“หุ้นจีน” ราคามีส่วนลด ‘ถูก-พื้นฐานดี’ เกินกว่าจะละเลย... ชี้ศก.ผ่าน “จุดต่ำสุด” ไปแล้ว พร้อมชู “A-Share” เด่นสุดในกลุ่ม !!!
Fun of Funds: “ตลาดหุ้นจีน” เป็นอีกหนึ่งตลาดที่นักลงทุนไทยและต่างชาติ ต่างให้ความสนใจและพร้อมที่จะเข้าไปหาโอกาสสร้างผลตอบแทนให้แก่พอร์ตลงทุนอยู่เสมอ
จัดเป็นหนึ่งในตลาดหุ้นที่มีมูลค่า “ถูก” ติดอันดับต้นๆ ของโลกตลาดหนึ่งเลยทีเดียว แต่สถานการณ์ของตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา ถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความกังวลและความลังเลให้แก่นักลงทุน ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยภายในประเทศหรือต่างประเทศ จนทำให้หลายคนเลือกที่จะถอดใจออกไป
ล่าสุดก็เพิ่งมีการล็อกดาวน์เมืองท่องเที่ยวซานยาไป นี่ไม่นับรวมปฏิบัติการซ้อมรบที่สร้างความตึงเครียดบริเวณช่องแคบไต้หวันต่อเนื่องอีก 1 เดือน
กดดันให้ “ตลาดหุ้นจีน” ที่เคยมีสัญญาณฟื้นตัวให้อ่อนตัวลงอีกครั้ง ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (วันที่ 10 ส.ค. 22) โดยดัชนี CSI300 ปรับตัวลง -16.43% ในขณะที่ดัชนี HSI ติดลบ -15.74% เช่นเดียวกัน
ทำให้ภาพรวม “กองหุ้นจีน” ยังคงแดงยกแผง ผลงานติดลบตั้งแต่ -9.23% ถึง -26.24%
แต่ก็ยังคงทิ้งคำถามสำคัญว่า “ตลาดหุ้นจีน” นั้น ยังสามารถลงทุนได้อยู่หรือไม่?
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็จะพาผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจไปหาคำตอบพร้อมกัน
“หุ้นจีน” ช่วงที่เหลือมีทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’...แนะนนักลงทุนติดตามใกล้ชิด
ปัจจุบัน “ตลาดหุ้นจีน” ถือว่า “ไม่แพง” เมื่อเทียบกับหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว โดย หุ้นจีน A-Share มี P/E ประมาณ 12 เท่า ในขณะที่ดัชนี S&P500 ของสหรัฐ และ STOXX50 ของยุโรป มี P/E อยู่ที่ 18.66 เท่า และ 14.78 เท่า ตามลำดับ แม้ว่าจากสารพัดปัจจัยลบทำให้ “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ออกมาหั่นคาดการณ์การเติบโตเศรษฐกิจของจีนในปีนี้ลงเหลือ 3.3% จากครั้งก่อนที่คาดว่าจะโต 4.4% ก็ตาม
โดย “ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์” นักกลยุทธ์การลงทุน บลจ. ยูโอบี (ประเทศไทย) ให้มุมมองว่า “ตลาดหุ้นจีน” ในช่วงครึ่งปีหลังมีทั้ง ‘โอกาส’ และ ‘ความเสี่ยง’ สำหรับนักลงทุน เนื่องจากภาพรวมการลงทุนในปีนี้ค่อนข้างมีความแตกต่างออกไปจากปีอื่นๆ สะท้อนจากทางการที่จีนได้มีประกาศล็อกดาวน์เมืองหรือการควบคุมธุรกิจต่างๆ ก็จะทำให้ตลาดหุ้นมีความผันผวน จึงต้องติดตามปัจจัยนโยบายจากการทางจีนที่จะออกมาในรูปแบบที่สนับสนุนหรือกดดันภาคธุรกิจมากกว่ากัน

(ดร.จิติพล พฤกษาเมธานันท์)
“หุ้นจีนมีการปรับฐานตามตลาดอื่นๆ แต่จะมีการปรับฐานที่รุนแรงหรือปรับตัวลงถึง 30% นับจากจุดสูงสุด ในช่วงที่ทางการจีนมีการประกาศล็อกดาวน์อีกหนึ่งครั้ง แต่ในขณะเดียวกันดัชนีตลาดหุ้นจีนในปีนี้ก็สามารถกระโดดขึ้นมาได้ 30% หลังจากที่ทางประกาศยกเลิกมาตรการล็อกดาวน์และผ่อนปรนนโยบายการเงิน จึงเป็นจุดสำคัญที่นักลงทุนจะต้องติดตาม”
คาด “ศก.จีน” ผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว...เชื่อ “การเปิดประเทศ” หนุน “หุ้นจีน” ปรับตัวต่อเนื่องได้
สำหรับภาพรวมเศรษฐกิจที่นักลงทุนมีความกังวลหลังจากที่ทางการได้มีการประกาศล็อกดาวน์เมืองที่มีการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 จนกดดันภาคกำลังซื้อและทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในไตรมาส 2/65 เหลือเพียง 0.4% ก็เชื่อว่าจะเป็น “จุดที่ต่ำที่สุด” แล้วหรือผ่านจุดที่น่ากังวลที่สุดในรอบปีนี้ไปแล้ว
เนื่องจากโอกาสที่ทางการจีนจะประกาศล็อกดาวน์ประเทศอีกรอบค่อนข้างน้อยจากจำนวนผู้ที่รับวัคซีนที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งสำหรับนักลงทุนที่มองหาโอกาสการลงทุนจากการเปิดเมืองเปิดประเทศก็อาจจะต้องรอจังหวะที่เหมาะสมถึงแม้ว่าจะยังไม่มีข่าวการเปิดเมืองในเร็วๆ นี้ แต่ท้ายที่สุดก็เชื่อว่าจีนจะไม่สามารถล็อกดาวน์ประเทศไปได้ตลอด
“จุดที่น่ากังวลอาจจะผ่านไปแล้วในขณะเดียวกัน ‘จุดที่ดีที่สุด’ ก็อาจจะผ่านไปแล้วเช่นเดียวกัน แต่หลังจากนี้ก็ยังคาดการณ์ว่าตลาดหุ้นจีนมีโอกาสที่จะปรับตัวไปได้ต่อ โดยเฉพาะหากทางการจีนกลับมาเปิดประเทศแบบเต็ม100% ก็จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ตลาดหุ้นจีน” ดร.จิติพล กล่าวเพิ่มเติม
ชู “A-Share” น่าสนใจสุดในกลุ่มหุ้นจีน...แนะเลี่ยง “H-Share”
แต่อย่างไรก็ดีนักลงทุนไม่ควรจะมองภาพอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว อาจจะดูไปถึงนโยบายทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เป็นตัวขับเคลื่อนประเทศกลับมาดีได้เช่นเดิมหรือไม่ ซึ่ง “จุดอ่อน” ของประเทศจีนในช่วง 5-10ปีข้างหน้า มีโอกาสที่จะได้เห็นการใช้นโยบายลักษณะ Common prosperity ที่อาจจะชะลออัตราการเติบโตเศรษฐกิจในอนาคตได้
และมีอีกหนึ่งปัญหาอย่างธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาเชิงโครงสร้างไม่ว่าจะเป็นผู้กู้ที่ทำผิดข้อกำหนดในการชำระเงินหรือตั้งเบี้ยวหนี้ที่กระทบทุกภาคส่วน ความรุนแรงไม่ได้อยู่ในระดับที่น่าตกใจมากนัก และส่วนผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ที่กู้เงินได้ในจำนวนที่ค่อนข้างสูงหากเกิดกรณีผิดการชำระหรือเจอเคสแบบ Evergrande Group ก็อาจกระทบต่อเศรษฐกิจและเซนติเมนต์การลงทุนแค่ในระยะสั้นๆ

ที่มา: Google Finance
“จึงแนะนำการลงทุนในตลาดหุ้นจีนไปที่จีน ‘A-share’ ที่มีน่าสนใจที่สุดเมื่อเทียบกับการลงทุนในจีนอื่นๆ ถึงแม้ว่าจีนจะเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงแต่ยังต้องระมัดระวังความเสี่ยงอย่างแรกธุรกิจการเงินและอสังหาริมทรัพย์ที่มีปัญหาแต่ยังไม่ได้มีการแก้ไข อย่างที่สองมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ก็อาจมีการจะขยายปัญหาขึ้นอีกครั้ง จึงยังคงต้องหลีกเลี่ยง H-share”
ถ้า “สี จิ้นผิง” ได้ต่ออายุในการ ‘ประชุมพรรคคอมมิวนิสต์’ ปลายปีนี้...“บริษัทขนาดกลาง-เล็ก” และ “บริษัทท้องถิ่น” จะได้ประโยชน์มากกว่า
และอีกหนึ่งสิ่งที่ต้องระมัดระวัง “การเมืองระหว่างประเทศ” ที่สหรัฐฯ พยายามจะกดดันจีนให้ทีท่าถึงประเด็นต่างๆ ไม่ว่าจะรัสเซีย-ยูเครน และไต้หวัน ซึ่งความกังวลในช่วงครึ่งปีหลังสหรัฐฯ จะมีการเลือกตั้งมิดเทอมซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าที่ “โจ ไบเดน” จะแพ้และเสียสภาไป จึงมีโอกาสที่ในปี 66-67 จีนจะถูกกดดันในลักษณะเดียวกันกับเทรดวอร์เป็นไปได้สูง
อย่างสุดท้ายในช่วงปลายปีนี้จีนจะมีการประชุมของฝ่ายพรรคคอมมิวนิสต์ซึ่งจะมีการต่ออายุของ “สี จิ้นผิง” ให้ดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีจีน ไปอีก 10 ปี จึงจะเห็นการใช้นโยบาย Common prosperity เป็นหลักไปอีกต่อเนื่อง จึงมีโอกาสที่เห็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นกว่าบริษัทอื่นๆ น้อยลง ทำให้เรดาร์การลงทุนไปอยู่บริษัทขนาดกลางถึงเล็กหรือบริษัทโลคอลที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลจีน
“ตลาดหุ้นจีนในช่วงที่ผ่านมาอาจจะเป็นตลาดที่นักลงทุนต้องเมินหน้าหนี ด้วยความผันผวนที่เกิดขึ้นและการปรับตัวลงของตลาด แต่ในปัจจุบันนี้เองก็เป็นตลาดที่ยังคงมีความน่าสนใจอยู่ไม่แพ้กับตลาดหุ้นอื่นๆ เพียงแค่จะต้องมีการคัดสรรในกลุ่มหุ้นที่มีความเสี่ยงที่น้อยลงเท่านั้นเอง”
