มองกรอบ “หุ้นไทย” ปีฉลู 1,420 – 1,620 จุด...แนะเก็บ “กองอสังหาฯ/REIT” เหตุราคาร่วงดัน Yield กลับมาน่าสนใจอีกครั้ง !!!
“ตลาดหุ้นไทย” ถือเป็นอีกหนึ่งตลาดที่ในปี2563ที่ผ่านมา ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจอุปโภคบริโภคในประเทศ ไปจนถึงธนาคารพาณิชย์อย่างมีนัยสำคัญ
ซึ่งในปัจจุบันเองปัจจัยดังกล่าวก็ยังคงรุมเร้าเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย อย่างการ “ระบาดระลอกใหม่” ที่มีความรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้าจนถึงขั้นที่ทำให้มีจำเป็นต้องล็อกดาวน์ประเทศอีกครั้ง เพื่อสถานการณ์จะปรับตัวดีขึ้น
มิหนำซ้ำ “กระแสเงินสดต่างชาติ (ฟันด์โฟลด์)” ที่มีทีท่าว่าจะไหลกลับมาเข้ามาตลาดหุ้นไทย กลับไม่เป็นอย่างที่ตลาดคาดการณ์ไว้ เนื่องจากตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (4 กุมภาพันธ์ 2564) ‘นักลงทุนต่างชาติ’ เทขายหุ้นไทยว่า -20,076.97 ล้านบาท ในขณะที่ SET Index บวกเล็กน้อย 2.32%
จึงทำให้ภาพการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” ปี64 สำหรับใครหลายคนดูไม่ดีนัก จากสถานการณ์ต่างๆที่ยังดูไม่ดีและยังไม่มีทีท่าที่จะฟื้นตัวกลับมาได้ง่ายๆ
ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงนำมุมมองภาพตลาดหุ้นไทยในปี 2564 จาก “พจน์ หะริณสุต” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน วรรณ จำกัด มาแชร์ให้แก่ผู้อ่านและนักลงทุนที่สนใจกันในครั้งนี้
“หุ้นไทย” ปีนี้อาจไปได้ไม่ไกล เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นอื่นที่มีเทคฯ...มองกรอบ SET 1,420-1,620 จุด
“ตลาดหุ้นไทย” ต่อจากนี้จะปรับตัวขึ้นได้ค่อนข้างน้อยกว่าตลาดหุ้นประเทศอื่น เนื่องจากเทรนด์การลงทุนจะเป็นธีมการลงทุนเกี่ยวกับ ‘เทคโนโลยี’ ซึ่งจะทำให้ประเทศที่มีหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวขึ้นได้ดีกว่าประเทศอื่น แต่ในสำหรับตลาดหุ้นไทยนั้นในปัจจุบันยังไม่มีหรือมีแต่สัดส่วนที่น้อยมาก

(คุณพจน์ หะริณสุต)
“รวมไปถึงการแพร่ระบาดของเชื้อ COVID-19 ที่ยืดเยื้อในหลายประเทศทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวซึ่งคาดการณ์ว่าจำนวนนักท่องเที่ยวในปี 64 อยู่ที่ราว 10 ล้านคน จึงประเมินว่ากรอบดัชนีในปี 2564 จะอยู่ที่ 1,420 – 1,620 จุด”
“COVID-19”...ยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
โดยมีปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างสถานการณ์แพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ว่าจะมีการมาตรการคุมการแพร่ระบาดให้อยู่ในวงจำกัดและไม่มีการระบาดได้อย่างไร การแจกจ่ายวัคซีนในประเทศตามกรอบระยะเวลาโดยอย่างล่าช้าไม่เกินไตรมาส 3/64 และการแจกจ่ายในประเทศพัฒนาแล้วที่จะได้รับวัคซีนอย่างทั่วถึงในครึ่งปีแรก ซึ่งจะช่วยให้การค้าและการลงทุนระหว่างประเทศกลับมาขยายตัวเป็นปกติ

“จีดีพีปี64” กลับมาเติบโตได้จากฐานปีก่อนที่ต่ำ...พร้อม ‘คงอัตราดอกเบี้ย’ ในระดับต่ำ
สำหรับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ (GDP) มีแนวโน้มกลับมาขยายตัวที่ 3.5% ด้วยฐานที่ต่ำในปีก่อน จากการค้าระหว่างประเทศที่ฟื้นตัวและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยภาครัฐยังต้องประคองอุปสงค์ในประเทศท่ามกลางความเชื่อมั่นและกำลังซื้อภาคครัวเรือนที่ตกต่ำ ขณะที่ธุรกิจ SMEs ยังเสี่ยงประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง
“ส่วน ‘อัตราดอกเบี้ย’ คาดการณ์ว่านโยบายจะมีแนวโน้มทรงตัวที่ระดับ 0.5% ควบคู่กับการใช้เครื่องมือทางการเงินอื่นๆ แบบกำหนดเป้าหมายเพื่อลดทอนผลกระทบจาก COVID-19 แต่หากจำเป็นคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) อาจปรับลดดอกเบี้ยสู่ระดับต่ำเป็นประวัติการณ์ใหม่”
ขณะที่ ‘ค่าเงินบาท’ จะอยู่ในกรอบ 29.00 – 30.0 บาทต่อดอลลาร์ โดยค่าเงินบาทแข็งค่าเมื่อเทียบดอลลาร์ สรอ. ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับสกุลเงินอื่นในภูมิภาค จากปัจจัยด้านการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ สรอ. การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดต่อเนื่อง และกระแสเงินทุนไหลเข้า
“กองรีทไทย” ใครยังไม่มี...ถือเป็นโอกาสลงทุนได้ ‘ยีลด์สูง’
ทั้งนี้สินทรัพย์ทางเลือกอย่าง “กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (PF&REIT)” ในประเทศปีที่ผ่านมาได้มีการปรับตัวลดลงถึง 25-30% มองว่านักลงทุนที่ยังไม่เคยลงทุนก็ถือเป็นโอกาสการลงทุนที่ดีด้วยราคาหน่วยลงทุนที่ลดลงทำให้ได้ผลตอบแทน (Yield) ที่ค่อนข้างสูง แต่อาจจะต้องเลือกลงทุนหรือลงทุนเกี่ยวกับธุรกิจที่ไม่เกี่ยวกับการปิดเมือง อย่างดาต้าเซ็นเตอร์ การคมนาคม และโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับโครงข่ายโทรคมนาคม
โดยคำแนะนำการลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” ก็ยังควรมีติดพอร์ตการลงทุนไว้สัก 10% เนื่องจากอัพไซต์หุ้นไทยในปีนี้ค่อนข้างน้อยหรือราว 6% ซึ่งน้อยกว่าหุ้นทั่วโลกที่มีอัพไซต์เฉลี่ยอยู่ 10% จึงอยากแนะนำให้นักลงทุนมี “หุ้นต่างประเทศ” ติดพอร์ตไว้ 40% ประกอบไปด้วยหุ้นจีน, หุ้นทั่วโลกที่เติบโตได้ในระยะยาว”
“ตลาดหุ้นไทยแม้ว่าในปีนี้อาจจะดูไม่น่าสนใจเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลก เพราะอุตสาหกรรมเทคโนโลยีที่มีสัดส่วนค่อนข้างน้อยหรือไม่มีเลยนั้นเอง ทำให้การจะดึงดูดความน่าสนใจจากนักลงทุนเป็นไปได้ยาก แต่อย่างไรก็ตาม ‘หุ้นไทย’ ก็ยังเป็นสิ่งที่ควรมีติดพอร์ตไว้เพื่อกระจายการลงทุนไม่ให้เกิดการกระจุกตัวในประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป”
