4 “กองทุนเด่น” มกรา-ปีเถาะ...เกาะดอกเบี้ยไทยขาขึ้นกับ “กองตราสารหนี้” ฝ่ามรสุมโลกชะลอตัวกับ “กองหุ้นสุขภาพ” รายได้ดีไม่มีผันผวน !!!
ลายแทงกองทุน: ประเดิมเดือน “มกรา-ปีเถาะ” ด้วยข่าวดีเล็กๆ จาก “เงินเฟ้อโลก” ในภาพรวมน่าจะผ่าน “จุดสูงสุด” กันมาแล้วรวมทั้งไทย ล่าสุดตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐเดือนธ.ค.ก็ลดลงเหลือ 6.5% ทำให้แรงกดดันในการขึ้นดอกเบี้ยแรงลดน้อยลงไปด้วยเป็นความคาดหวังของตลาด
แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังมีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงจากเข้าสู่ “เศรษฐกิจถดถอย” (Recession) ได้เช่นกันในบางภูมิภาค เช่น สหรัฐ และยุโรป เป็นต้น
ในไทยเองภาพในปีนี้อาจจะ “แตกต่าง” ออกไป เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโต และดอกเบี้ยก็ยังอยู่ใน “ขาขึ้น” แบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็น่าจะเป็นโอกาสที่ดีสำหรับนักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยงเท่าไร ให้มีโอกาสได้รับผลตอบแทนจากเงินฝากและตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นได้เช่นกัน
วันนี้ทางทีมงาน ‘Wealthythai’ จึงได้คัดสรร “4 กองทุนเด่น” มกรา-ปีขาล รับ “ดอกเบี้ยไทยขาขึ้น” พร้อมฝ่า “เศรษฐกิจโลกชะลอตัว” มาฝากกัน
“TCMF”...เอาใจ "สายเซฟ" เสี่ยงต่ำ-สภาพคล่องดี-มีผลตอบแทน !!!
สำหรับ 2 กองทุนแรกเอาใน “นักลงทุนสายเซฟ” ที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยงที่เน้นปลอดภัย ผลตอบแทนต่ำไปบ้างไม่เป็นไร ซึ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมาใน “ยุคดอกเบี้ยต่ำติดดิน” ก็ทำให้นักลงทุนกลุ่มนี้ท้อไปตามๆ กัน แต่ในปี23 นี้ “ดอกเบี้ยไทย” ยังคงเป็นขาขึ้น แม้จะเป็นแบบค่อยเป็นค่อยไปก็ตาม แต่ก็จะทำให้ผลตอบแทนของเงินฝากและตราสารหนี้ปรับตัวดีขึ้นไม่มากก็น้อยเช่นเดียวกัน
เริ่มกันที่ “TCMF: กองทุนเปิดไทย แคช แมเนจเม้นท์ ชนิดเพื่อผู้ลงทุนทั่วไป” เป็นกองทุนตราสารตลาดเงินที่มีระดับความเสี่ยงต่ำสุด “ระดับ1” เท่านั้น ถือว่าต่ำสุดในกลุ่มกองทุนรวมด้วยกัน นักลงทุน “สายเซฟ” จึงสบายใจได้ กองทุนเน้นลงทุนตราสารหนี้ทั้งภาครัฐ/รัฐวิสาหกิจ ที่มีความมั่นคงและมีสภาพคล่องสูงเป็นหลัก อายุเฉลี่ยตราสารในพอร์ตไม่เกิน 92 วัน
หน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 พ.ย. 22) ลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐ 69.02% ตราสารหนี้เครดิต AA 16.57% และ A อีก 7.76% คุณภาพตราสารหนี้ดีมาก มีอายุเฉลี่ยของตราสารในพอร์ต 1 เดือน 7 วัน และมีผลขาดทุนสูงสุดในช่วงที่ผ่านมาเพียง -0.01% เท่านั้น ถือว่าน้อยมากจนเรียกว่าไม่ติดลบก็คงไม่ผิดนัก

“ที่สำคัญผลตอบแทนของ ‘กองตราสารตลาดเงิน’ ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 3 เดือน เป็นหลักนั้น ผลตอบแทนก็จะวิ่งล้อไปกับดอกเบี้ยนโยบายด้วยเช่นกัน ในยามดอกเบี้ยต่ำ ผลตอบแทนก็ต่ำไปด้วย และในยามดอกเบี้ยนโยบายขยับปรับตัวขึ้น ผลตอบแทนก็จะปรับขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน”
“PRINCIPAL iDAILY-C”...ลุย "ตราสารหนี้" คุณภาพ-อัพผลตอบแทนให้ดีขึ้น !!!
ถัดมาเป็น “PRINCIPAL iDAILY-C: กองทุนเปิดพรินซิเพิล เดลี่ อินคัม ชนิดผู้ลงทุนกลุ่ม” ที่จัดอยู่ในกลุ่ม “กองตราสารหนี้ระยะสั้น” ที่จะได้ประโยชน์จากดอกเบี้ยขาขึ้นในไทยเช่นเดียวกัน สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นได้อีกนิด ด้วยการขยายอายุตราสารหนี้ที่ลงทุนให้ยาวขึ้นแต่ไม่เกิน 1 ปี ก็มีโอกาสที่จะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นเช่นกัน กองทุนมีความเสี่ยง “ระดับ4”

“โดยกองทุนเน้นลงทุนตราสารหนี้/ตราสารทางการเงิน/เงินฝากทั้งภาครัฐและเอกชนที่เป็น Investment Grade (ณ วันที่ 30 พ.ย. 22) ลงทุนในไทยทั้ง 100% กระจายไปในตราสารหนี้ภาครัฐ 74.57%, ตราสารหนี้เรทติ้ง A 10.29% และ BBB 10.46% มีอายุเฉลี่ยของตราสาร 2 เดือน 8 วัน และมีผลขาดทุนสูงสุดในช่วงที่ผ่านมาเพียง -0.02% เท่านั้น ถือว่าน้อยมากเช่นเดียวกัน”
“ONE-HOSPITAL”...เฟ้นกลุ่ม "หุ้นรพ.ไทย" ลงทุนแบบเน้นๆ !!!
ส่วนอีก 2 กองที่คัดมานี้ จัดอยู่ในกลุ่ม “หุ้นสุขภาพ” ที่แข็งแกร่งฝ่ายปีเสือดุในปี22 ที่ผ่านมาได้ค่อนข้างดีและผลตอบแทนระยะยาวก็สม่ำเสมอ แต่ก็โฟกัสในธุรกิจสุขภาพเพียงอย่างเดียวทำให้ความเสี่ยงค่อนข้างสูง “ระดับ7” สูงกว่ากองหุ้นทั่วๆ ไป
เริ่มกันที่ “ONE-HOSPITAL: กองทุนเปิด วรรณ โฮสพีทอล” เน้นลงทุนหุ้นกลุ่มโรงพยาบาลในไทยเป็นหลัก แต่เพื่อเปิดโอกาสให้กว้างขึ้นเพราะกลุ่มสุขภาพในตลาดหุ้นไทยมีแต่ “หุ้นโรงพยาบาล” เป็นหลัก จึงมีการกระจายบางส่วนไปใน “หุ้นสุขภาพโลก” ด้วยเช่นกัน

หน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 พ.ย. 22) นั้น มีการลงทุนหุ้นไทย 66.23% และหน่วยลงทุนต่างประเทศ 13.97% โดยหุ้นที่ลงทุน 5 อันดับแรก ได้แก่ BDMS 31.87%, VANGUARD HELTH CARE ETF 13.97%, BH 10.56%, CHG 5.16% และ BCH 4.09%”
“T-HEALTHCARE”...ฝ่าศก.โลกชะลอตัวไปกับ "หุ้นสุขภาพโลก" !!!
ปิดท้ายกันด้วย “T-HEALTHCARE: กองทุนเปิดธนชาตโกลบอลเฮลธ์แคร์” ในกลุ่ม “กองหุ้นสุขภาพโลก” ที่เน้นลงทุนหุ้นทั่วโลกที่ผู้จัดการกองทุนเห็นว่าเป็นวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิต (Life Sciences orientation) ผ่านกองทุนหลัก ‘Janus Global Life Sciences Fund’ บริหารจัดการโดย Janus Capital Management LLC และ Janus Capital Funds plc

“ซึ่งในปีที่ผ่านมาก็ถือเป็นกองทุนที่ทำผลตอบแทนได้ดีในกลุ่มกองหุ้นสุขภาพโลกกองหนึ่งเลยทีเดียว เพราะมีส่วนผสมทั้งหุ้นสุขภาพ ‘แบบดั้งเดิม’ และ ‘แบบใหม่’ ผสมผสานกันอย่างลงตัว หน้าตาพอร์ต (ณ วันที่ 30 พ.ย. 22) ให้น้ำหนักใน 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ Pharmaceuticals 31.83% และ Biotechnology 31.41% โดยหุ้น 5 อันดับแรก ได้แก่ UnitedHealth Group Inc 6.70%, Astrazeneca PLC 4.44%, AbbVie Inc 3.89%, Eli Lilly & Co 3.08% และ Merck & Co Inc 3.02% ซึ่ง Astrazeneca และ Merck นักลงทุนไทยน่าจะรู้จักเป็นอย่างดีทั้งเรื่องของวัคซีนและยาถือเป็นผู้นำในตลาดโลกเลยทีเดียว”
เข้าสู่ “ปีกระต่าย” ปีนี้ เศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ “ดอกเบี้ยไทยขาขึ้น” กลับมาเป็นผลดีต่อนักลงทุนที่ไม่ชื่นชอบความเสี่ยง เพราะมีโอกาสจะได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา ในขณะที่มองไปนอกประเทศไทย “เศรษฐกิจโลกชะลอตัว” ภาพดูไม่สดใสเท่าไรนักแต่กลุ่ม “หุ้นสุขภาพ” ก็เป็นกลุ่มที่รายได้สม่ำเสมอไม่ผันผวนตามเศรษฐกิจเป็นอีกทางเลือกที่ตอบโจทย์ และนี่คือ “4 กองทุนเด่น” มกรา-ปีเถาะ ที่สามารถจะตอบโจทย์นักลงทุนได้เป็นอย่างดี
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
