“หุ้นโลก” สะดุ้ง FED เร่งดอกเบี้ย ‘สยบเงินเฟ้อ’... แนะปรับกลยุทธ์ ‘จังหวะลุย’ 4 ตลาดดาวเด่น “สหรัฐฯ-จีน-เวียดนาม-ไทย” !!!
Fun of Funds: มองไปทางไหนก็ดูจะ “ไม่ค่อยสดใส” เท่าไรนัก จนคนมองว่าช่วงที่ผ่านมาจะเป็น “การเด้งในตลาดหมี” ซะมากกว่าจะ “ฟื้นจริง” กลับลำเป็น “กระทิงเขียว”
ไล่มาตั้งแต่ต้นตำรับอย่าง “หุ้นสหรัฐ” ดัชนี S&P500 ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 6 ก.ย. 22) ติดลบ -18.52% ด้าน Nasdaq อาการหนักกว่า –27.08%
หันมาทางกลุ่ม “ประเทศเติบโตสูง” อย่าง “หุ้นจีน” ดัชนี CSI300 ยังติดลบ -17.54% ส่วน “หุ้นเวียดนาม” ดัชนี VN30 ก็ไม่น้อยหน้า -16.67% ตรงข้ามกับ “หุ้นไทย” ที่ดูแกร่งสุดในปีนี้ติดลบเพียงเล็กน้อย -1.43% เท่านั้น
เป็นภาพสะท้อน “ความกังวล” ของตลาดที่มีต่อภาวะ “เศรษฐกิจโลกถดถอย” (Recession) ที่นักลงทุนหลายต่อหลายคนได้ยินข่าวหรือรับรู้ข่าวสารอยู่ตลอดมาในช่วง 1–2 เดือนที่ผ่านมานั่นเอง
แต่ใน “วิกฤติย่อมมีโอกาสเสมอ” ขึ้นอยู่กับกลยุทธ์และวิธีการรับมือให้แก่พอร์ตลงทุนสามารถทนทานกับสถานการณ์ดังกล่าวหรืออาจจะสร้างผลตอบแทนได้ดีกว่า
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงได้นำ “กลยุทธ์” และ “สินทรัพย์” ที่สนใจเพื่อรับมือกับสถานการณ์ของตลาดในระยะข้างหน้า มาแบ่งปันให้แก่ผู้อ่านและผู้ที่สนใจ
การเติบโตของ “เศรษฐกิจสหรัฐ”

คาด “ศก.สหรัฐ” จะถดถอยแบบ “Soft Landing”…แนะใช้ “ความระมัดระวัง” ในการลงทุน
ซึ่งสัญญาณที่เป็นตัวบ่งบอกได้ดีที่สุดก็คือ ทิศทางเศรษฐกิจของ “สหรัฐฯ” ที่เริ่มชะลอตัวลงค่อนข้างชัดเจน และแน่นอนว่า “เศรษฐกิจชะลอตัวและเข้าสู่ภาวะถดถอย” ย่อมมีผลกระทบกับความรู้สึกและผลตอบแทนของนักลงทุนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดย “ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการลงทุน บลจ.อีสท์สปริง (ประเทศไทย) ได้กล่าวถึงกลยุทธ์การลงทุนว่า บริษัทยังคงมีมุมมอง “ระมัดระวัง” เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยยังมีทิศทางขาขึ้นซึ่งมีแนวโน้มที่ จะปรับขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อควบคุมเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับต่ำ
ซึ่งสิ่งที่ตามมาจะทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามตัวเลขเงินเฟ้อจึงคาดการณ์ได้ยากว่าตัวเลขที่เหมาะสมสำหรับ “ธนาคารกลางสหรัฐฯ” (FED) จะอยู่ที่ระดับใด ขณะที่นโยบายอัตราดอกเบี้ยหลังจากที่ตัวเลขเงินเฟ้อและเศรษฐกิจอยู่ในระดับต่ำคาดว่าจะยังคงอยู่ในระดับสูงตามไปสักระยะก่อนจะทยอยลดดอกเบี้ย

(ยิ่งยง เจียรวุฑฒิ)
“ทั้งนี้มีโอกาสที่จะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีความเสี่ยงเผชิญ ‘ภาวะถดถอย’ แต่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยในรูปแบบ ‘ซอฟท์แลนดิ้ง’ (Soft Landing) เนื่องจากการจ้างงานในสหรัฐยังสะท้อนตัวเลขที่แข็งแกร่ง ในขณะที่หนี้ของภาคครัวเรือนหรือในภาคธุรกิจแม้จะมีสูง แต่ก็มีขีดความสามารถในการชำระสูงด้วยเช่นกันจากกระแสเงินสดที่ค่อนข้างสูง”
มองบวก “หุ้นสหรัฐ” กลุ่มเติบโต...เหตุดอกเบี้ย-เงินเฟ้อ “ใกล้จุดสูงสุด” เป็นจังหวะดีในการลงทุน
อย่างไรก็ดีภาพของ “เศรษฐกิจ” และ “ผลตอบแทน” จากการลงทุนเป็นเรื่องที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์กัน บริษัทจึงยังคงให้คำแนะนำการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ แทนการถือครองเงินสด ซึ่งสามารถ “ปรับพอร์ต” ให้สอดคล้องกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นได้ โดยราคาหุ้นและตราสารหนี้เริ่มกลับมาน่าสนใจในช่วงนี้จึงแนะนำให้เพิ่มสัดส่วนหุ้นมากขึ้นเมื่อเทียบกับตราสารหนี้
“สำหรับหุ้นเรามีมุมมองบวกกับ ‘หุ้นสหรัฐฯ’ ในหุ้นกลุ่มเติบโต เนื่องจากเชื่อว่าหากอัตราเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ย ‘ใกล้จุดสูงสุด’ จะเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุน เพราะในอดีตหลังจากมีการขึ้นดอกเบี้ยไปแล้ว 2-3 ครั้ง ตลาดจะเริ่มยืนได้ และกลับมาให้ผลตอบแทนที่ดี ดังนั้นเมื่อแนวโน้มเงินเฟ้อและอัตราดอกเบี้ยเริ่มปรับตัวลงจะส่งผลดีต่อกลุ่มเติบโต”

“หุ้นจีน-หุ้นเวียดนาม” ราคาถูก-พื้นฐานแกร่ง...แนะ “ทยอยซื้อสะสม” หวังผลระยะยาว
ส่วน “หุ้นจีน” ด้วยระดับ P/E ที่ 13.5 เท่า เป็นระดับที่ค่อนข้างถูกและมีความน่าสนใจสามารถ “ทยอยซื้อสะสม” ได้ โดยเฉพาะ “หุ้น A-Share” หรือหุ้นที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจในประเทศ เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยที่ยังอยู่ในระดับต่ำและมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ แม้ว่าอาจต้องเผชิญกับความกังวลจากภาระหนี้ภาคอสังหาริมทรัพย์ในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้าก็ตาม
“ส่วน ‘หุ้นเวียดนาม’ มองว่าเหมาะที่จะลงทุนในระยะยาว ด้วยความขัดแย้งระหว่างประเทศสหรัฐฯ และจีน ทำให้ผู้ประกอบการหันมาย้ายฐานการผลิตมายังประเทศเวียดนามแทน ด้วยความพร้อมในหลายๆด้านอย่างศักยภาพของบุคลากร ความเสถียรภาพทางการเมือง จึงเป็นประโยชน์ให้แก่ตลาดในระยะยาว”
“หุ้นไทย” ระยะสั้นยังไปได้...ชูหุ้นธีม “Reopening-หุ้นผันผวนต่ำ-หุ้นปันผลสูง”
ด้าน “ตลาดหุ้นไทย” ในระยะสั้นยังไปต่อได้ด้วยกำไรของบริษัทจดทะเบียนที่ปรับตัวดีขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานที่ได้รับประโยชน์จากราคาน้ำมันแต่อาจจะต้องระมัดระวังในช่วงที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงที่อาจส่งผลกระทบต่อสตอกคงค้าง ขณะที่ภาคบริการมีโอกาสที่จะขยายตัวขึ้นหากเศรษฐกิจจีนฟื้นตัวกลับมาได้
“ทำให้มุมมองการลงทุนในช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า เป็นบวกด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ยังไปต่อได้และระดับมูลค่าหุ้นที่ยังถูก ซึ่งกลุ่มที่น่าสนใจหรือแนะนำเป็นธีมการลงทุน Reopening หุ้นผันผวนต่ำและหุ้นปันผลสูง เนื่องจากเชื่อว่าจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจโลกชะลอตัวและการเมืองน้อย”
นอกจากนั้น เราแนะนำให้เพิ่มน้ำหนักใน “สินทรัพย์ทางเลือก” ที่มีรายได้สม่ำเสมอ มีความผันผวนต่ำ และมีความสัมพันธ์กับสินทรัพย์อื่นต่ำ เช่น กลุ่มสาธารณูปโภค และโครงสร้างพื้นฐาน ขณะที่ “ตราสารหนี้” มีมุมมองเชิงบวกต่อตราสารหนี้ต่างประเทศระดับที่ลงทุนได้ หรือ Investment grade โดยเฉพาะในประเทศสหรัฐฯ
ทั้งนี้จะเห็นได้ว่า ในช่วง “เงินเฟ้อสูง-ดอกเบี้ยขาขึ้น-เศรษฐกิจชะลอตัว” อาจจะทำให้ตลาดหุ้นทั่วโลกดูไม่ค่อยสดใสเท่าไรนัก แต่มองเข้าไปในแต่ละตลาดเอง ก็ยังมีโอกาสลงทุนอยู่เช่นกัน เพียงแต่ต้อง “เลือกกลยุทธ์” การลงทุนให้ถูกต้องเท่านั้นเอง ซึ่ง 4 ตลาดที่น่าสนใจเป็นดาวเด่น ก็ยกให้แก่ “หุ้นสหรัฐ-หุ้นจีน-หุ้นเวียดนาม-หุ้นไทย” ซึ่งใครไม่ถนัดไปลงทุนเองโดยตรง ก็สามารถลงทุนผ่าน “กองทุนรวม” ได้เช่นกัน
