป็นการลดต้นทุนและง่ายต่อการใช้งาน”



คาดการประยุกต์ใช้ “
Robotics&AI” ในธุรกิจต่างๆ จะมีความแพร่หลายมากขึ้นในอนาคต

ปัจจุบันมีธุรกิจที่ใช้ Robotics&AI เฉลี่ยทั่วโลกอยู่ที่ 126 ต่อพนักงาน 10,000 คน (ที่มา: International Federation of Robotics (IRF) Press room 2021) และสัดส่วนดังกล่าวยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกในอนาคตอีกด้วย แสดงให้เห็นโอกาสของการลงทุนใน Robotics&AI ที่จะเข้ามาแทนที่ในหลายๆ อุตสาหกรรมในอนาคต


ลักษณะการประยุกต์ใช้ ‘Robotics & AI’ ในสายงานการผลิตนั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และคาดว่าในปี 2022-2024 จะเติบโตในอัตรา 7.8% ต่อปี ในระหว่างปี 2022 – 2024 โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มประเทศที่กำลังพัฒนาที่ยังมีอัตราการใช้ที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยอยู่หรือในทางการแพทย์ได้มีการประยุกต์ใช้หุ่นยนต์สำหรับการช่วยผ่าตัดมาโดยตลาดช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งในช่วงแรกมีอุปสรรคสำคัญคือเรื่องของต้นทุนที่สูง ทำให้การใช้งานจะกระจุกตัวอยู่กับโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลเอกชนขนาดใหญ่เท่านั้น อย่างไรก็ดีในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมาบริษัทผู้พัฒนาหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดได้มีการเปลี่ยนโครงสร้างธุรกิจเป็นในลักษณะการเช่า เช่าซื้อ หรือคิดค่าใช้จ่ายตามใช้งานจริง ทำให้โรงพยาบาลหรือศูนย์การแพทย์ที่มีต้นทุนจำกัดสามารถเข้าถึงการใช้หุ่นยนต์สำหรับการช่วยผ่าตัดได้มากขึ้น


“นอกจากนี้ บลจ.ยูโอบี ยังเห็นถึงโอกาสในการประยุกต์ใช้ AI ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มธุรกิจออนไลน์ (E-Commerce), กลุ่มธนาคารและการเงินกลุ่มเทคโนโลยีจดจำใบหน้า และการตลาด ซึ่งจะมีแนวโน้มประยุกต์ใช้การอย่างแพร่หลายในอนาคตเพิ่มขึ้นอีกด้วย นี่จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจ”


ใครที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง ในช่วง “ดอกเบี้ยขาขึ้น” เช่นนี้ ก็แนะนำให้หลบมาพักไว้ในกลุ่ม “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” อุ่นใจพร้อมได้ผลตอบแทนเหนือเงินฝากไปพรางๆ แต่ใครที่รับความเสี่ยงได้และมองหาโอกาสลงทุนจากความผันผวนในระยะสั้นเช่นนี้ ธีม “Robotics & AI” ก็เป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน

โต๊ะกองทุน Wealthythai

Most Viewed
Stock of the Day
เช็คลิสต์ 5 หุ้น ต่างชาติ “ซื้อ-ขาย” มากสุดตั้งแต่ต้นปี
เมื่อ 23 ชั่วโมงที่แล้ว
Fun of Funds
“มิถุนา-ปีมะเมีย” ดักเงินหนีจาก “ตลาดแพง” หา “ของดี-ราคาถูก”... ถึงเวลา “หุ้นเอเชีย-หุ้นเวียดนาม” 2 ตลาด “ดาวเด่น” กับโอกาสลงทุนบน “Story of Growth” !!!
เมื่อ 19 ชั่วโมงที่แล้ว
News Highlight
แสนสิริ เสริมแกร่งความร่วมมือกับ กลุ่มมิตซุย ฟุโดซัง เดินหน้า JV“เศรษฐสิริ เกรท วงแหวน-จตุโชติ” ดันพอร์ตร่วมทุนปี 68-69 โตร่วม 28,000 ล้านบาท
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Stock of the Day
1,600 อยู่แค่เอื้อม! SET วันนี้ปิดบวกเกือบ 20 จุด รับแรงซื้อกลุ่มบิ๊กแคป หลังหมด overhang พร้อมแรงเก็งกระแสลงทุน รองรับ AI ขยายตัว
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
News Highlight
ทิปโก้ ครบรอบ 50 ปี เดินเกมรุกตลาดสุขภาพ ยกระดับ 5 สมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพมาตรฐานสากล
เมื่อ 1 วันที่แล้ว
Follow Us