ผลสำรวจเผย “กองทุน” ผลงานเด่น 5 ปี ทะลุ 10% ต่อปี... มีสัดส่วน “กองทุนตปท.” มากกว่า “กองทุนไทย” ถึง 4 เท่า !!!
สาระ Fund วันละนิด: จะดีแค่ไหน?...ถ้าสามารถลงทุนแล้วมีโอกาสได้รับผลตอบแทนเฉลี่ยระดับ 7% ต่อปี ซึ่งในโลกของ “กองทุนรวม” เองก็มีกองทุนที่ส่งมอบผลตอบแทนเฉลี่ยในระดับนี้ได้เช่นกัน (แต่ไม่ใช่การันตีนะ)
จากการสำรวจของทีมงาน ‘Wealthythai’ ดูผลงานกองทุนรวมย้อนหลัง 5 ปี (ณ วันที่ 31 ต.ค. 22) ที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าระดับ 7% ต่อปีนั้น ก็ยังมีอยู่จริง...ผลตอบแทนระดับนี้เงินคุณจะโตเป็น 2 เท่า ในระยะเวลาเพียง 10.28 ปีเท่านั้น !!!
พบว่าเป็น “กองทุนไทย” 8 กอง ในขณะที่เป็น “กองทุนต่างประเทศ” 38 กอง มากกว่ากันถึง 4.75 เท่า
แต่ถ้าสแกนต่อด้วยผลตอบแทนที่สูงเกิน 10% ต่อปี ที่ทำให้เงินโต 2 เท่าสั้นลงเหลือ 7.2 ปี นั้น “กองทุนไทย” จะเหลือเพียง 2 กอง ในขณะที่ “กองทุนต่างประเทศ” แม้จะมีจำนวนลดลงแต่ก็ยังมีมากถึง 8 กอง มากกว่ากันถึง 4 เท่า อยู่นั่นเอง
ทั้ง 10 “กองทุนต่างประเทศ” ที่ผลงานสุดปังนั้น เป็นกองทุนอะไรกันบ้างได้รวบรวมเอามาฝากกันเรียบร้อยแล้ว ไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“TMBOIL” กลุ่ม ‘กองทุนน้ำมัน”…แชมป์ผลตอบแทนสูงสุด 5 ปี +14.09%
จากการสำรวจนั้น ยังพบว่า “กองทุนไทย” ที่มีผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี สูงกว่า 7% ต่อปีนั้น ล้วนเป็นกองทุนที่เน้นลงทุนใน “หุ้นไทย” เป็นสำคัญ สะท้อนว่าใครที่มองหาโอกาสให้เงินงอกเงยในระยะยาวด้วยผลตอบแทนเฉลี่ยที่สูงก็ไม่ควรละเลยสินทรัพย์ในกลุ่มของ “หุ้น” ไว้ในพอร์ตแต่ประการใด เพราะไม่มีการลงทุนที่คาดหวัง “ผลตอบแทนสูง” แต่ “ความเสี่ยงต่ำ” แน่นอน
มองไปใน “กองทุนต่างประเทศ” ก็เช่นเดียวกัน จาก 38 กอง ที่มีผลตอบแทน 5 ปี ทะลุ 7% ต่อปีนั้น เป็น “กองหุ้น” ถึง 29 กอง คิดเป็นสัดส่วน 76% จากทั้งหมด ประกอบด้วย “กองหุ้นโลก” 5 กอง, “กองหุ้นสหรัฐ” มากสุด 12 กอง, “กองหุ้นสุขภาพโลก” 10 กอง และ “กองหุ้นอินเดีย” อีก 2 กอง
ส่วนอีก 9 กอง หรือ 24% เป็นกลุ่ม “กองสินค้าโภคภัณฑ์” ประกอบด้วย “กองทุนน้ำมัน” มากสุด 7 กอง ตามมาด้วย “กองทุนทองคำ” และ “กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ทั่วโลก” อีกอย่างละ 1 กอง

แต่ “กองทุนต่างประเทศ” ที่ผลตอบแทนย้อนหลัง 5 ปี ทะลุ 10% ต่อปีนั้น มาจาก 3 ประเภท ประกอบไปด้วย
-“กองทุนน้ำมัน” 5 กอง ซึ่งทั้งหมดเน้นลงทุนในกองทุนหลักในต่างประเทศที่ลงทุนในสัญญาฟิวเจอร์สน้ำมันเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับการเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบ WTI เป็นหลัก ได้แก่ TMBOIL ซึ่งเป็นกองทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงสุด +14.09% ต่อปี, KT-OIL +13.69% ต่อปี, SCBOIL +11.01%, K-OIL +10.88% และ TISCOOIL +10.60%
“แต่ต้องไม่ลืมว่า ‘กองทุนน้ำมัน’ เอง เป็นกลุ่มการลงทุนทางเลือกและมีความเสี่ยงสูง ต้องเป็นกลุ่มนักลงทุนที่เข้าใจและรับความเสี่ยงได้สูง ที่สำคัญแบ่งเงินเพียงบางส่วนมาลงทุนเท่านั้น”
-“กองหุ้นสหรัฐ” มี 2 กอง ล้วนเป็นกองทุนที่ลงทุนผ่านกองทุนหลักที่มีการบริหารเชิงรับ (Passive Fund) ทั้งหมด ได้แก่ K-USXNDQ-A(D) เน้นสร้างผลตอบแทนตามดัชนีหุ้นสหรัฐ NASDAQ-100 ทำผลตอบแทนได้ +11.87% ต่อปี และ TUSEQ-UH เน้นสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงดัชนี S&P500 ทำได้ +11.48% ต่อปี
-“กองหุ้นโลก” มี 1 กอง ได้แก่ T-GlobalEnergy เป็น Fund of Funds ที่เน้นลงทุนในกองทุนในกลุ่มธุรกิจพลังงานเป็นหลัก ทำผลตอบแทน 5 ปีย้อนหลังได้ +10.66%
“แม้จะเป็นกลุ่ม ‘กองหุ้นโลก’ แต่ก็ลงทุนกระจุกตัวในกลุ่มพลังงานเพียงกลุ่มเดียวเป็นหลัก ในแง่ของความเสี่ยงจึงสูงอยู่ระดับ 7 สูงกว่ากองหุ้นทั่วไปด้วยนั่นเอง”
ดังนั้น...ในยุคที่ “จักรวาลการลงทุน” ไม่ได้ไกลเกินเอื้อมและเชื่อมถึงกันหมดเช่นในปัจจุบัน นักลงทุนไทยเองก็ไม่ควรจะ “จำกัดตัวเอง” อยู่แค่การลงทุนในประเทศเท่านั้น แต่ควรทำตัวเองเป็นนักลงทุนระดับโลก ที่มองหาโอกาสการลงทุนที่มีอยู่ทั่วโลกเข้ามาไว้ในพอร์ตของตัวเอง ทั้งช่วยในเรื่อง “กระจายการลงทุน” ยัง “เพิ่มโอกาส” ในการได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นอีกด้วย
