Official Update :

“กองรีท” กลุ่มท่องเที่ยวฟื้นตามศก.- “LHHOTEL” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด +32.93%... ส่วน “กอง Infra Fund” ลุยโรงไฟฟ้าดิ่งหนัก - “ABPIF” ผลงานแย่สุดตั้งแต่ต้นปี -67.31% !!!

Fun of Funds: เศรษฐกิจไทยแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องสวนกระแสเศรษฐกิจซบ โดยเฉพาะ “การเปิดประเทศ” ทำให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับท่องเที่ยวกลับมาเป็นเครื่องจักรในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อีกครั้ง


“กลุ่มกองทุนอสังหาริมทรัพย์” (REIT/กองทุนอสังหาริมทรัพย์/Infrastructure Fund) ที่เคยได้รับผลกระทบหนักในช่วงวิกฤติ COVID-19 ก็เริ่มฟื้นตัวขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะในกลุ่ม “ท่องเที่ยว”


แต่ราคาในภาพรวมก็ยังถือว่า Laggard ตลาดหุ้นไทยอยู่พอสมควร และหลายกองก็ดูราคาจะยังไม่ไปไหนเช่นเดียวกัน


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็อยากจะพาผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจได้ติดตามผลการดำเนินงานของ “กองรีทแบบปิด” ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ “บลจ.” ว่าจะมีความเคลื่อนไหวเช่นไร



“กองรีท” กลุ่มท่องเที่ยวคึกคักโชว์ผลงานติด
‘Top3’…“LHHOTEL” แชมป์ผลตอบแทนสูงสุดตั้งแต่ต้นปีทำได้ +32.93%

สำหรับ “กองรีท” ที่อยู่ภายใต้การบริหารของ “บลจ.” ดังกล่าวจะมีให้นักลงทุนเลือกสรรกันถึง 42 กอง ซึ่งความเคลื่อนไหวของผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็จะมีทั้งบวกและลบปะปนกันไปในอุตสาหกรรม


“ซึ่งช่องทางในการลงทุนก็สามารถหาได้ง่ายโดยซื้อในตลาดรองผ่าน กระดานตลาดหุ้นไทย เหมือนหุ้นรายตัวทั่วไปได้เลยสำหรับนักลงทุนที่มีพอร์ตหุ้นอยู่แล้ว ส่วนกองทุนรวมแบบปิดก็มีจะบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เป็นผู้บริหารจัดการและดูแลเงินต้นให้แก่ผู้ลงทุนหรือผู้ถือหน่วยอย่างใกล้ชิด”


แต่เราจะทำการหยิบยกกองที่มีผลการดำเนินงาน “สูงสุด” และ “ต่ำสุด” 3 อันดับแรกมาเป็นตัวอย่างให้แก่ผู้อ่าน เริ่มกันที่กองผลการดำเนินงานบวกเยอะที่สุดในกลุ่ม “กองทรัสต์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ แอล เอช โฮเทล” หรือ “LHHOTEL ที่อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซึ่งนโยบายลงทุนจะมีทั้ง Freehold และ Leasehold ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ +32.93%


“โดยสินทรัพย์ที่มีในกองจะลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ของโครงการโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ เทอร์มินอล 21 เป็นระยะเวลา 25 ปี (ถึง 31 สิงหาคม 2583) และสิทธิการเช่าช่วงอสังหาริมทรัพย์และกรรมสิทธิ์ในสังหาริมทรัพย์ของโรงแรมแกรนด์ เซนเตอร์ พอยต์ ราชดำริ เป็นระยะเวลาประมาณ 21 ปี (ถึง 31พฤษภาคม 2581)”


ถัดมาเป็น “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่า แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์” หรือ “LHPF ที่จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ +9.17%


“เช่นเดียวกันและนโยบายลงทุน freehold ในโครงการเซอร์วิสอพาร์ทเมนต์ เซนเตอร์พอยท์ สุขุมวิท-ทองหล่อ และโครงการอาคารพักอาศัยให้เช่า เซนเตอร์ พอยต์ เรซิเดนซ์ พร้อมพงษ์ และ leasehold ในโครงการบ้านพักอาศัยให้เช่า แอล แอนด์ เอช วิลล่า สาทร”


ต่อมา “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ไทยแลนด์ โฮสพีทาลิตี้” หรือ “TLHPF ที่จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.วรรณ ทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้ +8.65%


“ซึ่งนโยบายลงทุนเป็น Freehold ที่ลงทุนในการซื้อกรรมสิทธิ์ที่ดิน และอาคาร ของโครงการโรงแรมพีพี ฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท โดยนำโครงการดังกล่าวให้เช่าเหมาแก่บริษัท พี พี ฮอลิเดย์ จำกัด เป็นระยะเวลา 3 ปี และ TLHPF มีสิทธิพิจารณาให้มีการต่อระยะเวลาการเช่าออกไปอีก 4 ครั้ง ครั้งละ 3 ปี เป็นระยะเวลา 15 ปี”




ABPIF” ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ‘โรงไฟฟ้าเอกชน’...ผลงาน ‘แย่สุด’ ตั้งแต่ต้นปีติดลบไป -67.31%

ในส่วนของกองที่ “ติดลบมากสุด” 3 อันดับแรก เริ่มกันที่ 2 อันดับแรกที่เป็นกองทุนโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ทั้ง 2 กอง นมาโดย “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานโรงไฟฟ้า อมตะ บี.กริม เพาเวอร์” หรือ “ABPIF ที่จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ. กสิกรไทย ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันติดลบไป -67.31%


“ซึ่งมีนโยบายลงทุนในสัญญาโอนผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้ากับบริษัทอมตะ บี. กริม เพาเวอร์ 1 จำกัด (บี.กริม 1) และบริษัทอมตะ บี. กริม เพาเวอร์ 2 จำกัด (บี.กริม 2) ระยะเวลาของสัญญาโอนผลประโยชน์จากการประกอบกิจการไฟฟ้าจะเริ่มตั้งแต่วันที่กองทุนรวมชำระราคาซื้อให้แก่บี.กริม 1 และ บี.กริม 2”


ถัดมาเป็น “กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน โรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย” หรือ “EGATIF จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ. กรุงไทย ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -44.44%  ซึ่งมีนโยบายลงทุนในรายได้ค่าความพร้อมจ่ายในอนาคตของโรงไฟฟ้าพระนครเหนือ ชุดที่ 1 กำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 670 เมกะวัตต์ เป็นระยะเวลา 20 ปี


และสุดท้าย “กองทุนรวมสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์” หรือ “TU-PF จะอยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ บลจ.ยูโอบี (ประเทศไทย) ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี -26.05% ซึ่งนโยบายลงทุนในสิทธิการเช่า (leasehold) ที่ดิน จำนวน 1 แปลง เนื้อที่ประมาณ 12 ไร่ 2 งาน 50.289 ตารางวา และสิ่งปลูกสร้าง โครงการ "ที ยู โดม เรสซิเดนท์เชียล คอมเพล็กซ์"


กลุ่ม “กองทุนอสังหาริมทรัพย์” (REIT/กองทุนอสังหาฯ/Infrastructure Fund) ในภาพรวมถือว่ายัง Laggard ตลาดหุ้นไทยในภาพรวมอยู่ ซึ่งราคาที่ปรับตัวลงมามากก็ทำให้อัตราผลตอบแทนของหลายกองทุนปรับตัวสูงขึ้นจนกลับมาอยู่ในระดับที่น่าสนใจอีกครั้ง ก็เป็นอีกทางเลือกการลงทุนที่สามารถช่วยกระจายความเสี่ยงให้พอร์ตการลงทุนได้เป็นอย่างดี


ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน

Wealth Guy

นักข่าวเลือดใหม่ “สายกองทุน” ที่พร้อมจะนำเสนอข้อมูล ข่าวสาร สาระที่เป็นประโยชน์ มีสีสัน สนุกและเข้าใจง่าย ตอบโจทย์นักลงทุนทุก Generation ให้เข้าถึงโลกของการลงทุนได้อย่างเท่าเทียม