“ปัจจัยด้านความยั่งยืน”...กับการก้าวขึ้นมาเป็น “เมกะเทรนด์” ของโลก !!!
จุดเด่นที่สำคัญ
-
หลักการลงทุนอย่างยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าให้กับพอร์ตการลงทุนและช่วยเสริมแนวคิดการลงทุนแบบดั้งเดิมที่เน้นการวิเคราะห์ตัวเลขทางการเงินได้เป็นอย่างดี
-
แนวคิดด้านความยั่งยืนเป็นกระแสที่กำลังเติบโตอย่างแพร่หลายในกลุ่มนักลงทุนบุคคล ภาคธุรกิจและรัฐบาล
-
การเลือกไม่ลงทุนอย่างยั่งยืนกำลังถูกมองว่าเป็นการเพิ่มความเสี่ยงทางธุรกิจให้สูงมากขึ้น
"ท่ามกลางผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาในปี2020 ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากในการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสภาพแรงงานและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (หรือการบริหารจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital Management) การเล็งเห็นความจำเป็นของการดำเนินธุรกิจบนหลักความยั่งยืนและมีความรับผิดชอบเป็นผลมาจากการคำนึงถึงโลกในอนาคตที่คนรุ่นหลังสามารถอยู่ต่อไปได้” Thio Boon Kiat, Group CEO of UOB Asset Management
“ภาครัฐ” ร่วมผลักดันให้เกิดโมเมนตัมและความเปลี่ยนแปลงไปสู่ ‘ความยั่งยืน’
การระบาดของ COVID-19 และผลกระทบที่มีต่อเศรษฐกิจธุรกิจและบุคคลเป็นตัวเร่งให้ “ปัจจัยด้านความยั่งยืน (Sustainability)” กลายเป็นสิ่งที่สำคัญมากขึ้นในการดำเนินธุรกิจและการดำเนินชีวิตของเรา
การระบาดครั้งใหญ่ในรอบนี้ทำให้เรามีมุมมองใหม่ๆ และปลูกฝั่งแนวคิดด้านความยั่งยืนอย่างไม่ต้องสงสัยอาจกล่าวได้ว่าผลกระทบของ COVID-19 เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญสำหรับผู้ที่ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าควรต้องมีการดำเนินการบางอย่างที่จับต้องได้ในประเด็นด้านความยั่งยืนหรือไม่
“ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและเจ้าของสินทรัพย์จำนวนมากขึ้นมองว่าการให้ความสำคัญกับความยั่งยืนนั้นเป็นมากกว่าเครื่องมือในการลดความเสี่ยงจากการลงทุนให้น้อยลงเพราะเมื่อนำไปใช้ในเชิงรุกและมีความเหมาะสมการลงทุนที่ยั่งยืนสามารถเพิ่มมูลค่าหรือผลตอบแทนส่วนเกินจากดัชนีชี้วัด (Alpha) ให้กับพอร์ตการลงทุนได้”
นอกจากนั้น “ปัจจัยด้านความยั่งยืน” ยังได้รับความนิยมมากขึ้น และถือเป็น “เมกะเทรนด์” ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยถือเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในกลุ่มนักลงทุนบุคคล ภาคธุรกิจและรัฐบาล ทำให้ในตอนนี้การเลือกไม่ลงทุนบนหลักความยั่งยืนถือเป็นหนึ่งใน ‘ความเสี่ยง’ ของภาคธุรกิจ
“ประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ ได้ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศแม้ว่าการดำเนินนโยบายดังกล่าวจะต้องเผชิญกับความท้าทายแต่ก็เห็นได้ชัดว่าสหรัฐอเมริกากำลังจะมีบทบาทมากขึ้นในการเป็นผู้นำการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ”
ใน “ภูมิภาคเอเชีย” มีหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากรัฐบาลและหน่วยงานด้านการกำกับดูแลกำลังเข้ามาร่วมขับเคลื่อนปัจจัยด้านความยั่งยืนร่วมกับกลุ่มประเทศที่ผู้นำในด้านนี้อย่าง ‘ญี่ปุ่น’ และ ‘เกาหลีใต้’ ในส่วนของประเทศ ‘จีน’ ก็กำลังเพิ่มความพยายามในการดำเนินนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศด้วยการประกาศเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่าประเทศจีนจะมีความ “เป็นกลางด้านคาร์บอน (carbon neutrality)” ได้ภายในปี 2060
“เป็นที่น่าสังเกตว่าประเทศจีนได้ประกาศคำมั่นสัญญาดังกล่าวก่อนหน้าประเทศเกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งประกาศเป้าหมายดังกล่าวในเดือนตุลาคมปีเดียวกัน โดยทั้งสองประเทศวางแผนเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2050”
สำหรับประเทศ ‘สิงคโปร์’ ได้มีการเปลี่ยนชื่อกระทรวงสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรน้ำ ให้เป็นกระทรวงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อมแสดงถึงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนของรัฐบาลและเป็นการตอบสนองภัยจากการเปลี่ยนแปลงองสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong เรียกว่าเป็นภัยคุกคามที่สำคัญของสิงคโปร์
“เราไม่ควรประเมินผลกระทบที่เกิดจากการดำเนินนโยบายของภาครัฐต่ำเกินไปเนื่องจากหน่วยงานภาครัฐเหล่านี้สามารถสร้างแรงจูงใจ รวมถึงออกมาตรการลงโทษ เพื่อผลักดันให้เกิดโมเมนตัมและความเปลี่ยนแปลงไปสู่ความยั่งยืนได้”

ความเร่งด่วนเกี่ยวกับ “ปัจจัย ESG”
ผู้ที่มีหน้าที่รับผิดชอบด้านการลงทุนมีบทบาทที่สำคัญในการนำเงินทุนที่ได้รับไปสนับสนุนองค์กรและโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืน ท่ามกลางผลกระทบจากการระบาดของไวรัสโคโรนาในปี 2020 ภาคธุรกิจจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากในการดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมสภาพแรงงานและการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย์ (หรือการบริหารจัดการทุนมนุษย์ (Human Capital Management)
“การเล็งเห็นความจำเป็นของการดำเนินธุรกิจบน ‘หลักความยั่งยืน’ และมีความรับผิดชอบเป็นผลมาจากการคำนึงถึงโลกในอนาคตที่คนรุ่นหลังสามารถอยู่ต่อไปได้”
การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้นจะมาควบคู่กับความคาดหวังที่สูงขึ้นและความรับผิดชอบที่มากขึ้นดังนั้นบริษัทที่มีการกำหนดนโยบาย กระบวนการและแนวปฏิบัติทางธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการผลกระทบของปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล (ESG) จะได้รับการตอบแทนจากตลาดทุนที่มากขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ในปี2020 เรายังได้เห็นการผลักดันที่มีรูปธรรมชัดเจนมากขึ้นเพื่อให้สามารถบรรลุเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติได้ (SDGs) องค์กรที่ดูแลเรื่องหลักการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ (Principles for Responsible Investment: PRI) ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากUN มีการกำหนดกรอบการทำงานที่แสดงให้เห็นว่านักลงทุนสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อน SDGs ได้ผ่านการตัดสินใจการลงทุนของพวกเขาการมีธรรมาภิบาลในการลงทุนและการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่สำคัญของธุรกิจ PRI ยังได้ออกแนวทางและให้คำปรึกษาเพิ่มเติมเพื่อช่วยให้เจ้าของสินทรัพย์สามารถนำปัจจัยด้าน ESG มารวมเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการลงทุนอีกด้วย
“ด้วยเหตุนี้เจ้าของสินทรัพย์ในเอเชียไม่ว่าจะเป็นกองทุนบำนาญ องค์กรภาครัฐไปจนถึงธุรกิจของครอบครัวและภาคธุรกิจได้แสดงความสนใจและมีจุดยืนเชิงรุกมากขึ้นในการผสมผสานความยั่งยืนเข้ากับการลงทุนของพวกเขาเพิ่มมากขึ้น”
“ส่งเสริม”...ไม่ขัดแย้ง
การให้ความสำคัญกับความยั่งยืนในการลงทุน ได้รับการพัฒนาต่อยอดมาจากการคัดกรองปัจจัยด้านลบและการยกเว้นสินทรัพย์ที่ไม่เหมาะสมกับพอร์ตการลงทุน (negative screening and exclusion) ไปสู่แนวทางการจัดการที่เป็นองค์รวมมากขึ้นผ่านการกำหนดปัจจัยและหลักการพิจารณาด้าน ESG ให้เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการลงทุนอย่างชัดเจนทำให้ผู้จัดการการลงทุนสามารถเข้าใจถึงความเสี่ยงด้านชื่อเสียงในอีกมิติหนึ่งหากบริษัทที่เข้าลงทุนได้รับผลกระทบจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการปัจจัยด้าน ESG
“กระบวนการการลงทุนยังสามารถปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยการเพิ่มตัวชี้วัดที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเลขทางการเงินยกตัวอย่างเช่น ปัจจัยที่เกี่ยวกับความเสี่ยงด้านสภาพอากาศและผลกระทบทางสังคม ตั้งแต่การดูแลสุขภาพของพนักงานความเท่าเทียมกันในสถานที่ทำงาน ไปจนถึงการมีส่วนร่วมในการพัฒนาชุมชน”
การให้ความสำคัญด้านความยั่งยืนจึงไม่ได้ขัดแย้งกับแนวคิดการลงทุนดั้งเดิมที่เน้นตัวเลขทางการเงินเป็นหลักแต่อย่างใด กลับช่วยส่งเสริมให้การลงทุนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
บทบาทของ “เทคโนโลยี”
ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีมีบทบาทมากขึ้นในส่งเสริมการลงทุนอย่างยั่งยืน เช่นการใช้เทคโนโลยี big data ในการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณมาก ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรวบรวมข้อมูลที่จำเป็นสำหรับผู้จัดการการลงทุนและนักลงทุนเพื่อใช้ประเมินว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายการลงทุนที่ยั่งยืนได้อย่างไร
“บริษัทด้านเทคโนโลยีทางการเงิน (FinTech) จึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโดยการทำงานร่วมกับทั้งเจ้าของสินทรัพย์และผู้จัดการการลงทุน ‘บลจ. ยูโอบี’ ได้มีการจับมือกับพันธมิตรที่เกี่ยวข้อง เช่น Value3 Advisory โดยนำเทคโนโลยี FinTech มาใช้ในนำปัจจัยด้าน ESG มาพิจารณาการจัดอันดับเครดิตของตราสารหนี้”
ต้องเปลี่ยนความคิด
ในขณะที่ “การลงทุนอย่างยั่งยืน” กำลังก้าวขึ้นมาเป็นส่วนสำคัญของโลกการลงทุนมากขึ้นแต่ก็ยังมีนักลงทุนหรือแม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนที่ยังคงสงสัยและมองว่าปัจจัยด้าน ESG จะส่งผลกระทบในด้านลบต่อผลตอบแทนจากการลงทุน
“สำหรับเราแล้วมันเปรียบเสมือนน้ำที่มีอยู่เพียงครึ่งแก้ว ที่การลงทุนอย่างยั่งยืนยังเป็นคอนเซ็ปต์ใหม่สำหรับภูมิภาคเอเชีย จึงยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคด้านความเชื่อมั่น ซึ่งจะค่อยๆ ลดน้อยลงไปในระยะยาว การระบาดของ COVID-19 ได้เปิดเผยให้เห็นว่าโดยธรรมชาติของมนุษย์เราสามารถเอาชนะแรงต่อต้านการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่การค้นพบความคิดและพฤติกรรมใหม่ๆ ได้”
เราเชื่อในแนวคิด "From values to value" เราเห็นความเชื่อมโยงที่แข็งแกร่งระหว่างคุณค่าของมนุษย์ที่มีต่อผลประโยชน์ของส่วนรวมและมูลค่าทางการเงินซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนของเรามีความภาคภูมิใจในการประเมินคุณค่าดังกล่าว สำหรับ “บลจ.ยูโอบี” ความยั่งยืนคือการแสดงออกถึงการมุ่งเน้นด้านคุณภาพตามปรัชญาการลงทุนของเรา
“ในฐานะผู้ลงนามใน PRI ที่ได้รับการสนับสนุนโดย UN เรามุ่งมั่นที่จะพัฒนาขีดความสามารถภายในของเราอย่างต่อเนื่องผ่านการริเริ่มต่างๆ เช่น Sustainability Academy ที่ตั้งขึ้นมาใหม่นอกจากนี้เรายังนำเสนอและปรับปรุงโซลูชันการลงทุนที่ยั่งยืนของเราอย่างต่อเนื่องเพื่อช่วยให้ลูกค้าของเราสามารถสร้างความแตกต่างต่อโลกและสังคมผ่านการลงทุนของพวกเขา”
โดยสรุป สิ่งที่ “การลงทุนอย่างยั่งยืน” ควรมุ่งเน้น คือการสร้างอนาคตที่ยั่งยืนให้กับตัวเราเองและสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป
