“เงินต่างชาติ” ยังไหลออก เหตุสหรัฐ “ขึ้นดอกเบี้ย-ดอลลาร์แข็ง”... ส่วน “หุ้นกู้มีปัญหา” ไม่ถึง 1% แต่ทำ “HY” & “BBB” ขายยากขึ้น !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องดูความเคลื่อนไหวของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ท่ามกลางกระแส “STARK” ที่สั่นคลอนตลาดการเงินไทยในช่วงที่ผ่านมา
พบว่าในช่วงครึ่งแรกปี23 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีมูลค่าคงค้างรวม 16.4 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.1% จากสิ้นปี22 ตามทิศทางการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย
จนก้าวขึ้นมาเป็นอีกเสาหลักที่สำคัญในการระดมทุนจนมีสัดส่วนเป็น 94% ของ GDP
อย่างไรก้ตามปฏิเสธไม่ได้ว่าเหตุการณ์ของ “STARK” ได้สั่นคลอนความเชื่อมั่นของนักลงทุนไปพอสมควร และอาจทำให้ในช่วงครึ่งปีหลังหุ้นกู้ในกลุ่ม “High Yield” ตลอดจนเรทติ้ง “BBB” อาจจะขายได้ยากขึ้น
แต่ “สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย” (ThaiBMA) ก็มั่นใจว่าจะไม่กระทบภาพรวมของการออกหุ้นกู้ในปีนี้แต่ประการใด และน่าจะมียอดออกทะลุ “1ล้านล้านบาท” ได้แน่นอน
ในช่วงครึ่งแรกปี23 ตลาดตราสารหนี้ไทยมีความเคลื่อนไหวอะไรที่น่าสนใจ ตามทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ไปอัพเดทพร้อมๆ กันได้เลย
“ต่างชาติ” ขายสุทธิตราสารหนี้ไทยครึ่งปีแรก 8.1 หมื่นล้านบาท...ชี้เป็น “ระดับปกติ” ไม่มีนัยอะไร
โดย “ดร.สมจินต์ ศรไพศาล” กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า ช่วงครึ่งแรกปี23 “นักลงทุนต่างชาติ” มียอดการขายสุทธิสะสม 81,143 ล้านบาท จากการขายสุทธิตราสารหนี้ระยะสั้นที่มีอายุคงเหลือต่ำกว่า 1 ปี และซื้อสุทธิตราสารหนี้ระยะยาวที่มีอายุคงเหลือมากกว่า 1 ปี ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 2 นักลงทุนต่างชาติมียอดการถือครองตราสารหนี้ไทยที่ 1 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 6.1% ของมูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทย โดยอายุคงเหลือเฉลี่ยของตราสารหนี้ไทยที่ถือครองเท่ากับ 8.1 ปี เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากเมื่อสิ้นปี22 ที่ 8.0 ปี

(ดร.สมจินต์ ศรไพศาล)
“การถือครองตราสารหนี้ไทยที่ระดับ 1 ล้านล้านบาท เป็นะดับที่ใกล้เคียงกับในอดีตไม่ได้ลดลงจนน่าตระหนกแต่ประการใด และส่วนใหญ่ก็เป็นการลงทุนในตราสารหนี้ระยะยาวเป็นหลัก ในส่วนของตราสารหนี้ระยะสั้นอายุต่ำกว่า 1 ปี มีสัดส่วนประมาณ 11% เท่านั้น ซึ่งการซื้อหรือขายสุทธิของต่างชาติในระดับ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อไตรมาส หรือขยับไประดับ 7-8 หมื่นล้านบาท หากดูสถิติในอดีตถือเป็นเรื่องปกติ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นกลุ่มตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก อย่างเดือนก.ค. ต่างชาติก็กลับมาซื้อสุทธิกว่า 1 หมื่นล้านบาทแล้ว ดังนั้นแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติไม่ได้ส่งผลกระทบต่อตลาดตราสารหนี้ไทยแต่ประการใด”
“นักลงทุนต่างชาติ” ไม่หนีไทยไปไหน “เงินระยะสั้น” อาจไหลออก...แต่ “เงินระยะยาว” ยังคงอยู่
ถ้ามองทิศทางเงินต่างชาติไปในช่วงครึ่งหลังของปี ยังมีแนวโน้มที่จะไหลออกต่อเนื่องแต่อาจจะไม่ได้มากอะไร เหตุผลสำคัญคือ ดอกเบี้ยสหรัฐเองในช่วงครึ่งหลังปี23 คณะกรรมการ FED ส่วนใหญ่คาดว่าจะปรับขึ้นจากระดับปัจจุบันที่ 5.0-5.25% ไปที่ระดับ 5.5-5.75% ก่อนจะปรับตัวลงเหลือ 4.25-4.50% ในปี24 ดังนั้นดอกเบี้ยสหรัฐในปีนี้ยังขึ้นและทรงตัวในระดับสูงจากกตัวเลขเงินเฟ้อที่ดื้อไม่ลงมาง่ายๆ ในช่วงเดือนพ.ค.ที่เห็นต่างชาติขายสุทธิในตลาดตราสารหนี้ไทยค่อนข้างมาก เหตุผลสำคัญคือตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนเม.ย. ออกมาสูงกว่าคาดทำให้ตลาดมองว่า FED จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยต่อเงินก็ไหลกลับไปฝั่งสหรัฐ

“ภาพรวมบริบทดอกเบี้ยปัจจุบันทำให้ค่าเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่า ซึ่งน่าจะทำให้เงินทุนต่างชาติมีแนวโน้มจะไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทยได้ในช่วงครึ่งหลังของปี23 เป็นสภาพปกติตามกลไกตลาด แต่คงไม่มากอะไรเพราะดอกเบี้ยก็ใกล้จะถึงจุดสูงสุดแล้ว และคงอยู่ในกลุ่มของตราสารหนี้ระยะสั้นเป็นหลัก ในส่วนของตราสารหนี้ระยะยาวเป็นส่วนใหญ่ที่นักลงทุนต่างชาติถือครองอยู่แล้ว ส่วนในปีหน้าแนวโม้ดอกเบี้ยของสหรัฐก็จะเป็นขาลง”
“หุ้นกู้” กลุ่ม “High Yield” & “BBB” ขายยากขึ้น...จากกรณี “STARK” ทำนักลงทุนระมัดระวัง
ส่วนของการออก “ตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว” (หุ้นกู้) ในช่วงครึ่งแรกของปี23 นั้น
“อริยา ติรณะประกิจ” รองกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) บอกว่า มีมูลค่า 617,664 ล้านบาท คิดเป็น 49% ของมูลค่าการออกทั้งปี22 โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่มีมูลค่าการออกสูงสุด 3 ลำดับแรก คือ กลุ่มเงินทุนและหลักทรัพย์, กลุ่มพลังงาน และกลุ่มธนาคาร ทั้งนี้ หุ้นกู้ระยะยาวที่ออกในช่วงครึ่งปีแรก เป็นการเสนอขายต่อผู้ลงทุนทั่วไป (PO: Public Offering) ในสัดส่วน 37% ของยอดการออกหุ้นกู้ระยะยาว ซึ่งสูงขึ้นจากในปี22 ที่ 28% ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดี ที่บริษัทขนาดใหญ่ที่มีเครดิตเรทติ้งดีๆ มีการจัดสรรมาขายให้กับนักลงทุนรายย่อยให้เข้าถึงการลงทุนมากขึ้น ด้วยเงินลงทุนที่ไม่มากนักเพียงหลักพันก็ลงทุนได้

(อริยา ติรณะประกิจ)
“กรณีของหุ้นกู้ STARK ส่งผลต่อภาพรวมของตลาดการเงินทั้งระบบ เพราะเป็นการตั้งใจเข้ามาโกงชัดเจน แต่นักลงทุนก็มีความเข้าใจและเป็นเหตุการณ์เฉพาะตัวบริษัทไม่ได้กระทบในวงกว้าง ในตลาดรองจึงไม่มีการปรับตัวเด้งขึ้นของส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) ที่ปิดปกติแต่ประการใด อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้เรทติ้งต่างๆ ที่ปรับตัวขึ้นก็มาจากฐานของพันธบัตรรัฐบาลไทยที่ปรับตัวขึ้นเป็นสำคัญ ไม่ได้เกิดจากความผิดปกติของตลาด แต่ในส่วนของตลาดแรกมองว่าอาจจะมีผลกระทบบ้างต่อการขายหุ้นกู้โดยเฉพาะในกลุ่ม High Yield ตลอดจนจนกลุ่มเรทติ้ง BBB ที่อาจจะขายยากขึ้น หรือขายได้ไม่ครบตามจำนวน จากในอดีตที่เคยขายกันจนไม่พอขายเพราะมีความต้องการซื้อมากกว่า ภาพเหตุการณ์นั้นก็คงจะหายไป แต่บริษัทที่ชื่อดีๆ ก็ยังคาดว่าจะสามารถขายได้ไม่มีปัญหาอะไร”
“หนี้มีปัญหา” มูลค่ารวม 3.7 หมื่นล้านบาท ไม่ถึง 1% ของหุ้นกู้ทั้งหมด...มั่นใจยอดออกหุ้นกู้ปี23 จะทะลุ 1 ล้านล้านบาท
สิ้นไตรมาสที่2/23 มูลค่าคงค้างของหุ้นกู้อยู่ที่ 4.87 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.9% จากสิ้นปี22 ส่วน “หุ้นกู้ที่มีปัญหา” นั้น มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามตลาดหุ้นกู้ที่เติบโตมากขึ้นด้วยเช่นกัน หากย้อนไปดูในช่วงก่อน COVID-19 ตัวเลขสิ้นปี19 นั้น หนี้ที่มีปัญหามีมูลค่าประมาณ 1.4 หมื่นล้านบาท ส่วนตัวเลข ณ วันที่ 5 ก.ค. 23 มีมูลค่าประมาณ 3.7 หมื่นล้านบาท อาจจะดูเพิ่มขึ้น แต่ถ้าไปเทียบกับมูลค่าคงค้างของหุ้นกู้ทั้งระบบ สัดส่วนยังไม่ถึง 1% เลย หากไปเทียบกับ NPL ในระบบแบงก์ตัวเลขยังสูงกว่านี้
ทั้งนี้ หุ้นกู้ที่มีปัญหาประกอบด้วย “ปรับโครงสร้างหนี้” (Restructure) 14 บริษัท มูลค่า 13,355 ลบ. ได้แก่ CHO, CISSA, CGD, DR, GCAP, IRIS, JCKD, JCK, PPH, PHUKET, PPPM, SNW, TBTZ และ WGH
“ผิดนัดชำระหนี้” (Default) 6 บริษัท มูลค่า 23,623 ลบ. ได้แก่ ALL, APEX, ACAP, EARTH, IFEC และ STARK

“หุ้นกู้ที่มีปัญหาส่วนใหญ่ที่พบจะเป็นกลุ่ม High Yield เป็นหลัก ยกเว้นบางกรณีเช่น STARK เป็นต้น ซึ่งตรงนี้เขาตั้งใจมากโกงก็ถูกหลอกกันหมด มองจากนี้ไปโอกาสที่จะมีหุ้นกู้ที่มีปัญหาเกิดขึ้นก็ยังมี แต่ส่วนหนึ่งก็จะมาในลักษณะของการขอปรับโครงสร้างหนี้ อันมีผลสืบเนื่องมาจากผลกระทบจาก COVID-19 หรือบริษัทที่อาจจะขาดสภาพคล่องมาขอเจรจายืดหนี้ เป็นต้น อย่างไรก็ตามคาดว่าปีนี้ยังน่าจะได้เห็นยอดการออกหุ้นกู้ระยะยาวไม่ต่ำกว่า 1 ล้านล้านบาท ด้วยมูลค่าการออกหุ้นกู้ระยะยาวในครึ่งปีแรกแล้วกว่า 6 แสนล้านบาท ประกอบกับส่วนที่จะออกเพื่อทดแทนรุ่นที่ครบกำหนดไถ่ถอนในครึ่งหลังของปีและการออกเพื่อระดมเงินทุนใหม่รวมกันไม่ต่ำกว่า 4 แสนล้านบาท”
พัฒนาการของ “ตลาดตราสารหนี้ไทย” ยังคงเดินหน้าไปตามำดับ แม้กรณี “STARK” จะกระทบความเชื่อมั่นของตลาดการเงินในภาพรวมไปค่อนข้างมาก แต่ก็ถือเป็นบทเรียนที่ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งคงไม่ส่งผลกระทบต่อทิศทางการเติบโตของตลาดหุ้นกู้แต่ประการใด
