ดัก “ดอกเบี้ยกลับทิศ” ไปกับ 4 “กองทุนเด่น” พฤศจิกา-ปีขาล... “หุ้นเทคฯ-หุ้นจีน” เด่นสุด-พร้อมกลับลำเริงร่า !!!
ลายแทงกองทุน: “เดือนพฤศจิกา” ที่ทั่วโลกกำลังเฝ้ารอผลการประชุมของ “ธนาคารหลางสหรัฐ” (FED) ในคืนนี้ว่าจะขึ้นดอกเบี้ยอีกเท่าไร? และส่งสัญญาณต่อทิศทางดอกเบี้ยในอนาคตอย่างไร?
ซึ่งจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่มีผลต่อบรรยากาศการลงทุนตลอดจนการจัดสรรเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนทั่วโลกอย่างปฏิเสธไม่ได้
แม้ตลาดมองว่า “ระยะสั้น” ดอกเบี้ยจะยังคงปรับตัวขึ้นอยู่ แต่ FED ก็น่าจะเริ่มผ่อนคันเร่งลง เพราะ คาดว่าตัวเลข “เงินเฟ้อ” จะเริ่มชะลอลงและอาจ ‘ผ่านจุดสูงสุด’ ไปแล้ว
อาจใกล้ถึงเวลาของ “ดอกเบี้ยกลับทิศ” ในอนาคตอันใกล้นี้ !!!
การดัก “กลุ่มหุ้น” ที่น่าจะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยกลับทิศ (ก่อนหน้านี้ได้รับผลกระทบเชิงลบไปมาก) ก็เป็นอีกธีมการลงทุนที่น่าสนใจ
ทางทีมงาน ‘Wealthythai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” พฤศจิกา-ปีขาล รับ “ดอกเบี้ยกลับทิศ” มาฝากกัน
“KFGBRAND-A”...ตอบโจทย์ทุกภาวะตลาด กับ "หุ้น Brand แกร่งทั่วโลก" !!!
เริ่มกันที่ “หุ้นที่มี Brand เข้มแข็ง” ซึ่งเป็นอีกหนึ่งธีมที่มีการพูดถึงกันมากไม่ว่าในช่วงวิกฤติหรือในยามที่เศรษฐกิจมีแนวโน้มจะฟื้นตัวสู่การเติบโตก็ตาม Brand ที่ประสบความสำเร็จไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย แต่เป็นสินค้าที่ครองใจคนทั่วโลก เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคุณเลยทีเดียว

กองทุนที่จะแนะนำนี้อยู่ในกลุ่ม “กองหุ้นทั่วโลก” ได้แก่ “KFGBRAND-A: กองทุนเปิดกรุงศรีโกลบอลแบรนด์อิควิตี้ ชนิดสะสมมูลค่า” ที่เน้นลงทุนในหุ้นในตลาดพัฒนาแล้วทั่วโลก ซึ่งประสบผลสำเร็จหรือมีชื่อเสียงใน Brand ผ่านกองทุนหลัก ‘Morgan Stanley Investment Fund - Global Brands Fund (Class Z)’ โดยพิจารณาจาก Intangible Assets เช่น การมีเครื่องหมายการค้าเป็นที่รู้จักทั่วโลก การเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้า หรือกลวิธีการจัดจำหน่าย เป็นต้น
“โดยหน้าตา 5 หุ้นของพอร์ตกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 ก.ย. 22) ได้แก่ Microsoft Corp 9.06%, Philip Morris International Inc 6.96%, Reckitt Benckiser Plc 6.15%, VISA Inc 5.90% และ Danaher Corp 5.84% ซึ่งหลายชื่อนักลงทุนไทยเองคงคุ้นเคยเป็นอย่างดีไม่ว่าจะ Microsoft, Visa หรือ Philip Morris ผู้ผลิตบุหรี่รายใหญ่ของโลกอย่างแบรนด์ Marlboro เป็นต้น”
“ONE-ALLCHINA-RA”...ลุย "หุ้นจีน" ทั่วโลกครบจบในกองเดียว !!!
ถัดมาเป็น “หุ้นจีน” ที่ผ่านมาเป็นอีกตลาดที่ติดลบค่อนข้างมากจากสารพัด “ปัจจัยลบ” ที่เข้ามากระทบ แต่ภายใต้การกลับมานำของประธานาธิบดี “สี จิ้น ผิง” เป็นสมัยที่ 3 ความคาดหวังของตลาดก็กลับมาเช่นกัน มองเป็น “ปัจจัยบวก” ช่วยหนุนเสถียรภาพทางการเมืองของจีน โดยคาดว่ายุทธการกอบกู้เศรษฐกิจจะต้องมีออกมาเพิ่มเติมอีกในระยะข้างหน้า รวมถึงล่าสุดกับข่าวการเปิดประเทศในช่วงต้นปีหน้า ทำให้ตลาดตอบรับในเชิงบวกขณะที่ Valuation ในปัจจุบันยังค่อนข้าง Laggard ค่าเฉลี่ยในภูมิภาคพอสมควร

โดยกองทุนที่น่าสนใจในกลุ่ม “กองหุ้นจีน” ได้แก่ “ONE-ALLCHINA-RA: กองทุนเปิดวรรณ ออล ไชน่า อิควิตี้ ชนิดไม่จ่ายเงินปันผล” เป็นกองทุนประเภท Fund of Funds ที่เน้นลงทุนหุ้นจีนได้อย่างหลากหลายทั้งหุ้นในกลุ่มอุตสาหกรรมเก่า (Old Economy) และใหม่ (New Economy) ไม่ว่าจะเป็นหุ้น A share, B share, H share, Red chips, P-chips, S-chips, ADR รวมถึงหลักทรัพย์อื่นที่เกี่ยวข้องกับจีนในอนาคต
“โดย 5 อันดับแรกที่กองทุนลงทุนมากสุด (ณ วันที่ 30 ก.ย. 22) ได้แก่ SISF ALL CHINA EQUITY-C USD 46.54%, PREMIA CHINA NEW ECON USD ET 15.43%, UBS EQ-ALL CHAINA USD-SD IA1A 13.89%, ALLIANZ CHIN A SHRS-RT USD A 9.37% และ TROWE PRICE-CHINA EVO EQ-Q9 8.26% ซึ่งเป็นกองทุนภายใต้การบริหารของบลจ.ชั้นนำที่เชี่ยวชาญตลาดจีนที่แตกต่างกันออกไป”
“TMB50”...ร่วมเติบโตไปพร้อมศก.ไทย กับ "หุ้นดัชนี SET50" !!!
มาต่อกันที่ “หุ้นไทย” ที่ปีนี้แค่ยืนนิ่งๆ ไม่ไปไหนก็แกร่งกว่าตลาดหุ้นอื่นส่วนใหญ่ในโลกที่ยังดิ่งกันเป็นว่าเล่น ในแง่เศรษฐกิจเอง...ในขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในโลกกำลังเข้าสู่ช่วงเศรษฐกิจถดถอยนั้น “ประเทศไทย” เป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศในโลกที่ดูจะมีวงจรเศรษฐกิจที่ต่างกันออกไป ล่าสุด “กองทุนการเงินระหว่างประเทศ” (IMF) ก็ออกมาคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้จะโตได้ 2.8% และปีหน้าอีก 3.7% รับการเปิดประเทศที่กำลังทำให้เศรษฐกิจกลับมาคึกคักอีกครั้ง “หุ้นไทย” จึงเป็นอีกหนึ่งธีมที่ไม่ควรละเลยทีเดียว

สำหรับกองทุนที่จะแนะนำในครั้งนี้อยู่ในกลุ่ม “กองดัชนีSET50” ได้แก่ “TMB50: กองทุนเปิดทหารไทย SET50” ซึ่งมีจุดเด่นเน้นลงทุนเต็มอัตรา (fully invested) เพื่อสร้างผลตอบแทนที่ใกล้เคียงกับดัชนี SET50 ให้มากที่สุด ซึ่งการลงทุนหุ้นในดัชนีครบทุกตัวทั้งหมดก็ทำให้สามารถเกาะผลตอบแทนของดัชนีได้ดีด้วยเช่นกัน
“โดย 5 หุ้นที่กองทุนลงทุนมากสุด 5 อันดับแรกในพอร์ต (ณ วันที่ 30 ก.ย. 22) ประกอบด้วย AOT 8.72%, PTT 8.18%, PTTEP 5.37%, GULF 5.19% และ ADVANC 4.88% ซึ่งหุ้นในดัชนี SET50 ก็ถือเป็นตัวแทนของบริษัทชั้นนำ 50 ตัวในไทยที่เป็นหุ้นใหญ่ มีสภาพคล่องดี ลงทุนแล้ว สบายใจ”
“DAOL-GTECH”...คัด "หุ้นผู้นำเทคฯ" ที่มีการเติบโตยั่งยืนทั่วโลก !!!
ส่งท้ายกันด้วย “หุ้นเทคโนโลยี” ธีมการลงทุนที่ได้รับผลกระทบเชิงลบจาก “ดอกเบี้ยขาขึ้น” รอบนี้ไปแบบเต็มๆ จุกๆ กันไปเลยไม่ว่าจะเทคฯ ไหน ประเทศไหน อาการสาหัสไปตามๆ กัน แต่เมื่อ “ดอกเบี้ยกลับทิศ” ก็จะเป็นปัจจัยบวกให้หุ้นเทคฯ ด้วยเช่นกัน
กองทุนที่น่าสนใจในกลุ่มนี้ ได้แก่ “DAOL-GTECH: กองทุนเปิด ดาโอ โกลบอล เทคโนโลยี” ที่เน้นลงทุนในหุ้นเพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่เงินลงทุนในระยะยาวจากการกระจายการลงทุนในบริษัทเทคโนโลยีทั่วโลกผ่านกองทุนหลัก ‘POLAR CAPITAL FUNDS PLC - GLOBAL TECHNOLOGY FUND’

“โดยหน้าตาพอร์ตของกองทุนหลัก (ณ วันที่ 30 ก.ย. 22) นั้น โฟกัสใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ Semiconductors 19.3%, Systems Software 18.4% และ Interactive Media & Services 10.5% โดยหุ้น 5 อันดับแรกที่ลงทุนมากสุด ได้แก่ Microsoft 8.6%, Apple 6.5%, Alphabet 5.8%, Advanced Micro Devices 3.6% และ KLA Tencor 2.2% ซึ่ง 3 ตัวแรกนักลงทุนคงคุ้นหน้าคุ้นตากันเป็นอย่างดี”
แม้แต่ราตรีที่ยาวนานที่สุด ก็ยังมีวันสิ้นสุด “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ของ FED ก็เช่นเดียวกัน “ดอกเบี้ยขาขึ้น” ที่เคยเขย่าตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงที่ผ่านมา เมื่อ “ดอกเบี้ยกลับทิศ” เมื่อไร กลุ่มหุ้นที่เคยได้รับผลกระทบหนักก็จะกลับมาเริงร่าคึกคักกันอีกครั้ง และนี่คือ “4 กองทุนเด่น” พฤศจิกา-ปีขาล ที่สามารถลงทุนดักหน้ารับดอกเบี้ยกลับทิศหวังผลระยะยาวกันได้
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
