“หุ้นไทย” ต่ำกว่า 1,600 จุด “ถูก”-พื้นฐานแกร่งมีลุ้น “Election Rally”... ส่วน “กองตราสารหนี้” Yield ดี-Upside เปิด ชู “Investment Grade” เด่นสุด !!!
Fun of Funds: ปีก่อน “หุ้นไทย” ไม่ไปไหน แต่ไม่ร่วงแรงเหมือนตลาดอื่นในโลก ก็ประคองตัวเป็น “ดาวเด่น” ตลาดหนึ่งของโลกไปได้
มาปีนี้ “หุ้นไทย” ดูไม่ค่อยจะสดใสเท่าไรนัก ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 21 เม.ย. 23) ดิ่งไปแล้ว -6.61% กลายเป็นหนึ่งในตลาดที่มีผลงานแย่เป็นอันดับ2 ของโลกเป็นรองแค่ตุรกีเท่านั้น
แต่ด้วยพื้นฐานและระดับราคาในปัจจุบันที่ลงมาต่ำกว่า 1,600 จุดนั้น ถือว่า “น่าสนใจ” สำหรับการลงทุนกับเป้าหมายที่ตลาดมองกันแถวสิ้นปีที่ระดับ 1,750-1,780 จุด ก็มีอัพไซด์อยู่พอสมควร
และท่ามกลางความผันผวนของตลาดโลก กับดอกเบี้ยที่ใกล้จะจบรอบขาขึ้น ทำให้ “กองตราสารหนี้” เป็นอีกหนึ่งธีมการลงทุนที่น่าสนใจเช่นเดียวกัน
ทำไมทั้ง 2 ธีมจึงน่าสนใจนั้น ตามทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ ไปอัพเดทมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญพร้อมกันได้เลย

“หุ้นไทย” จังหวะดักลงทุนหลัง “ตลาดย่อแรง”…มั่นใจพื้นฐานในประเทศยังแกร่ง-ลุ้น Election Rally
ในไตรมาสที่1/23 ที่ผ่านมา หลัง “หุ้นไทย” ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องนั้น พบว่ามีเงินไหลเข้าลงทุนใน “กองหุ้นไทย” (ไม่รวม LTF, RMF, SSF) กว่า 3.3 พันล้านบาท ซึ่งหากมองย้อนกลับไปจะพบว่าเป็นเงินไหลเข้าระดับพันล้านครั้งแรกในรอบ 3 ปี เลยทีเดียว (ที่มา: morningstarthailand.com)
โดย “ชวินดา หาญรัตนกูล” กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย ยอมรับว่า “ตลาดหุ้นไทย” ในปีนี้ยังคงมีความผันผวนสูงจากปัจจัยเสี่ยงจาก “ปัจจัยภายนอก” เช่น สภาพคล่องที่ลดลงจากการลดการอัดฉีดเม็ดเงินของประเทศต่างๆ เงินเฟ้อที่แม้ชะลอลงแต่ยังอยู่ในระดับสูง รวมถึงปัญหาความตึงเครียดจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการค้า เป็นต้น แต่ก็ยังมีหลาย “ปัจจัยภายใน” ที่เป็นตัวสนับสนุนซึ่งจะช่วยให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเติบโตได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะจากภาคบริการและภาคท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวชาวจีนหันมาท่องเที่ยวต่างประเทศและใช้จ่ายอย่างเต็มที่มากขึ้นหลังอั้นมาเกือบ 3 ปี

(ชวินดา หาญรัตนกูล)
“ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปัจจุบันมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องจากปัจจัยทั้งภายในและภายนอกประเทศ อาทิเช่น การเปิดประเทศของจีน ที่เป็นตัวช่วยเร่งภาคการท่องเที่ยวและภาคบริการมีแนวโน้มฟื้นตัว หรือเรื่องของเงินเฟ้อที่ต่ำกว่าคาดและมีแนวโน้มลดลง รวมถึงการเลือกตั้งในประเทศที่จะเกิดขึ้นในเดือน พ.ค.นี้ โดยข้อมูลจาก SET Index ในอดีตที่ชี้ว่า หุ้นไทยมักจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยก่อนและหลังการเลือกตั้ง 30 วันอยู่ที่ +0.92% และ +3.47% ตามลำดับ เป็นต้น จึงมองว่าตลาดหุ้นไทยนับเป็นอีกหนึ่งตลาดการลงทุนที่น่าสนใจ และมีโอกาสสร้างผลตอบแทนจากการลงทุนได้ในสภาวะปัจจุบัน”
ชู “หุ้นใหญ่-ปันผลดี” โดดเด่นน่าสนใจ
ขณะเดียวกันได้มีการคาดการณ์ทิศทางกระแสเงินไหลเข้ามาลงทุนเพิ่มขึ้นในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ในปีนี้ หลังจากที่คาดว่า ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’ (Fed) จะชะลอการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในช่วงครึ่งหลังของปี และจากทิศทางเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วที่มีแนวโน้มอ่อนแอลงกว่าเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะการลงทุนในภูมิภาคเอเชียที่ได้ประโยชน์จากการเปิดประเทศของจีน รวมถึงผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ค่อยๆ ฟื้นตัวจากการเติบโตของภาคบริการและการลดลงของต้นทุนการผลิตตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่คาดว่าได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
“ดังนั้น คาดว่าการลงทุนในหุ้นไทยในปีนี้จะมีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าปีก่อนหน้า โดยการลงทุนใน ‘หุ้นขนาดใหญ่’ ที่มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง จะมีโอกาสให้ผลการดำเนินงานที่มั่นคงสม่ำเสมอ และอาจสามารถทนทานต่อสถานการณ์ต่างๆ เมื่อเผชิญกับวัฏจักรการขึ้นลงของเศรษฐกิจ ดังนั้น การลงทุนใน ‘กองทุนหุ้นขนาดใหญ่’ จึงอาจคาดหวังผลตอบแทนที่มีผันผวนต่ำกว่าความผันของตลาดหุ้นโดยรวมและการจ่ายเงินปันผลที่ค่อนข้างสม่ำเสมอได้ในระยะยาว นอกจากนี้หุ้นที่ผลกำไรลดลงผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว และราคาปรับต่ำเป็น Laggard (Laggard+Bottom out) ก็น่าสนใจเช่นเดียวกัน”
ชู “กองทุนตราสารหนี้”...โอกาสลงทุนท่ามกลาง “ตลาดผันผวน”
นอกจาก “หุ้น” แล้ว “กองตราสารหนี้” ในชั่วโมงนี้ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน เรียกว่า Downside จำกัด ในขณะที่ Upside เปิด
“รัชดา ตั้งหะรัฐ” กรรมการผู้จัดการอาวุโส สายพัฒนาธุรกิจ บลจ.ยูโอบี มองว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังคงเผชิญกับภาวะเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงในบางประเทศ นอกจากจะส่งผลต่อนโยบายอัตราดอกเบี้ยของแต่ละภูมิภาคที่ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันแล้ว ยังทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจในแต่ละภูมิภาคมีความแตกต่างกัน โดยเศรษฐกิจชะลอตัวในสหรัฐและยุโรป ในขณะที่ภูมิภาคเอเชียมีภาวะเงินเฟ้อในระดับที่ไม่สูง เศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตได้ดี โดยเศรษฐกิจที่ชะลอตัวน่าจะเป็นอุปสรรคต่อการลงทุนในตราสารทุนโดยรวม

(รัชดา ตั้งหะรัฐ)
เรามองเห็นโอกาสการลงทุนใน “ตราสารหนี้” โดยเฉพาะในเอเชียที่มีผลตอบแทนที่น่าดึงดูด ประกอบกับการเปิดประเทศของจีนพร้อมนโยบายสนับสนุนการขยายตัวของเศรษฐกิจทางด้านการเงินและการคลัง อีกทั้งการผ่อนคลายข้อบังคับในหลายอุตสาหกรรม หนุนให้เศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชียเติบโตได้โดดเด่นเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นๆ จะช่วยให้นักลงทุนมีความเชื่อมั่น (Market sentiment) และทำให้ความเสี่ยงด้านการผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างต่ำ
“มุมมองของอัตราดอกเบี้ยมีความชัดเจนมากขึ้น เมื่อเทียบกับปี22 ที่ผ่านมา สถานการณ์เงินเฟ้อที่แม้ว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัวลง แต่มีโอกาสที่จะคงอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาดไว้ ทำให้ตลาดคาดการณ์ว่า ‘ธนาคารกลางสหรัฐ’ (Fed) มีแนวโน้มที่จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้นมาอยู่ที่ 5.00 – 5.25% และจะคงไว้ในระดับนี้ เพื่อดูสถานการณ์การปรับตัวลงของอัตราเงินเฟ้อในปีนี้ ดังนั้น การลงทุนใน ‘กองทุนตราสารหนี้’ ที่กองทุนหลักมีเป้าหมายลงทุนในตราสาร ‘Investment Grade’ จึงเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจท่ามกลางภาวะที่ตลาดและอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน”
ปีนี้เป็นปีของการกลับมาลงทุนกันอีกครั้ง โดยรวมตลาดยังมองว่าผลตอบแทนจะดีกว่าในปีที่ผ่านมา “หุ้นไทย” เองลงมาจนถูกเป็นจังหวะดักเก็บเพื่อหวังผลในอนาคต ในขณะที่ “กองตราสารหนี้” ก็อยู่ในบริบทที่เอื้อต่อการลงทุนมาก ผลตอบแทนสูงโดยไม่ต้องเสี่ยงมากและยังมีโอกาสกำไรในอนาคตเมื่อดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาลงอีกด้วย ก็ถือเป็นอีก 2 ธีมที่ต่างกันที่นำมาฝากกันในครั้งนี้
