“หุ้น” สะดุ้งระยะสั้น...เชื่อ ‘หุ้นอินเดีย-โกลบอลเฮลธ์แคร์’ แนวโน้มยังดีระยะยาว !!!
“อินเดีย” เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ที่คลี่คลายในเชิงบวก ทำให้ “หุ้นอินเดีย” กลายเป็นหนึ่งในเป้าหมายของการลงทุนในภูมิภาคเอเชียในลำดับต้นๆ รองจาก “จีน” เลยทีเดียว
ในขณะที่หุ้น “กลุ่มเฮลธ์แคร์” ยังคงจัดเป็น Mega Trend หลักของโลกที่มาพร้อมกับโครงสร้างประชากรที่ก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแล้วเช่นกัน
“บลจ.ไทยพาณิชย์” ยังคงมีมุมมองในเชิงบวกต่อการลงทุนใน 2 ธีมนี้ในระยะยาว และมองความผันผวนระยะสั้นเป็นโอกาสในการเข้าลงทุน
วันนี้ ทีมงาน ‘โต๊ะกองทุน Wealthythai’ มีเรื่องราวดีๆ ที่น่าสนใจมาอัพเดทกันเช่นเคย
“หุ้นอินเดีย” แนวโน้มฟื้นตัวได้ตามเศรษฐกิจ
โดย “ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลจ.ไทยพาณิชย์ จำกัด บอกว่า ภาพรวม “ตลาดหุ้นอินเดีย” ตั้งแต่ช่วงไตรมาสที่ 4/20 จนถึงปัจจุบันปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากการที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจกำลังฟื้นตัวจากการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID-19 โดยดัชนีชี้วัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจไม่ว่าจะเป็นการจราจร หรือตัวเลขการจำหน่ายรถยนต์ที่บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจในอินเดียได้ฟื้นตัวกลับมาอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งจำนวนผู้ติดเชื้อที่เพิ่มขึ้นในอินเดียได้ปรับตัวลดลงอย่างมาก จากเดิมที่เพิ่มขึ้นวันละประมาณ 9 หมื่นราย เหลือเพียงวันละประมาณ 2 หมื่นราย โดยการปรับลดลงดังกล่าวเป็นผลมาจากการที่อินเดียได้เริ่มมีการแจกจ่ายวัคซีนตั้งแต่ช่วงเดือน ม.ค.21 ที่ผ่านมา ซึ่งวัคซีนหลักที่ถูกแจกจ่ายในปัจจุบันเป็นของ Oxford และ AstraZeneca ในขณะที่วัคซีน Covanix ของอินเดียนั้นยังคงอยู่ในขั้นตอนที่ 3 ของการพัฒนา

(ณรงค์ศักดิ์ ปลอดมีชัย)
“ทั้งนี้ รัฐบาลอินเดียตั้งเป้าที่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประชาชนจำนวน 3 ร้อยล้านคนจาก 1.3 พันล้านคน หรือคิดเป็นประมาณ 23% ของจำนวนประชากรภายในเดือนก.ค.21 สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นอินเดียในระยะถัดไปคาดว่า จะยังคงขยายตัวได้ต่อเนื่องจากกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มฟื้นตัวดีสนับสนุนการบริโภคภาคเอกชน อย่างไรก็ตาม อัตราการว่างงานที่ยังคงอยู่ในระดับสูงจะเป็นปัจจัยที่กดดันการปรับตัวขึ้นของตลาดได้ นักลงทุนจึงควรจับตาแนวโน้มมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่จะเข้ามาช่วยคลี่คลายปัญหาดังกล่าวในระยะถัดไป”
“เฮลธ์แคร์โลก” ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรโลก
ส่วนภาพรวมการลงทุนในกลุ่ม “อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์” ทั่วโลก ณรงค์ศักดิ์ มองว่า ในปี 2020 ที่ผ่านมา ถือเป็นปีที่การลงทุนใน “ตลาดหุ้นโลก” รวมถึง “อุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์” เผชิญความผันผวนอย่างหนักภายหลังการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงไตรมาสแรก อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางจากหลายประเทศต่างก็ผนึกกำลังกับรัฐบาลทั่วโลกเร่งออกนโยบายเพื่อต่อสู้กับวิกฤติในครั้งนี้ ผ่านมาตรการต่างๆ ทำให้นักลงทุนเริ่มคลายความกังวล ส่งผลให้ราคาหุ้นในอุตสาหกรรมเฮลธ์แคร์ปรับตัวดีขึ้น อีกทั้งยังได้แรงสนับสนุนจากข่าวดีเกี่ยวกับประสิทธิภาพของวัคซีนที่ออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี20 อีกด้วย
“แม้ว่า ประเด็นการคาดการณ์เงินเฟ้อที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ในสหรัฐ ท่ามกลางการอัดฉีดสภาพคล่อง อาจส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกเผชิญ ‘ความผันผวน’ ได้ในระยะสั้น แต่อย่างไรก็ดี ในระยะยาวนั้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ยังคงได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างประชากร นวัตกรรมทางการแพทย์ใหม่ๆ และมาตรฐานการครองชีพที่สูงขึ้นและความเจริญที่ขยายตัวทั่วโลก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการขับเคลื่อนการเติบโตของอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี”
“บลจ.ไทยพาณิชย์” เตรียมปันผล 3 กองทุนพร้อมกันวันที่ 24 มี.ค. 21 นี้
ล่าสุดบริษัทเตรียมจ่ายเงินปันผลจำนวน 3 กองทุนให้กับผู้ถือหน่วยลงทุนพร้อมกันในวันที่ 24 มี.ค. 21 นี้ ประกอบด้วย
-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นอินเดีย (SCBINDIA)’ สำหรับผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 มี.ค. 20– 28 ก.พ. 21 กำหนดจ่ายปันผลในอัตรา 0.1509 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 9 รวมจ่ายปันผลแล้วทั้งสิ้น 1.0592 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 24 มี.ค. 2015)
“กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของ ‘iShares India 50 ETF’ ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ NASDAQ ประเทศสหรัฐ กองทุนหลักบริหารโดย ‘BlackRock’ และมีนโยบายลงทุนในหุ้นที่ซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์อินเดีย (CNXNIFTY) เพื่อให้ผลการดำเนินงานของกองทุนก่อนหักค่าธรรมเนียมและค่าใช้จ่ายใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี CNXNIFTY โดย ‘กองทุน SCBINDIA’ จัดเป็นกองทุน 4 ดาว ประเภท Thailand Fund India Equity ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 21)”
สำหรับอีก 2 กองทุน งวดผลการดำเนินงานระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 20 – 28 ก.พ. 21 ได้แก่
-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์โกลบอลเฮลธ์แคร์ (SCBGHC)’ กำหนดจ่ายปันผลในอัตรา 0.2006 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 6 รวมจ่ายปันผลแล้วทั้งสิ้น 0.9438 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ 2 ก.ย. 2015)
“กองทุนมีนโยบายเน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมต่างประเทศเพียงกองทุนเดียว ได้แก่ ‘Janus Henderson Global Life Sciences Fund’ ซึ่งเป็นกองทุนหลัก เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลกที่มีความเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ชีวภาพ (Life Sciences) ปัจจุบันกองทุนหลักมีจำนวนหลักทรัพย์ในพอร์ตประมาณ 70 – 100 ตัว กระจายไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมย่อยที่เกี่ยวข้องในหลากหลายมูลค่าตลาด เช่น ธุรกิจเคมีภัณฑ์ ยาและเภสัชกรรม บริการด้านสาธารณสุข และเครื่องมือแพทย์ เป็นต้น ทั้งนี้ ‘กองทุน SCBGHC’ จัดเป็นกองทุน 4 ดาว ประเภท Thailand Fund Global Health Care ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 21)”
-‘กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ สมาร์ทแพลน 3 (SCBSMART3)’ กำหนดจ่ายปันผลในอัตรา 0.1574 บาทต่อหน่วย นับเป็นครั้งที่ 7 รวมจ่ายปันผลแล้วทั้งสิ้น 1.7238 บาทต่อหน่วย (นับจากจัดตั้งกองทุนเมื่อวันที่ วันที่ 26 ก.ย. 2012)
“โดยกองทุนมีการจัดสรรสินทรัพย์โดย ‘ควบคุมมูลค่าความเสี่ยง (Value-at-Risk หรือ VaR)’ ให้อยู่ในกรอบที่กำหนด ประมาณ -10% ต่อปี มีนโยบายลงทุนในตราสารที่หลากหลาย อาทิ ตราสารหนี้ หุ้น เงินฝาก กองทุนอสังหาริมทรัพย์หรือทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ ฯลฯ โดยกองทุนจะเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไม่เกิน 34% รวมทั้งยังมีการลงทุนในต่างประเทศไม่เกิน 35% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ปานกลางค่อนข้างสูง โดย ‘กองทุน SCBSMART3’ จัดเป็นกองทุน 5 ดาว ประเภท Thailand Fund Conservative Allocation ของมอร์นิ่งสตาร์ (ข้อมูล ณ วันที่ 28 ก.พ. 21)”
สำหรับใครที่กำลังมองหาโอกาสกระจายการลงทุนไปในต่างประเทศ และมีมุมมองเชิงบวกต่อ “หุ้นอินเดีย” และ “หุ้นเฮลธ์แคร์” ในระยะยาว เชื่อว่า ‘กองทุน SCBINDIA’ และ ‘กองทุน SCBGHC’ น่าจะช่วยเติมเต็มพอร์ตหุ้นต่างประเทศของคุณได้ไม่มากก็น้อย
