หนุน “ภาครัฐ” เดินหน้าผลักดันให้เกิด ‘กบช.’…เชื่อดันเม็ดเงินเกษียณในระบบโตก้าวกระโดด !!!
“กองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” การออมภาคบังคับฝั่งเอกชนที่ยังขาดหายไปจากระบบการออมเพื่อเกษียณของไทยในปัจจุบัน
แต่ถือเป็นกฎหมายปราบเซียน ไม่มีรัฐบาลไหนคลอดกฎหมายฉบับนี้ออกมาได้สักที
“ความหวัง” พุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุดหลังการมาของรัฐบาลภายใต้ “คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)” และทุกอย่างก็ดูจะไปได้ด้วยดี แต่สุดท้ายก็เงียบหายไปพร้อมกับรัฐบาลชุดที่แล้วเช่นเดียวกัน
จนบัดนี้ ยังไม่ทราบชะตากรรมของกฎหมายฉบับนี้ว่าไปอยู่ในขั้นตอนกระบวนการใด จะเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่ หรือรอชงเข้าไปต่อเนื่องเพื่อรอพิจารณาจากรัฐบาลชุดก่อน ยังไม่มีใครให้คำตอบอะไรที่ชัดเจนในเรื่องนี้ได้
แต่คนในแวดวงอุตสาหกรรมกองทุนตลอดจนแวดวงตลาดทุนเอง หวังจะเห็น “กบช.” เกิดขึ้นมานานแล้ว
วันนี้ ทีมงาน ‘Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาอัพเดทกันเช่นเคย

“COVID-19” กระทบบริษัทนายจ้างที่มี PVD…ในภาคท่องเที่ยวพอสมควร
แม้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (ปี2010-2020) “กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)” จะมีการเติบโตขึ้นตามลำดับ จนปัจจุบันมีสินทรัพย์สุทธิกว่า 1.25 ล้านล้านบาท มีสมาชิกกว่า 3.09 ล้านคน แต่มีบริษัทที่มี PVD อยู่เพียง 20,995 บริษัท เท่านั้น จากบริษัทที่จดทะเบียนพาณิชย์และยังดำเนินธุรกิจอยู่ทั้งสิ้น 769,208 บริษัท คิดเป็นสัดส่วน 2.73% ถือว่ายังมีสัดส่วนที่ ‘น้อยมากๆ’
“ปี20 ที่ผ่านมานั้น กองทุนสำรองเลี้ยงชีพทั้งระบบยังโตได้ 2.13% จากปีก่อน แต่ก็ถือว่าเป็นการเติบโตที่น้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติที่ควรจะเป็นที่น่าจะโตได้เฉลี่ย 10% เป็นผลกระทบมาจากวิกฤติ COVID-19 ด้วยส่วนหนึ่ง ประกอบกับผลตอบแทนจากการลงทุนที่ไม่สู้ดีนักด้วย (PVD ส่วนใหญ่ลงทุนในประเทศกว่า 99% และส่วนใหญ่ลงทุนตราสารหนี้ ในขณะที่หุ้นไทยปีที่แล้วก็ติดลบ -8.26%)”

(เกษตร ชัยวันเพ็ญ)
โดย “เกษตร ชัยวันเพ็ญ” รองกรรมการผู้จัดการ บลจ.กสิกรไทย จำกัด (KAsset) ยอมรับว่า COVID-19 ส่งผลกระทบต่อบริษัทนายจ้างโดยเฉพาะที่อยู่ในภาคท่องเที่ยวพอสมควร บริษัทเองมีบริษัทนายจ้างประมาณ 4,000 นายจ้าง ในปีที่ผ่านมาก็มีของดนำส่งเงินไม่มาก น้อยกว่า 10% ใกล้เคียงกับภาพรวมของอุตสาหกรรม ล่าสุดภาครัฐก็ขยายเวลาให้บริษัทนายจ้างสามารถหยุดหรือเลื่อนการนำส่งเงินเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นการชั่วคราวออกไปอีก 6 เดือน จนถึงเดือนมิ.ย. 21 นี้
“ปีนี้หลังสถานการณ์ COVID-19 เริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดี บริษัทที่เคยหยุดก็กลับมาส่งได้แล้ว 3 – 4% ตัวเลขดีขึ้นอยู่ในจุดที่รับได้ ซึ่งส่วนใหญ่บริษัทที่ไม่ได้อยู่ในธุรกิจโรงแรมหรือท่องเที่ยวโดยตรง ผลกระทบไม่มากและเริ่มกลับมาจ่ายได้แล้ว”
“พิษ COVID-19”…ทำสถานการณ์ในภาพรวมไม่เอื้อให้เกิด “กบช.”
ด้าน “เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา” กรรมการผู้จัดการ บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด (BCAP) ยอมรับว่า วิกฤติ COVID-19 มีผลกระทบต่อบริษัทนายจ้างโดยเฉพาะในภาคการท่องเที่ยว หลายแห่งก็ต้องหยุดส่งเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพไป และด้วยภาพแบบนี้ ธุรกิจเองก็ยังไม่มีรายได้ เช่น ภาคท่องเที่ยว เป็นต้น การจะผลักดันให้เกิด “กองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” ด้วยบริบทของเศรษฐกิจเช่นนี้อาจเป็นเรื่องที่ยาก อาจต้องรอให้ภาพของเศรษฐกิจดีขึ้นก่อน หรืออาจทำเป็นเฟสๆ ไป โดยให้บริษัทที่พร้อมเข้ามาทำก่อน เป็นต้น

(เมธ์วดี ประเสริฐสินธนา)
“ปัจจุบันหลายบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยก็ยังไม่มีการจัดตั้งกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที เพราะเป็นเรื่องของ ‘ภาคสมัครใจ’ และระยะเวลาในการเข้าจดทะเบียนในตลาดด้วย แต่ถ้ามี ‘กบช.’ ไม่ได้แล้ว ทุกบริษัทจะต้องมีเพราะเป็น ‘ภาคบังคับ’ เรื่องที่บริษัทต่างๆ ควรตระหนักถึงหากในอนาคตต้องมีการจัดตั้ง ‘กบช.’ ขึ้นมา คือ เม็ดเงินที่ต้องใช้ในส่วนนี้ หากไม่มีการวางแผนกันไว้ก็อาจเป็นภาระของบริษัทไปได้เช่นกัน นี่คือประเด็นที่อยากจะฝากถึงมากกว่า”
“กบช.” หนุนเม็ดเงินออมเพื่อเกษียณในระบบโตก้าวกระโดด-ช่วยแก้ปัญหาคนไม่มีเงินตอนแก่/แก้ปัญหาภาครัฐ
ในขณะที่ “ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร” หัวหน้าสายงานบริหารการลงทุน บลจ.บางกอกแคปปิตอล จำกัด (BCAP) มองว่า การมี ‘กบช.’ จะเป็นประโยชน์ต่อระบบการออมเพื่อเกษียณของไทย ช่วยให้แรงงานในระบบมีเงินเก็บเพื่อเกษียณ ภาครัฐเองก็ลดภาระในการต้องมาดูแลคนเหล่านี้ในอนาคต แต่ตอนนี้ก็ไม่ทราบว่าเรื่องดังกล่าวคืบหน้าไปถึงไหน ด้วยบริบทของเศรษฐกิจในปัจจุบันอาจไม่เอื้อให้มีการผลักดันให้เกิดขึ้น แต่ก็ยังเห็นว่าเป็นเรื่องสำคัญที่ภาครัฐควรผลักดันให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมในที่สุด

(ดร.ธนาวุฒิ พรโรจนางกูร)
“หากดูเม็ดเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในปัจจุบันมีประมาณ 1 ล้านล้านบาท มีบริษัทแค่ 20,000 แห่ง ถ้าเป็น ‘กบช.’ ที่ในท้ายที่สุด ทุกบริษัทต้องมีจะมีเม็ดเงินเพิ่มขึ้นมากขนาดไหน และแน่นอนว่าเม็ดเงินมากมายมหาศาลขนาดนี้ การจะให้เพียง 3 บลจ.ไปบริหารกันคงไม่ได้ แต่ควรปล่อยให้มีการ ‘แข่งขันอย่างเสรี’ หากบลจ.มีคุณสมบัติครบตามเงื่อนไข นายจ้างจะเลือกใช้บริการของบลจ.ไหนก็ได้ในลักษณะนั้นจะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งนั่นเป็นรายละเอียดที่ปัจจุบันก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมยังไง แต่ทุกอย่างสามารถปรึกษาหารือกันได้อยู่แล้ว”
จากพิษ COVID-19 ครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อทั้ง ‘นายจ้าง’ และ ‘ลูกจ้าง’ ในวงกว้าง หากในอนาคตแรงเกษียณไม่มีรายได้ก็จะเป็นภาระกับรัฐในท้ายทุ่ดด้วยเช่นกัน จึงหวังให้ “ภาครัฐ” และผู้มีอำนาจตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหลายจริงใจ และร่วมใจกันผลักดัน “กองทุนบำนาญแห่งชาติ (กบช.)” ให้เกิดขึ้นเป็นของขวัญกับแรงงานไทยในระบบได้สักที
