Official Update :

“หุ้นไทย” ระยะสั้นยังผันผวน...แนะหุ้นธีม “High Potential for Recovery” & “Quality Growth” เด่นสุด !!!

“ตลาดหุ้นไทย” ในปี 2564 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่ยังคงต้องติดตามปัจจัยต่างๆ ที่จะเข้ามาส่งผลกระทบต่อตลาดทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ เพราะมีนักลงทุนไม่น้อยที่ยังเฟ้นหาโอกาสการลงทุนอยู่ตลอดเวลา


แต่ตั้งแต่ในช่วงต้นปีที่ผ่านมาก็เป็นช่วงที่ถือว่าจับจังหวะการลงทุนได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากตลาดค่อนข้างผันผวนสูงพอสมควร จากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในประเทศจึงทำให้มีนักลงทุนไม่น้อยเริ่มมองหาโอกาสการลงทุนในสินทรัพย์อื่นๆ อย่างหุ้นต่างประเทศ ทองคำ ไปจนถึงสินทรัพย์ดิจิตอล อย่าง บิทคอยน์ นั้นเอง


ในวันนี้ทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอถือโอกาสนำมุมมองการลงทุนและทิศทางของตลาดหุ้นไทย จาก “บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) กสิกรไทย จำกัด” มาแชร์ให้แก่นักลงทุนที่สนใจและผู้อ่านกันในครั้งนี้



SET” ระยะสั้นยังคงผันผวน...ขึ้นอยู่กับสถานการณ์แพร่ระบาดไวรัส COVID-19

โดย ธิดาศิริ ศรีสมิต รองกรรมการผู้จัดการ สายงานจัดการลงทุน บลจ.กสิกรไทย จำกัด ได้ให้มุมมองว่าในระยะสั้น “ตลาดหุ้นไทย” หรือ SET Index ยังคงปรับตัวผันผวน ตามสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัส COVID-19 รอบใหม่ในประเทศ หากสถานการณ์ทรงตัวหรือมีทิศทางที่ดีขึ้น น่าจะยืนได้ที่ระดับเหนือ 1,450 จุดได้ แต่หากสถานการณ์แย่ลงจนนำไปสู่การล็อกดาวน์ทั้งประเทศ ก็คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 1,300 -1350 จุด น่าจะรับได้อยู่ด้วยพื้นฐานปัจจุบัน




(ธิดาศิริ ศรีสมิต)



สิ้นปี
SET มีลุ้นแตะ 1,600 จุด…รับข่าวดีการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก

ขณะที่ทั้งปี คาดการณ์ว่า SET Index ณ สิ้นปี จะอยู่ที่ 1,600 จุด ภายใต้เศรษฐกิจโลกที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่องจากการประสบความสำเร็จในการผลิตและแจกจ่ายวัคซีน สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองภายในประเทศที่ไม่เพิ่มความรุนแรง ส่งผลให้ Sentiment ของตลาดหุ้นไทยมีทิศทางดีขึ้น เนื่องจากเศรษฐกิจมีการพึ่งพิงต่อภาคการท่องเที่ยวค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศอื่น


“ซึ่งปัจจัยในต่างประเทศส่วนใหญ่มีทิศทางที่เป็นบวก ประกอบไปด้วย ความคืบหน้าของการแจกจ่ายวัคซีนได้อย่างทั่วถึง, Blue sweep ทำให้คาดว่าจะมี stimulus package ขนาดใหญ่ทยอยออกมาเพิ่มเติม, การดำเนินนโยบายผ่อนคลายของธนาคารกลางต่างๆ ทั่วโลก และใช้มาตรการอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบจะช่วยสนับสนุนตลาดในช่วงที่เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง และการเริ่มฟื้นตัวของเศรษฐกิจของประเทศหลักๆ ของโลก”



“นโยบายการเงินและการคลัง” ในประเทศ...ยังคงสำคัญต่อการฟื้นตัวเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้เศรษฐกิจภายในประเทศมีการฟื้นตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงเป็นประเด็นมาตรการและนโยบายการเงินและการคลังที่รัฐบาลจะอัดฉีดเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อภายในประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังคงมีวงเงินหรืองบประมาณที่จะเหลือเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจอยู่ราว 6.5 แสนล้านบาท






“ขณะที่ปัจจัยเสี่ยงหรือปัจจัยที่ต้องติดตามนั้น เป็นประเด็นเกี่ยวกับความเสี่ยงด้านการเมืองที่อาจเกิดความรุนแรงขึ้นได้ และเสถียรภาพรัฐบาลที่อาจมีผลต่อนโยบายการบริหารจัดการประเทศ รวมไปการแพร่ระบาดของไวรัส COVID -19 ในประเทศรอบสาม ซึ่งความเป็นไปได้ที่จะขึ้นค่อนข้างยาก เนื่องจากการฉีดวัคซีนจะเกิดขึ้นได้ในช่วงกลางปี”



ชูธีม “
High Potential for Recovery” และ “Quality Growth” เป็นกลุ่มแนะนำ

สำหรับ “ตลาดหุ้นไทย” นั้น ยังคงน่าสนใจ แต่อาจจะไม่เท่ากับกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือหุ้นเทคโนโลยี จึงอาจจะต้องคัดเลือกตามธีมหรือกลุ่มที่ได้ประโยชน์ ซึ่งประกอบไปด้วยธีม ‘High Potential for Recovery’ อย่างหุ้นธนาคารพาณิชย์ หุ้นพลังงานและปิโตรเคมี หุ้นโรงแรมและหุ้นโรงพยาบาล อีกหนึ่งธีมที่แนะนำคือ ‘Quality Growth’ อย่างหุ้นสาธารณูปโภค หุ้นค้าปลีก และหุ้นอิเล็กทรอนิกส์


ตลาดหุ้นไทยในปีนี้อาจจะถือว่าเป็นปีแห่งการฟื้นตัวก็ว่าได้ จากปัจจัยสนับสนุนทั้งภายนอกและภายใน แต่ก็ยังคงมีปัจจัยที่ต้องติดตามอยู่เสมอ หากดูความน่าสนใจนั้นก็คงสู้กับกลุ่มตลาดหุ้นเกิดใหม่หรือหุ้นเทคโนโลยีได้ยากแต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสลงทุนเพื่อแสวงหาผลตอบแทนอยู่เลย

กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดา