“RMF-หุ้น” ปีนี้ต่างสุดขั้ว “หุ้นเทคฯ” รุ่ง - “หุ้นจีน” ร่วง... ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +7.55% แต่กว่า 45% ผลงานยัง “ติดลบ” !!!
สาระ Fund วันละนิด: วันนี้จะพามาส่องดูผลงานของกลุ่ม “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ” (RMF) ที่มีนโยบายลงทุนใน “หุ้น” กันบ้าง
ในภาพรวมการเติบโตช่วง 8 เดือนแรก ถือว่าดี มีสินทรัพย์สุทธิภายใต้การบริหาร (AUM) 4.07 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.29% จากสิ้นปี22
ส่วนผลงานกอง “RMF-หุ้น” ปีนี้ก็มีทิศทางฟื้นตัวเช่นเดียวกัน โดยตั้งแต่ต้นปีมาถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 13 ก.ย. 23) ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +7.55% แม้ว่าจะมีกว่าครึ่งที่ยังมีผลตอบแทน “ติดลบ” อยู่ก็ตาม
โดย 5 อันดับกองที่มีผลงาน “ดีสุด” มาจากธีม “หุ้นเทคฯ” ทั้งหมด และ 5 กองทุนที่ผลงาน “แย่สุด” ของกลุ่มเป็นธีม “หุ้นจีน” ทั้งหมดเช่นเดียวกัน
ทั้ง 10 กอง มีกองอะไรบ้างนั้น ทางทีมงาน ‘Wealthy Thai’ ได้รวบรวมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้ว ตามไปดูพร้อมๆ กันได้เลย
“หุ้นเทคฯ” รุ่ง ส่ง “Top5” กอง RMF-หุ้น ผลงานพุ่งโดดเด่น...ปีนี้ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ย +47.67%
สำหรับ “กอง RMF” สิ้นเดือนส.ค.23 มี AUM รวมกว่า 4.07 แสนล้านบาทนั้น มีนโยบายที่ลงทุนใน “หุ้น” เป็นสัดส่วน 48.01% โดยแบ่งเป็น “RMF-หุ้น” 28.49% และ “RMF-หุ้นต่างประเทศ” อีก 19.52% ซึ่งใกล้เคียงกัน ซึ่งที่มีผลงานตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันก็มีให้เลือกลงทุนถึง 199 กองเลยทีเดียว ทำผลตอบแทนได้ตั้งแต่ -17.86% ถึง +69.16% โดยทำผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีได้เฉลี่ย +7.55%
ปีนี้ “หุ้นเทคโนโลยี” ปรับตัวขึ้นมาอย่างโดดเด่นจนหลายคนเองก็อาจจะคาดไม่ถึง ดัชนี “Nasdaq” ซึ่งเป็นตลาดหุ้นเทคฯ ปรับตัวขึ้นมาตั้งแต่ต้นปีแล้วกว่า +34% เป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนดีสุดในปีนี้ นำมาโดยหุ้น Big Tech ต่างๆ จึงไม่น่าแปลกใจอะไร ที่กอง RMF-หุ้น ที่มีผลงานดีสุด 5 อันดับแรก จะมาจากธีม “หุ้นเทคฯ” เช่นกัน โดยทั้ง 5 กอง ทำผลตอบแทนได้เฉลี่ยสูงถึง +47.67%

นำมาโดยอันดับ1) “ASP-DIGIBLOCRMF” ของบลจ.แอสเซท พลัส ทำผลตอบแทนได้ +69.16% เน้นลงทุนในบริษัทสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Assets Companies) และ/หรือบริษัทที่มีรายได้จากการดำเนินธุรกิจและ/หรือมีความเกี่ยวข้องกับระบบสินทรัพย์ดิจิทัล และ/หรือบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากการใช้เทคโนโลยีบล็อกเชน (Blockchain)
อันดับ2 “MEGA10RMF” ของบลจ.ทาลิส +50.55% เน้นลงทุนหุ้นผู้นำตราสินค้า (Brand Value) จากการจัดอันดับโดยสถาบันจัดอันดับตราสินค้า (Brand) ระดับสากล และคัดเลือกจากมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) และที่มีสภาพคล่องสูงสุด 10 บริษัทแรก ที่จดทะเบียนซื้อขายในตลาดหุ้นสหรัฐ (NYSE/NASDAQ)
และอันดับ3 “TNEXTGENRMF-P” ของบลจ.ทิสโก้ +44.80% เน้นลงทุนในหุ้นนวัตกรรมเทคโนลยีแห่งอนาคตและธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นจากผู้ใช้งานทั่วโลก
“หุ้นเทคฯ เอง ตลาดมองว่าแม้จะปรับขึ้นมามากแล้วในปีนี้ แต่ก็มีโมเมนตัมที่จะไปได้ต่อหลังจากที่ Fed หยุดขึ้นดอกเบี้ยและการกลับสู่วงจรดอกเบี้ยขาลงในอนาคต จะส่งผลดีต่อหุ้นเทคฯ อย่างต่อเนื่อง เพียงแต่จะเป็นการปรับตัวขึ้นปกติอาจไม่ได้ร้อนแรงโดดเด่นเหมือนในช่วงที่ผ่านมาเท่านั้นเอง”
“หุ้นจีน” ร่วง ฉุด “Bottom5” กอง RMF-หุ้น...ผลตอบแทนปีนี้เฉลี่ยติดลบ -17.30%
มาดูกอง RMF-หุ้นกลุ่ม 5 อันดับท้ายตารางกันบ้าง ซึ่งทั้งหมดเป็นธีม “หุ้นจีน” ทั้ง A-Share และหุ้นจีนที่เน้นนวัตกรรม ซึ่งได้รับผลกระทบค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาทั้งจากนโยบายภาครัฐ ตลอดจนการกีดกันทางการค้าของสหรัฐเอง ไม่เพียงเท่านี้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีนในปีนี้ก็แผ่วกว่าที่ตลาดคาดทำให้โมเมนตัมในตลาดหุ้นสูญเสียไปด้วย โดยดัชนี “CSI300” ตั้งแต่ต้นปี -4.61% และ “HSCEI” ติดลบไป -7.44%

สำหรับ RMF-หุ้น ทั้ง 5 กองที่อยู่ท้ายตารางนั้น ประกอบด้วย “TMB-ES-STARTECH-RMF” ของบลจ.อีสท์สปริง -17.86%, “KCHINARMF” ของบลจ.กสิกรไทย -17.67%, “KT-Ashares RMF” ของบลจ.กรุงไทย -17.59%, “LHCHINARMF” ของบลจ.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ -17.27% และ “ASP-EVOCHINARMF” ของบลจ.แอสเซท พลัส -16.12% ตามลำดับ
“แม้รัฐบาลจีนยังคงเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ไว้ 5% เอาไว้และตลาดเองก็มองว่าตัวเลขการเติบโตน่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 5% ก็ตาม แต่คงต้องติดตามดูพัฒนาการของมาตรการแก้ไขปัญหาต่างๆ ของจีนว่าจะสามารถเห็นผลได้มากน้อยเพียงใด และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนได้มากแค่ไหนด้วยเช่นกัน”
สำหรับใครที่มีระยะเวลาในการลงทุนนาน ต้องการสะสมความมั่งคั่งระยะยาวเพื่อชีวิตหลังเกษียณผ่านการลงทุนใน “หุ้น” พร้อมทั้งได้ใช้ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษีด้วยนั้น เชื่อว่า “RMF-หุ้น” น่าจะเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี โดยสามารถลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์ทางภาษีได้ 30% ของรายได้ สูงสุดไม่เกิน 500,000 บาท เมื่อรวมกับการออมเพื่อเกษียณอื่นๆ
ผลการดำเนินงานในอดีตของกองทุน มิได้เป็นสิ่งยืนยันผลการดำเนินงานในอนาคต ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจ ลักษณะสินค้า เงื่อนไข ผลตอบแทน และความเสี่ยงก่อนตัดสินใจลงทุน
