Top 5 “กอง SSF-SSFX” ลุยหุ้นไทย...โชว์ผลงานไตรมาสแรกสวย 17.53-24.53% !!!
ถือว่าเป็นเกือบหนึ่งปีเต็ม หลังจากจัดตั้ง “กองทุนรวมเพื่อส่งเสริมการออม (SSF)” และ “กองทุนเพื่อการออมพิเศษ (SSFX)” ซึ่งในปีที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของกองทุนที่เน้นลงทุนใน “ตลาดหุ้นไทย” ก็อาจจะไม่ดีนัก ด้วยภาวะของตลาดหุ้นไทยที่ถูกกดดันจากปัจจัยต่างๆ
แต่ไม่นานนักสถานการณ์ต่างๆ ก็ผ่านมาได้ด้วยดีหลังจากเกิดปัจจัยที่เข้ามาคลี่คลายตลาด ทำให้นักลงทุนไม่น้อยก็กลับมาให้ความสำคัญหรือความสนใจกับตลาดหุ้นไทยมากขึ้น
ซึ่งในวันนี้เองทาง ‘Wealthy Thai’ จึงขอถือโอกาสนำเสนอข้อมูลผลตอบแทนของ ‘กอง SSF’ และ ‘SSFX’ หุ้นไทย ในช่วงไตรมาสแรกหรือ 1/64 มาแชร์ให้แก่ผู้ที่ยังสนใจหรือติดตามกองดังกล่าว
“กอง TISCOMS-SSF” แชมป์กลุ่มนโยบายลงทุนหุ้นไทย...ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปี 24.53%
โดยกอง SSFและ SSFX ส่วนใหญ่ให้ผลตอบแทนเป็นบวกทุกกอง หลังจากที่ทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” มีการฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา แม้ว่าระหว่างทางจะมีการผันผวนบ้างจากปัจจัยภายในประเทศและต่างประเทศที่เข้ามา
สำหรับกองที่มีผลการดำเนินงานที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่มนั้น เป็น “กองทุนเปิด ทิสโก้ Mid/Small Cap อิควิตี้ชนิดหน่วยลงทุนเพื่อการออม” หรือ “TISCOMS-SSF” จาก ‘บลจ.ทิสโก้’ มีผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD, ณ วันที่ 31 มี.ค. 64) อยู่ที่ 24.53%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งหุ้นของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ซึ่งจะต้องมีปัจจัยพื้นฐานดี มีความมั่นคง มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ โดยจะเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
โดยบริษัท “ขนาดกลางและขนาดเล็ก” สำหรับกองทุนนี้ให้หมายถึง บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (MarketCapitalization) ไม่เกิน 80,000 ล้านบาท ณ วันทำการก่อนหน้าวันที่กองทุนลงทุน
“หากต่อมามูลค่าตลาดของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กเติบโตเกินกว่าหลักเกณฑ์ที่กองทุนกำหนดไว้ บริษัทจัดการขอสงวนสิทธิ์ที่จะมีไว้ซึ่งหุ้นของบริษัทดังกล่าวต่อไปได้ และไม่ถือว่าเป็นการผิดนโยบายการลงทุนของกองทุนแต่ประการใด”
อันดับรองลงก็มาจาก ‘บลจ.ทิสโก้’ เช่นกัน โดยมีชื่อว่า “กองทุนเปิด ทิสโก้ สแตรทิจิก ฟันด์ชนิดหน่วยลงทุนเพื่อการออม” หรือ “TSF-SSF” ให้ผลตอบแทน YTD 22.13%
“กองทุนมีนโยบายลงทุนในหรือมีไว้ซึ่งตราสารแห่งทุนโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80%ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุนรวม นอกจากนี้ลงทุนในพันธบัตร ตั๋วเงินคลัง บัตรเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงินตั๋วแลกเงิน ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน หลักทรัพย์หรือตราสารที่เสนอขายในต่างประเทศ ตราสารหนี้อื่นๆ เงินฝาก ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง”

อันดับที่ 3 และ 4 เป็นกองที่มีนโยบายการลงทุนแบบเดียวกัน จาก ‘บลจ.แอสเซทพลัส’ โดยทั้ง 2 กองทุนมีชื่อว่า “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์มิด แคป อิควิตี้เพื่อการรออม” หรือ “ASP-SME-SSF” และ “กองทุนเปิด แอสเซทพลัส สมอล แอนด์ มิด แคป อิควิตี้ ชนิดเพื่อการออมพิเศษ” หรือ “ASP-SME-SSFX” ด้วยผลตอบแทน YTD 18.78% และ 18.77% ตามลำดับ
“โดย ‘กองทุน ASP-SME-SSF’ มีนโยบายที่จะลงทุนในหุ้นสามัญของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี มีแนวโน้มการเจริญเติบโตทางธุรกิจ โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
ในขณะที่ ‘กองทุน ASP-SME-SSFX’ จะเน้นลงทุนในตราสารทุนของบริษัทขนาดกลางและขนาดเล็ก โดยเฉลี่ยรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ซึ่งรวมถึงหุ้นสามัญที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ รวมไปถึงหุ้นที่อยู่ระหว่าง IPO เพื่อจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์
อันดับสุดท้าย “กองทุนเปิดไทยพาณิชย์ หุ้นไทยแอคทีฟ เพื่อการออม (ชนิดเพื่อการออมพิเศษ)” หรือ “SCBEQ-SSFX” จาก ‘บลจ.ไทยพาณิชย์’ ด้วยผลตอบแทน YTD 17.53%
“กองทุนมีนโยบายการลงทุนของกองนั้น จะลงทุนในตราสารทุนโดยมี net exposure ในตราสารดังกล่าว โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 80% ของมูลค่าทรัพย์สินของกองทุนรวม สำหรับการลงทุนในหลักทรัพย์นั้น จะเกี่ยวกับบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ เช่น หุ้น หน่วยลงทุนของกองทุนอีทีเอฟ (ETF) หน่วย private equity หน่วย infra หน่วย property เป็นต้น โดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 65% ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน”
ทั้งนี้ การนับสัดส่วนการลงทุนในหลักทรัพย์ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ ไม่รวมถึงการลงทุนในหุ้น IPO ที่รอจะจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ดังกล่าว
“จากผลการดำเนินงานของกองทุนต่างๆ จะเห็นได้ว่าผลตอบแทนจาก ‘หุ้นไทย’ ในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ไม่ได้ด้อยไปกว่าหุ้นต่างประเทศแม้แต่น้อย หรืออาจจะให้ผลตอบแทนที่กองทุนบางด้วยซ้ำ อย่างไรก็ดีขึ้นอยู่กับจังหวะการลงทุนและการศึกษาข้อมูลให้เข้าใจก่อนจะตัดสินใจเพราะทุกการลงทุนนั้นย่อมมีความเสี่ยงอยู่เสมอ”
